น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

น้ำมันหายไปไหน? ศิริโชค แฉยับวงจร อสูรกายพลังงาน สูบเลือดคนไทย

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

25 มีนาคม 2569 นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความระบุว่า แฉวงจร “อสูรกายพลังงาน”: เมื่อหนี้กองทุนฯ คือละครตบตา แต่กำไรหมื่นล้านคือของจริง!

ในวันที่คนไทยต้องวนรถหาปั๊มน้ำมัน และเจ้าของปั๊มอิสระต้องติดป้าย “น้ำมันหมด” คำถามที่สังคมต้องจี้เอาคำตอบคือ “น้ำมันหายไปไหน?” ในเมื่อโรงกลั่นยังพ่นควันผลิตปกติ 24 ชั่วโมง แต่กองทุนน้ำมันฯ กลับประกาศติดลบจนดูเหมือนจะล้มละลาย

บทความนี้จะลอกคราบวาทกรรมที่พยายามแยก “โรงกลั่น” ออกจาก “คลัง” เพื่อชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว… พวกเขากินรวบเบ็ดเสร็จในกระเป๋าเดียว!

1. มายาภาพ “โรงกลั่นกักไม่ได้” (The Technical Lie)

เรามักได้ยินคำอ้างว่า “โรงกลั่นกักน้ำมันไม่ได้เพราะถังจะล้น” แต่นี่คือความจริงแค่ครึ่งเดียว

* ความจริงคือ: โรงกลั่นอาจกักหน้าโรงงานไม่ได้นาน แต่เขาสามารถ “โอนย้ายสต็อก” ไปพักไว้ที่ “คลังน้ำมันภูมิภาค” ทั่วประเทศได้

* ในระบบบัญชี น้ำมันออกจากโรงกลั่นแล้ว (โรงกลั่นรอดตัวจากข้อหากักตุน) แต่น้ำมันไป “จุก” อยู่ที่คลังด่านหน้าซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน เพื่อรอจังหวะราคาหรือบีบโควต้าปั๊มรายย่อยที่ไร้อำนาจต่อรอง

2. กลโกง “ตั๋ว 2 ใบ”: ตุนน้ำมันถูก บีบขายน้ำมันแพง

ทำไมปั๊มแบรนด์ใหญ่มีน้ำมันขายปกติ แต่ปั๊มอิสระกลับ “แห้งตาย”? คำตอบอยู่ในระบบ “ราคาลักไก่”:

* ตั๋วใบแรก (ราคาอุดหนุน ~30 บาท): คลังจะอ้างว่า “โควต้าเต็ม” หรือ “รัฐค้างจ่ายเงินชดเชย” เพื่อชะลอการปล่อยน้ำมันราคาถูก ลดความเสี่ยงหนี้สูญของตัวเอง

* ตั๋วใบที่สอง (ราคาตลาดโลก ~38-45 บาท): คลังมีของไม่อั้น! ใครอยากได้ด่วนต้องจ่ายราคาเต็ม กำไรส่วนต่างไหลเข้ากระเป๋าคลังทันที ไม่ต้องง้อเงินจากกองทุนที่เบิกจ่ายล่าช้า

* ผลลัพธ์: นี่คือการบีบให้ปั๊มรายย่อยตายไปจากตลาด เพื่อให้คนแห่ไปเติมปั๊มเครือข่ายเจ้าใหญ่เท่านั้น

3. งบดุลลวงตา: “ยืมเงินคนใช้รถ ไปพยุงถังแก๊ส”

ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ 15 มี.ค. 2569 ที่ติดลบสุทธิ 12,605 ล้านบาท ซ่อนความจริงที่เจ็บปวดไว้:

