
รุมฟัดรัฐบาล ฝ่ายค้านฉะขึ้น6บาท ชี้ผลักภาระให้กับปชช.
วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“อภิสิทธิ์-กรณ์” ฉะรัฐบาลแก้พลังงานล้มเหลว ลักไก่ขึ้นน้ำมันกลางดึกพรวดเดียว 6 บาท จี้ถามทำไมไม่รีดกำไรลาภลอยโรงกลั่นแต่กลับผลักภาระให้ปชช.แบกฝ่ายเดียว ปล่อยผี “ไอ้โม่ง”กักตุนฟัน ขณะที่ “ณัฐพงษ์-วีระยุทธ” รุมอัดซ้ำมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ ด้าน สว.ผสมโรงจัดหนัก เชื่อค่าครองชีพพุ่งซ้ำดาบสองทั้งไฟฟ้า-สินค้าอุปโภค-บริโภค
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ร่วมพูดคุยในรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”วิพากษ์วิจารณ์กรณีรัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาท เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา ชี้เป็นการกระทำที่ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์และเป็นการผลักภาระให้ประชาชนโดยไม่พยายามบริหารจัดการ
งบประมาณส่วนอื่น
อภิสิทธิ์ฉะรบ.บริหารพลังงานล้มเหลว
โดย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนทราบข่าวการขึ้นราคาน้ำมันในช่วงเวลาประมาณ 22.00-23.00 น. หลังจากการประชุมสภาสิ้นสุดลง โดยตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจงใจส่งข่าวหลังจากสภาปิดเพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้าและการตรวจสอบจาก สส.ทั้งที่ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยรัฐมนตรีควรเข้ามาแถลงและชี้แจงเหตุผลต่อสภาเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบแนวทางที่ชัดเจน
ดังนั้นเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไว้ 3 ประเด็นหลัก 1.ขาดความชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลไม่มีการตั้งเป้าหมายหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าจะพยุงราคาน้ำมันไปจนถึงระดับราคาตลาดโลกที่เท่าใด ทำให้ภาคเอกชนและประชาชนไม่สามารถวางแผนล่วงหน้าได้
ผลักภาระให้ปชช.แบกฝ่ายเดียว
นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า 2.ประชาชนแบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว เหตุใดรัฐบาลไม่ขอความร่วมมือจากโรงกลั่นน้ำมันในการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มเติมจาก “ค่าการกลั่น” ที่สูงขึ้น (ลาภลอย) หรือพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยพยุงราคา แทนที่จะปล่อยให้ราคาดีเซลพุ่งสูงขึ้นทันที 3.มาตรการช่วยเหลือล่าช้า แม้รัฐบาลจะระบุว่ามีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะเป้าหมาย 5 กลุ่ม แต่กลับยังไม่มีผลบังคับใช้จริงในขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงไปแล้ว ซึ่งควรดำเนินการควบคู่ไปกับการขึ้นราคา
เสมือน‘ปล่อยผีไอ้โม่ง’กักตุนฟันกำไร
นายอภิสิทธิ์อธิบายว่า จากการอภิปรายของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ที่ระบุว่ารัฐบาลมีข้อมูลย้อนแย้งกันระหว่างภาครัฐที่ยืนยันว่าน้ำมันสำรองมีเพียงพอ แต่หน้าปั๊มกลับไม่มีน้ำมันขายหรือมีการลดโควตา ซึ่งตามความเห็นของตนสิ่งนี้สะท้อนว่ามี “ไอ้โม่ง”หรือกระบวนการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้นจริง พร้อมกับได้เปรียบเทียบว่าการที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะเมื่อราคาขยับขึ้นไปสูงตามที่ต้องการแล้ว น้ำมันที่เคยถูกกักตุนไว้ก็จะถูกปล่อยออกมาขายทันที
