เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3  ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

เขมรเปิดแน่รบรอบ3 ส่งทหารจ่อ‘ตาควาย’

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เจ้ากรมข่าวทบ.เชื่อเขมร เปิดรอบ 3 หลังฤดูฝน ด้านโฆษก ทบ.รับทหารเขมร ประชิดปราสาทตาควาย แต่ยังไม่น่ากังวล ขณะที่หน่วยฟีนิกซ์ เปิดตัวโดรนพิฆาต พัฒนาคู่ AI รับมือการสู้รบ  ส่วน กมธ.วุฒิสภา เห็นชอบชงรัฐบาล ยกเลิก MOU 43 ชี้เขมรละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง-ขัดรัฐธรรมนูญไทย

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พล.ท.ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ มีใจความว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร ยังคงวางใจไม่ได้ ว่าจะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีกปัจจัยที่ควรคำนึง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1.การที่เขมรสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก 2.เขมรจะมีการเลือกตั้งในปี2570เพราะฉะนั้น 2 ประเด็นนี้คือสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เพียงแต่ยังไม่เกิดแบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน 4-5 เดือนจากนี้ไปหลังหน้าฝนคือเวลาที่ต้องจับตามอง เราจึงประมาทไม่ได้ ทหารเราต้องกลับไปทำ 2 สิ่งนี้ 1.ฝึกเพิ่มเติมโดยใช้บทเรียนจากการรบทั้ง 2 ครั้งมาปรับปรุงแนวคิดในการใช้กำลังครั้งต่อไป และ 2.ฟื้นฟูทหาร และสะสมอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการสู้รบครั้งต่อไป

ด้าน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ว่าพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมากเหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่เหมาะสม หลังจากต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย แต่ยอมรับว่าบางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐาน หรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวนตรวจพื้นที่การปรับปรุงฐานที่มั่นที่ กรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนกรณีที่เจ้ากรมข่าวทหารบก ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 นั้น พล.ต. วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลทางการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่ข้อมูลอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

สำหรับกรณีที่ทหารกัมพูชามีการสะสมอาวุธนั้น พล.ต.วินธัยกล่าวว่า ฝ่ายไทยมีการเตรียมการมาก่อนแล้ว ซึ่งถือเป็นงานหลักของฝ่ายความมั่นคง เพราะเรามีหลักเกณฑ์ในการประเมิน ทั้งเรื่องการสะสมอาวุธของฝั่งกัมพูชาก็ถือว่าเรามีข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้ ส่วนในปีหน้ากัมพูชาจะมีการเลือกตั้ง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการสร้างสถานการณ์ เพื่อหวังผลคะแนนความนิยมพล.ต.วินธัย กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ทั้งหมด แต่ความชัดเจนในเรื่องการใช้กำลังอาจจะต้องใช้องค์ประกอบอื่นเพิ่มเติม

ขณะที่ พ.อ.ณัฐกร เรือนติ๊บเสนาธิการกองพลกรมทหารราบที่ 4 ในฐานะผู้บัญชาการหน่วยฟีนิกซ์ กล่าวภายหลังเปิดตัวโดรน FPV แบบพลีชีพ และโดรนทิ้งระเบิด ซึ่งเป็นโดรนที่ใช้ในการปฏิบัติการจริงในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในการสู้รบที่ผ่านมาว่าในส่วนของหน่วยรับผิดชอบ มีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับสถานการณ์ในอนาคต ทั้งการฝึกผู้บังคับโดรนเพิ่ม และการเพิ่มประสิทธิภาพในการอยู่รอดในพื้นที่ซึ่งจะต้องเจอกับภัยคุกคาม ทั้งจำนวนและปริมาณ ซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่าจะต้องไปเจอกับตัวตัดสัญญาณ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือให้พร้อมในการปฏิบัติภารกิจเพื่อไม่ให้ถูกรบกวน หรือถูกต่อต้าน และต้องมีการพัฒนาโดรนให้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม รวมถึงการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai เข้ามาใช้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในยุคใหม่ ที่จะช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพ และการตัดการรบกวนของสัญญาณ