* บัญชีน้ำมันเป็นบวก (+25,016 ล้าน): แต่คนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันถูกลง เพราะเงินก้อนนี้ถูก “ยืม” ไปเติมให้ บัญชี LPG ที่ติดลบเรื้อรัง (-37,621 ล้าน) * กลไกโอนลอย: มีการโอนเงินระหว่างบัญชี (Intra-fund Transfer) ถึง 32,470 ล้านบาท เพื่อให้บัญชี LPG ยัง “หายใจต่อ” ได้และไม่ต้องขึ้นราคาแก๊สหุงต้มจนกระทบเก้าอี้รัฐบาล

* สรุป: รัฐบาลรีดเงินจากหัวจ่ายน้ำมัน (สินทรัพย์) ไปใช้หนี้ให้กลุ่มทุนผลิต LPG โดยที่หนี้รวม (หนี้สิน) ยังพุ่งสูงถึง 74,886 ล้านบาท

4. ทางตัน มาตรา 169: รัฐบาลอัมพาต ประชาชนรับกรรม

ทำไมรัฐบาลไม่กู้เงินมาช่วยเพิ่ม? คำตอบคือ “กับดักกฎหมาย”:

* รัฐบาลรักษาการมือมัด: ภายใต้รัฐธรรมนูญ มาตรา 169 รัฐบาลรักษาการไม่สามารถก่อหนี้ผูกพันใหม่หรืออก พ.ร.ก. กู้เงินมาค้ำประกันหนี้เพิ่มได้ (เกินกรอบ 2-3 หมื่นล้านที่กู้เองได้)

* สุญญากาศที่กลุ่มทุนชอบ: เมื่อรัฐกู้เงินมาอุ้มไม่ได้ กลุ่มทุนจึงอ้าง “ความเสี่ยง” เพื่อกักน้ำมันโควต้าถูกและบังคับขายราคาตลาดโลกทันที ประชาชนจึงต้องกลายเป็น “คนจ่ายรอบวง” ทั้งค่าน้ำมันที่แพงขึ้นและดอกเบี้ยจากหนี้เก่าที่ค้างคา

5. กำไรบนหยาดเหงื่อ: Stock Gain และค่าการกลั่น New High

ในขณะที่กองทุนฯ ติดลบและแบกหนี้ธนาคารเดินดอกเบี้ยรายวัน แต่กลุ่มทุนพลังงานกลับรายงานกำไรพุ่ง:

* Stock Gain: ยิ่งกักน้ำมันในคลังไว้นานในช่วงราคาขาขึ้น มูลค่าสต็อกยิ่งพุ่งจนกลายเป็นกำไรนับพันล้าน

* ค่าการกลั่น (GRM): ในช่วงวิกฤตพุ่งแตะระดับ 6 บาท/ลิตร สวนทางกับกระเป๋าตังค์ประชาชนที่ฉีกขาด

* หนี้สาธารณะ: หนี้ที่รัฐกู้มาจ่ายกลุ่มทุน สุดท้ายจะถูกโอนกลับมาเป็นหนี้ของประชาชนที่ต้องใช้คืนผ่านภาษีไปอีกนานเท่านาน

บทสรุป: ใครคืออสูรกายตัวจริง?

อย่าหลงเชื่อคำลวงที่พยายามแยกส่วนประกอบของระบบพลังงาน เพราะในโครงสร้างไทย โรงกลั่น-คลัง-ปั๊ม คืออวัยวะในร่างเดียวกัน การที่น้ำมันไม่ถึงมือประชาชนในราคาอุดหนุน ไม่ใช่เพราะน้ำมันขาดตลาด แต่เป็นเพราะ “การกักตุนเชิงโครงสร้าง” เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นกำไรสูงสุดของกลุ่มทุน โดยมีกฎหมายมาตรา 169 และงบดุลลวงตาเป็นเกราะกำบัง

“รัฐบาลเป็นหนี้กลุ่มทุน กลุ่มทุนกักน้ำมันบีบรัฐบาลที่ไร้อำนาจกู้เงิน… แต่สุดท้ายคนที่ต้องจ่ายหนี้และค่าน้ำมันแพงทุกลิตร คือประชาชนคนไทยทุกคน!”

Leave a comment