“การขึ้นราคาทีเดียว 6 บาทเมื่อคืนนี้ เปรียบเสมือนการ “ปล่อยผีไอ้โม่ง” เพราะก่อนหน้านี้มีการกักตุนน้ำมันไว้เนื่องจากราคาไม่สะท้อนความเป็นจริง แต่พอราคาขยับขึ้นมาแบบนี้ ก็ไม่มีใครไปตามจับไอ้โม่งแล้ว” นายอภิสิทธิ์ ย้ำ
จงใจประกาศหลังปิดสภาชิ่งโดนสอบ
นายอภิสิทธิ์ยังพูดถึงลักษณะการทำงานของรัฐบาลในมิติของระบบสภาในระบอบประชาธิปไตยว่าหน้าที่สำคัญของรัฐบาลในระบบนี้คือต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องควรเข้ามาแถลงมติสำคัญในสภาโดยเฉพาะเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสส.และชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจผ่านระบบสภาโดยตรงขณะที่การประกาศขึ้นราคาน้ำมันในช่วงดึกคืนวานทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลจงใจประกาศขึ้นราคาหลังจากที่ปิดประชุมสภาหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบหรือซักถามจากสมาชิกสภา
เตือนปชช.เตรียมใจรับมือของแพง
ด้านนายกรณ์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงสาเหตุที่น้ำมันตามปั๊มต่างๆ เริ่มขาดแคลนว่าเกิดจากการที่รัฐบาลค้างชำระเงินชดเชยแก่โรงกลั่นกว่า 20,000 ล้านบาท เนื่องจากยังไม่มีมติครม.อนุมัติให้กองทุนน้ำมันกู้เงินได้ ส่งผลให้โรงกลั่นขาดสภาพคล่องและลังเลที่จะปล่อยน้ำมันออกมาขายในราคาต่ำ พร้อมกับได้เตือนว่าหากรัฐบาลใช้กลไกราคาตลาดจริงโดยไม่ตรึงราคา ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นอีกกว่า 10 บาทต่อลิตร เมื่อคำนวณจากราคาหน้าโรงกลั่นและภาษีต่างๆ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความโปร่งใสเรื่องงบประมาณในกองทุนน้ำมันเพื่อให้ประชาชนเตรียมใจรับมือกับ
ค่าครองชีพที่จะสูงขึ้นตามมา
คาดน้ำมันดีเซลจ่อทะลุ50บาทแน่
ก่อนหน้านี้นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์โพสต์เฟซบุ๊กว่าพรรคประชาธิปัตย์เราขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ควรให้ประชาชนรับภาระอยู่ฝ่ายเดียวแต่รัฐบาลและโรงกลั่นต้องเสียสละด้วย ในส่วนของโรงกลั่น มี 3 ประเด็นสำคัญ 1.วิธีการกำหนดราคาขายเป็นราคาสิงคโปร์ที่รวมค่าขนส่งสมมติว่าต้องขนจากสิงคโปร์มาไทย (ทั้งๆ ที่โรงกลั่นอยู่ในไทย)-วิธีนี้ทำให้ราคานํ้ามันสูงเกินจริง 2.โรงกลั่นช่วงนี้กำไรแบบลาภลอยจากนํ้ามันดิบในสต๊อกที่ราคาสูงขึ้นมาก 3.บวกกับค่าการกลั่นปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็น 6.33 บาทต่อลิตร สูงกว่าระดับก่อนวิกฤตถึง 3 เท่าพรรคประชาธิปัตย์จึงได้เสนอว่ารัฐบาลควรเก็บ “ค่าธรรมเนียมลาภลอย” 3 บาทต่อลิตร เข้ากองทุนนํ้ามันในส่วนของรัฐบาล รัฐบาลควรปรับลดภาษีสรรพสามิตลงทันที 6 บาทต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 6.90) ซึ่งความจริงหากรัฐบาลเชื่อเรา ด้วยเพียงแค่มาตรการนี้ พรุ่งนี้รัฐบาลไม่ต้องปรับเพิ่มราคานํ้ามันเลยแม้แต่บาทเดียว!