พ.อ.ณัฐกร กล่าวยืนยันว่า กองทัพบกสนับสนุนงบงบประมาณในการดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเฉพาะชิ้นส่วนในการประกอบใช้งบประมาณ 500,000 กว่าบาท การปฏิบัติงานถือว่ามีความคุ้มค่ากับเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นยานเกราะที่ตั้งหน่วยของข้าศึก หรือตัวรบกวนสัญญาณ และต้องมีการสร้างเพิ่มเนื่องจากมีความต้องการในภารกิจต่างๆเพื่อกระจายไปในแต่ละหน่วย รวมถึงตัวนักบินให้เพียงพอกับพื้นที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งตามนโยบายกองทัพบก ได้ให้ความสำคัญในทุกพื้นที่ หากสถานการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่กองทัพภาคใด เราสามารถโยกกำลังส่วนนี้ไปช่วยเหลือได้ เช่นเดียวกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อให้ตอบสนองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันได้ ซึ่งอยู่ในแผนของกองทัพบกที่จะตั้งเป็นศูนย์บัญชาการโดรน

พ.อ.ณัฐกร กล่าวอีกว่า ในทีมฟีนิกซ์ ได้ผลิตนักบินโดรนมาแล้ว 11 รุ่น ประมาณ 400 กว่านาย และมีการอบรมอยู่เรื่อยๆ ซึ่งร่วมบูรณาการฝึกทั้งกองทัพบกกองทัพเรือ-นาวิกโยธิน และตำรวจ โดยดำรงเป้าหมายภารกิจต้องสำเร็จ ทั้งเรื่องการทำลาย การปรับเปลี่ยนทางยุทธวิธี หรือเทคนิคต่างๆ ซึ่งจะออกปฏิบัติ เมื่อมีคำสั่ง โดยปัจจุบันทางหน่วยมีความพร้อมหากชายแดนไทย-กัมพูชามีการปะทะรอบที่ 3 เพราะในส่วนของนักบินโดรนเดิมก็มีการพัฒนาเพิ่มเติม และมีการผลิตรุ่นใหม่ๆ เข้ามา

พ.อ. ณัฐกร กล่าวยอมรับว่า การพัฒนาโดรน ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งผ่านไปวันเดียวโดรนก็ตกรุ่นแล้ว ซึ่งหน่วยตนเป็นหน่วยยุทธวิธีต้องการความอ่อนตัว ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนได้ตลอด เพื่อให้เกิดความเสถียรในการปฏิบัติการ ในห้วง 20 วัน ที่ได้ปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เราสามารถดำรงความสามารถอยู่ได้ แม้โดรนบางตัวจะเสียหาย หรือชำรุด เราก็สามารถซ่อมแซมได้ นอกจากนี้โดรนดังกล่าวยังใช้ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งไม่ได้เจาะจงไปที่การรบเพียงอย่างเดียว ยังใช้เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งการปราบปรามสแกมเมอร์ ยังมีปัญหา เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทุกพื้นที่

ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา แถลงผลการพิจารณาว่ากมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 หลังจากที่เคยมีมติให้ยกเลิก MOU 2544 ไปแล้ว ทั้งนี้ กมธ.ยกเหตุผลสำคัญ 6 ประการ ในการเสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ได้แก่1.ข้อกำหนดใน MOU มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่

2.MOU 2543 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย3.รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้นแผนที่ซึ่งเกิดจาก MOU 2543 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า4.ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรกเท่านั้น5.สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทยต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทนและ 6.กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ซึ่ง MOU 2543 ไม่รัดกุมพอที่จะรับมือได้

สำหรับแนวทางการยกเลิกกมธ.ชี้แจงว่าไทยสามารถยกเลิก MOU 2543 เพียงฝ่ายเดียวตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) ข้อ 60 เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือนทั้งนี้ ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.1904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

นายนพดล กล่าวว่า กมธ.เสนอแนะว่าหากจะมีการจัดทำข้อตกลงฉบับใหม่ในอนาคต จะต้องไม่มีการยอมรับแผนที่ 1:200,000 ว่าเป็นผลงานการปักปันเขตแดน ต้องเพิ่มอำนาจให้ JBC จัดการการรุกล้ำได้ ต้องยึดแนวขอบหน้าผาเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก และต้องกำหนดเงื่อนไขเวลาสิ้นสุดข้อตกลงอย่างชัดเจน เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์สูงสุดของชาติ ส่วนขั้นตอนต่อไปจะนำมติของที่ประชุม กมธ.บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ลงมติเห็นชอบจากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาจะส่งรายงานของ กมธ.ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอมติ กมธ.เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาได้ภายในเดือนเมษายนนี้

Leave a comment