“รัฐบาลกำลังผลักภาระทั้งหมดไปที่ประชาชนโดยปล่อยให้โรงกลั่นทำกำไรมหาศาล โดยที่รัฐบาลไม่คิดจะเสียสละลดรายได้ภาษีหรือค่าใช้จ่ายของรัฐบาลเลยขอเสริมว่าถ้ารัฐบาล “พูดแล้วทำ” จริง และปล่อยลอยตัวราคานํ้ามันดีเซลตามคำพูดท่านนายกฯ ราคาจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ครับ มีสิทธิได้เห็นลิตรละ 50 บาทในอีกไม่นาน”
พีระพันธ์ซัด‘แบบนี้ปล้นกันชัดๆ’
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “แบบนี้มันปล้นกันชัดๆ”ภายหลังตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ปรับขึ้นราคาอีก 6 บาท/ลิตร
หมอวรงค์ซัดรบยอมสยบพ่อค้า
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กขยี้ปมร้อนนี้ทันที ทำเอาโซเชียลลุกเป็นไฟ โดยชาวเน็ตแห่เข้ามากดไลค์กดแชร์ พร้อมระเบิดความคิดเห็นกันอย่างดุเดือดถึงการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ใครๆ ก็รู้ว่าตามปั๊มไม่มีน้ำมันขาย เพราะมีการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลไม่รู้ มาบอกว่าประชาชนตื่นตระหนก มาเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมาก สุดท้ายก็ต้องยอมขึ้นลิตรละ 6 บาท เพื่อให้เขาปล่อยน้ำมันให้ปั๊มมาขาย แถมวันนี้ไม่มีประชุมสภาอีกด้วยแค่เริ่มต้นก็แย่แล้วครับเอาพ่อค้าน้ำมัน มาแก้ปัญหาน้ำมันก็เป็นแบบนี้”
โซเชียลเรียกร้องให้ลุยตรวจสอบ
ทันทีที่คุณหมอวรงค์โพสต์ความเห็นของประชาชนที่กำลังเดือดร้อนเรื่องค่าน้ำมันก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย หลายคนฝากความหวังไว้ที่การตรวจสอบครั้งนี้ เช่น “เป็นอีกเรื่องที่คุณหมอต้องทำเพื่อประชาชนค่ะ” “คุณหมอก็เล่นเรื่องนี้สิครับ เอาให้ประชาชนรู้ข้อมูลในเชิงลึก” “ขอเป็นกำรังใจให้คุณหมอวรงค์ทำสำเร็จนะครับใครไม่พอใจให้ลาออกไปเลยคนอื่นๆ เขาจะได้เข้ามาใหม่สมัยนี่คุณหมอทำให้เต็มที่ไป” “จัดการให้ถึงต้นตอเหมือนรับจำนำข้าว เลยค่ะ” “ไม่ทันไร ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เริ่มก็เห็นจุดจบของรัฐบาลนี้แล้ว” “ปั้มมีที่เก็บไม่มาก สร้างขึ้นขายวันต่อวัน เผื่อนิดหน่อย คนแห่เติมเยอะก็หมดเร็ว ต้องรอรอบส่งใหม่ จึงเกิดปัญหาหน้าปั้ม ???”
‘เท้ง’อัดขึ้น6บาทปชช.เดือดหนัก
ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงกรณีการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตรเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา รวมทั้งการบริหารจัดการวิกฤตน้ำมันของรัฐบาลในด้านอื่นๆ โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าโดยเฉพาะเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้นมา 6 บาทต่อลิตร ก่อนหน้านี้พรรคประชาชนได้พยามเรียกร้องให้มีการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้สิ่งที่ตนอยากเรียกร้องถึงรัฐบาลโดยตรงคือการพูดความจริงกับประชาชนมากกว่านี้และการบริหารที่ทำให้ประชาชนเชื่อใจได้มากกว่านี้ เวทีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีที่ดีที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถใช้ชี้แจงประชาชนทั้งประเทศได้
ข้องใจมีผลประโยชน์ทับซ้อน?
“จนถึงวันนี้ประชาชนยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีผลประโยชน์ทับซ้อนของคนที่ดำรงตำแหน่งในรัฐบาล อย่าง พิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่เป็นประธานศบก.ด้วย มีการตั้งคำถามว่าหากคนในรัฐบาลรู้ล่วงว่าจะมีการดำเนินนโยบายอย่างไร จะตรึงราคาถึงเมื่อไหร่ แล้วจะมีการประกาศขึ้นราคาเมื่อไหร่ โดยเฉพาะเมื่อบุคคลดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน การที่รัฐบาลแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้าไปทำงานโดยอ้างความเชี่ยวชาญ จะกลายเป็นความช่ำชองหรือฉ้อฉลในการใช้อำนาจรัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่”นายณัฐพงษ์ ระบุ
กระทุ้งเปิดหน้าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาในขณะที่รัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาด แต่หน้างานจริงหลายพื้นที่ประชาชนต้องต่อคิวเติมน้ำมันหลายชั่วโมง ตอนนี้ก็ยังตามหาตัวไม่พบว่าคนที่กักตุนน้ำมันคือใคร แม้ตำรวจจะมีการจับกุมและแถลงข่าวทุกวันแต่ก็เป็นเพียงรายย่อยเท่านั้น สถานการณ์วันนี้เชื่อได้ว่ามีคนที่ได้ผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังบนความเดือดร้อนของประชาชนแน่นอน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะชี้แจงผ่านเวทีสื่อมวลชนที่รัฐบาลสามารถควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารได้เอง หลีกเลี่ยงไม่มาชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถตั้งคำถามในเชิงกล่าวหาได้ มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และรัฐมนตรีหรือสส.ที่ถูกพาดพิงสามารถใช้สิทธิพาดพิงในการตอบชี้แจงได้ทันที
“สิ่งที่สำคัญคือวิกฤตความเชื่อมั่น
ของประชาชน ทุกคนกำลังตั้งข้อสงสัยว่าส่วนต่างที่เกิดขึ้นจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันผลประโยชน์ตกอยู่ที่ใครก่อนหน้านี้มีการกักตุนไว้หรือไม่ ถ้าวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถกอบกู้ความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ก็ยังไม่เห็นว่าจะหาทางออกจากสถานการณ์วิกฤตตรงนี้ให้กลับสู่สถานการณ์ปกติได้อย่างไร”นายณัฐพงษ์ กล่าว
ปชน.ซัดรัฐบาลไม่เห็นใจประชาชน
ขณะที่ นายวีระยุทธ์กล่าวว่าการประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาททันทีไม่มีคำอธิบาย ไม่มีหลักการและไม่มีความเห็นอกเห็นใจประชาชน ทำตรงข้ามกับที่พูดมาโดยตลอด และไม่มีการรับฟังข้อเสนอที่มีการอภิปรายในสภาด้วย ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อที่พรรคประชาชนรวบรวมเสนอไม่ได้ถูกนำไปใช้เลยไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลยังคงใช้การบริหารแบบปิดห้องคุยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรายใหญ่แล้วมาบอกประชาชนให้ทำอย่างที่ต้องการ ไม่มีการเปิดรับฟังผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีการเข้าไปหาชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่งรายย่อยหรือไรเดอร์ที่ต้องขับรถรายวันเลยและยังคงไม่ยอมรับว่าปัญหาความปั่นป่วนเกิดจากการที่รัฐบาลประกาศตรึงราคา 15 วัน แล้วยังกลับมาชี้หน้าต่อว่าประชาชน พรรคได้เสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบเป็นขั้นบันได ไม่ใช่แบบที่รัฐบาลทำอยู่ในการขึ้น 6 บาททันทีโดยไม่มีคำอธิบายว่าทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร คนไทยผู้ประกอบการจะใช้ชีวิตอย่างไร รอความไม่แน่นอนต่อไปแค่ไหน ถ้าประกาศให้รู้ล่วงหน้า แล้วสังคมก็จะเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขไปด้วยกัน แต่อย่างน้อยต้องรู้ว่าหลักการคืออะไรและพรรคประชาชนเสนอว่าจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยมีการออกแนวทางอย่างเป็นทางการเลย มีเพียงให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ไม่เคยเรียกรับฟังความคิดเห็น
กธ.จวกรบ.ยับไร้บริหารทิศทาง
นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงกรณีมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเห็นชอบปรับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรว่าเป็นสถานการณ์ที่สร้างภาระหนักให้กับประชาชน โดยเฉพาะ จ.แม่ฮ่องสอนโดยราคาหน้าปั๊มใน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ปรับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่าราคาขายปลีกที่ประกาศทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและพื้นที่อื่นๆ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจสถานการณ์โลกแต่สิ่งที่พวกเราไม่เข้าใจคือการบริหารของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจนไม่มีทิศทางที่แน่นอน ทำให้ประชาชนต้องมารับภาระอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้นอกจากค่าครองชีพของประชาชนที่จะปรับตัวสูงขึ้นแล้วยังจะกระทบต่อภาคแรงงานในโรงงานต่างๆ เช่น ในจ.แม่ฮ่องสอน เริ่มมีการหารือถึงการปรับลดแรงงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนในการผลิตแล้ว
ซ้ำเติมรากหญ้า-เกษตรกร-ขนส่งจ่อพัง
นายปกรณ์เน้นย้ำว่าในภาวะวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลควรมีบทบาทสำคัญเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร และแรงงาน ต้องเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเพียงลำพัง โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันในลักษณะก้าวกระโดดเช่นนี้ จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง ภาคการผลิตรวมไปถึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภค ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงาน ซึ่งสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประชาชน
สว.รุมอัดรบ.ลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน
ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กทธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภควุฒิสภากล่าวว่า ขณะนี้เราก็รับทราบกันแล้วว่ารัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6-8 บาท เชื่อว่าไม่ใช่การปรับตัวครั้งสุด และจะส่งผลกระทบถึงค่าไฟฟ้า ขอให้เตรียมตัวรับค่าไฟปรับขึ้นแน่นอนในเดือนพ.ค.นี้ขั้นต่ำปรับขึ้น 50-60 สตางค์ต่อหน่วย เรื่องนี้จะสอบถามรัฐบาลจะมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าอย่างไรเพื่อช่วยประชาชน เพราะกฟผ.รับภาระเรื่องต้นทุนแอลเอ็นจีจนมีหนี้อยู่ 30,000 กว่าล้านบาท ต้องดูแนวทางรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร
ผลกระทบที่ตามมาคือราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่เพิ่มขึ้นตามพลาสติก น้ำมัน การขนส่ง กรมการค้าภายในพบว่าต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้รมว.พาณิชย์ระบุว่ามีสต๊อกเม็ดพลาสติกอยู่ได้ 40 วัน ผ่านไปไม่ถึง 1 เดือน ต้นทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้น จนส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า ส่วนที่กรมการค้าภายใน ระบุว่าจะตรึงราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคแต่คาดว่า จะตรึงได้แค่เดือนเม.ย.เท่านั้น ช่วงสงกรานต์สินค้าต่างๆ อาจขึ้นราคา
“กมธ.อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลที่ดูแลปากท้องประชาชนในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนากมธ.หวังอยากให้ช่วงเวลานั้นประชาชนได้ผ่อนคลายกับความเครียด ใช้ชีวิตกับพ่อแม่พี่น้องอย่างมีความสุข แต่สถานการณ์ค่าครองชีพสูงขึ้น กลัวว่าวันสงกรานต์แทนที่จะได้สาดน้ำสงกรานต์ อาจต้องสาดน้ำตาแทน ขอให้ดูตอนประกาศผลกำไรประจำปี บริษัทไหนได้กำไรมากที่สุด แต่เป็นกำไรที่อยู่บนความเดือดร้อนประชาชน ”นายนรเศรษฐ์กล่าว
ช็อกรู้สึกโกรธมากเหมือนปชช.
ด้านนายสุนทร พฤกษ์พิพัฒน์ สว. ประธานอนุกมธ.คุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลควรจริงใจเปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมากับประชาชนมากกว่านี้ เมื่อเช้าขับรถผ่านปั๊มน้ำมันเห็นราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้น 8 บาท เบนซิน 6 บาทคืออะไร เหตุใดรัฐบาลช็อกเศรษฐกิจอย่างนี้ ทั้งที่เคยบอกจะค่อยๆ ปรับราคา ค่อยเป็นค่อยไป แต่วันนี้ไม่ใช่ จู่ๆ ช็อกแบบนี้ รู้สึกโกรธมากและประชาชนก็โกรธเหมือนที่นายกฯบอกไม่มีไอ้โม่งประชาชนกักตุนกันเอง
ดักคอเอื้อ‘ไอ้โม่ง’กักตุนน้ำมัน
นายสุนทรกล่าวอีกว่าก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม บอกว่ามีไอ้โม่ง อย่างนี้คืออะไรอยู่ๆ ขึ้นราคาแบบนี้ใครได้ประโยชน์ คนที่กักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ ทั้งที่น้ำมันที่มีอยู่เป็นสต๊อกเก่า ราคาเก่า แต่ทำไมต้องมาขึ้นราคาช็อกแบบนี้ รัฐบาลมีทางเลือกหลายทางที่จะรับมือเศรษฐกิจได้มากกว่านี้ ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่ายังไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้น เพราะสามารถไปตรวจสอบสต๊อกน้ำมันได้ ไม่มีการห้ามรัฐบาลไปตรวจสามารถตรวจเจอไอ้โม่งก็ตรวจเจอมา 3 แสนกว่าลิตร ทำไมจะทำไม่ได้ แต่ไม่รู้ท่านทำเป็นหรือไม่ การอ้างไม่มีอำนาจเต็ม คิดว่ามันแย่
ค่าครองชีพสูงขึ้น-ค่าไฟฟ้าพุ่ง
นายวีรยุทธ สร้อยทอง สว. กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยต้องพบวิกฤติว่าจะผ่านไปด้วยดีหรือบอบช้ำบนความเจ็บปวดประชาชน อยู่ที่รัฐบาลจะฝ่าวิกฤติครั้งนี้ ขอฝากไปถึงรัฐบาลว่าความเดือดร้อนประชาชนเรื่องน้ำมัน ตนเป็นสว.ที่เดินทางไปกลับจ.ฉะเชิงเทรา มารัฐสภาทุกวัน 2 วันที่แล้วใช้ชีวิตปกติ ไปหาเติมน้ำมันไม่ได้ ต้องใช้น้ำมันอย่างประหยัดในการเดินทาง แต่เมื่อเช้าวันที่ 26 มี.ค. เดินทางจากจ.ฉะเชิงเทรา มารัฐสภา แวะเติมน้ำมัน สามารถเติมได้แบบไม่อั้นเพราะราคาปรับขึ้นไปแล้ว ที่ผ่านมาเป็นจ.ฉะเชิงเทรา แต่ตอนนี้เป็นฉะเชิงเศร้า
เพราะน้ำมันเพิ่มลิตรละ 6 บาท เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ค่าครองชีพ
สูงขึ้น ค่าไฟฟ้า แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจน และยังไม่เห็นมาตรการช่วยค่าครองชีพ มีแต่มาตรการถอดสูท ลดแอร์ไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ให้เกิดเอฟเฟกต์หลังวิกฤติรัฐบาลต้องมองเรื่องที่เป็นเอฟเฟกต์ และมีมาตรการรองรับ ขอให้รัฐบาลฟังประชาชนและทำความเข้าใจกับประชาชนที่เลือกท่านมา รับผิดชอบความเดือดร้อนประชาชนเหมือนความเดือดร้อนของตัวเอง
ปธสภาฯลุยตัดงบอาหารสส.จริงจัง
ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร หารือกับผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีค่าอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสาธารณชนในขณะนี้ จากกระแสเรียกร้องให้มีการปรับลดหรือตัดงบประมาณในส่วนดังกล่าวโดยนายโสภณกล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังโดยมีแนวโน้มว่าจะเริ่มดำเนินการเปลี่ยนแปลงภายหลังช่วงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาหรือภายหลังเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ ในระหว่างช่วงเตรียมการจะมีการปรับลดปริมาณการสั่งอาหารลงให้เหมาะสมกับความจำเป็น เพื่อให้เกิดความประหยัดและสอดคล้องกับสถานการณ์
เล็งแก้ไขระเบียบการแต่งกาย
ประธานสภาฯยังกล่าวถึงประเด็นการแต่งกายของสส.ว่าควรมีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้พลังงานภายในอาคารรัฐสภาอาจมีการพิจารณาแก้ไขหรือปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสาธารณชน ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในระยะอันใกล้ ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ประธานสภาฯเชิญชวนผู้บริหารสำนักงานที่เข้าร่วมประชุมร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารรัฐสภาเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ในบรรยากาศไม่เป็นทางการ