‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘สุดาวรรณ’ปิ๋ว ตกสเปก-หลุดโผรมต. ดันคนสนิทเสียบแทน

วืดรายแรก “สุดาวรรณ” ตรวจคุณสมบัติรมต.ไม่ผ่าน ดัน “นิกร โสมกลาง” คนสนิทเสียบเก้าอี้แทน ด้าน “โสภณ”สั่ง สส.งดใส่สูทเข้าประชุมสภาฯ ขานรับนโยบายประหยัดพลังงาน ส่วน “วิสุทธิ์” จี้รัฐบาลดูแลราคาเชื้อเพลิง-ต้นทุนเกษตร หวั่น “ค่าครองชีพ-น้ำมันพุ่ง” สวนทางรายได้

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการยื่นเอกสารเพื่อตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ปรากฎว่า น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีชื่อนั่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ตรวจสอบคุณสมบัติ รมต.แล้วไม่ผ่าน โดยตำแหน่งดังกล่าว จะยังเป็นโควตาของ น.ส.สุดาวรรณซึ่งจะส่ง นายนิกร โสมกลาง สส.นครราชสีมา ในฐานะคนใกล้ชิด เข้ามารับตำแหน่งแทน โดยจะมีการยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล วันเดียวกันนี้ 27 มี.ค.

เปิดประวัติ นิกร โสมกลาง

สำหรับประวัติของ นายนิกร โสมกลาง สส.เขต 8 จังหวัดนครราชสีมา และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย เกิดเมื่อวัน 9 ก.พ. 2524 ปัจจุบันอายุ 45 ปี ชื่อเล่น ป๊อบ เป็นบุตรนายสมศักดิ์ โสมกลาง อดีต สส.นครราชสีมา 0บการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) และระดับปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแฮนโนเวอร์ สหพันธรัฐเยอรมนี ส่วนประสบการณ์การทำงานนายนิกร ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธาน และโฆษกคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่26 ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 นายนิกร ซึ่งเป็นแชมป์เก่าเมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เขต 8 เขตเดิม สามารถรักษาเก้าอี้ชนะการเลือกตั้งไว้ได้อีกสมัย

สั่งส.ส.แต่งตัวสบายประชุมสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในคำสั่งประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงของประเทศ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯจึงออกประกาศกำหนดการแต่งกายของสส.ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้สวมชุดผ้าไทย หรือเสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ผูกเนกไทและสวมกางเกงผ้าขายาวหรือกระโปรงสีสุภาพได้ โดยไม่จำเป็นต้องสวมสูท ทั้งนี้ จนกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ

พท.จี้คุมราคาพลังงาน-ต้นทุนเกษตร

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรจำนวนมากทั่วประเทศว่า ในช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังเผชิญความยากลำบากจากภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูง ตนในฐานะผู้แทนราษฎรขอยืนเคียงข้างประชาชน และจะสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเต็มที่ เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหามาตรการบรรเทาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม

‘ขอเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณามาตรการดูแลราคาพลังงาน รวมถึงต้นทุนการเกษตรให้ดีกว่านี้ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อเกษตรกร เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน ขณะนี้เสียงสะท้อนจากประชาชนดังขึ้นทั่วประเทศ ทุกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง จึงอยากถามไปยังผู้มีอำนาจบริหารประเทศ ว่าได้ยินเสียงความเดือดร้อนของประชาชนเหล่านี้หรือไม่ ประชาชนจำนวนมากกำลังแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาปุ๋ยแต่รายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มตาม ผมในฐานะผู้แทนราษฎรจะยืนอยู่ข้างประชาชน และพร้อมผลักดันทุกช่องทางในสภาฯงนายวิสุทธิ์ กล่าว

‘เต้’ไล่’อนุทิน’ซัดไร้ความสามารถ

ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เดินทางมายื่นหนังสือ เพื่อขับไล่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยระบุข้อร้องเรียนว่าจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปากท้อง ความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันที่เกิดขึ้น จากวันที่ 26 มีนาคม ปรับขึ้นราคา 6 บาทต่อลิตร และคาดว่าก่อนสงกรานต์จะปรับขึ้นอีก คาดว่าจะเพิ่มไม่น้อยกว่า 15 บาทต่อลิตร จึงเชื่อว่าน่าจะมีการกักตุน โดยรัฐบาลปล่อยปละละเลยให้เกิดการฉ้อโกงประชาชน ซึ่งไม่นับความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ค่าอาหาร ค่าปุ๋ย สินค้าทุกประเภท จะทำให้ประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้น มูลนิธิเครือข่ายต่อต้านคอรัปชั่น มีข้อสรุปว่านายกฯไม่มีความสามารถหรือปล่อยปละละเลยให้พรรคพวกของท่านทุจริตกักตุนน้ำมัน และท่านไม่คิดจะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เพื่อบริหารประเทศ

เครือข่ายปกป้องไฟฟ้าจี้แก้วิกฤต

เวลา 09.00น.ที่บริเวณหน้าประตู5ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มเครือข่ายปกป้องไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน (คฟปย.) ประมาณ 50คน นำโดย นายเสนอ วิสุทธนะ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง และประธานเครือข่ายไฟฟ้าประปาและยาเพื่อชาติประชาชน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่าน นายนพพร บุญแก้ว รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลบริหารจัดการปัญหาวิกฤตน้ำมันและค่าครองชีพสูงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน ดังนี้ 1.ขอให้จัดการแก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนอย่างรวดเร็ว 2.ขอให้กำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงด้วยมาตรการทางภาษีและมาตรการที่จำเป็น 3.ขอให้กำหนดมาตรการแก้ไขค่าครองชีพและราคาสินค้าที่สูงขึ้น พร้อมจัดการผู้กักตุนสินค้า และ 4.ขอให้ตรึงราคาค่าไฟฟ้าที่หน่วยละ3.88 บาท

ปชน.ซัดบริหารล้มเหลว-น้ำมันพุ่ง

นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) สะท้อนวิกฤตน้ำมันส่งผลกระทบธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้ารายย่อย.คนทำธุรกิจทุกชนิดคงหนีไม่พ้น “ลูกค้าหาย ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น” สำหรับครอบครัวของตนก็ทำธุรกิจร้านอาหารมาแล้วกว่า 40 ปี ตนก็อยากจะสะท้อนเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบถึงผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบทุกคนในการแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ ซึ่งการปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งถึง 6 บาทในคืนเดียว จำทำให้ร้านอาหารไทยตกอยู่ในภาวะทางตัน การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร หลังนโยบายตรึงราคาล้มเหลวไม่เป็นท่า กำลังกลายเป็นวิกฤตที่บีบให้ร้านอาหารนับแสนรายต้อง”เลิกขาย”หรือ”แบกหนี้”ทันที รัฐบาลกำลังบีบจมูกผู้ประกอบการรายเล็กค่อยๆตาย

ส่งผลกระทบรุนแรงต่อปชช.3ระดับ

วิกฤตการณ์ราคาน้ำมันปัจจุบันส่งผลกระทบรุนแรง 3ระดับ ดังนี้ ระดับผู้ประกอบการรายย่อย ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ผลกำไรที่เหลือน้อยอยู่แล้วลดลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการหลายรายจำเป็นต้องปิดกิจการเนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนก๊าซหุงต้มและน้ำมันได้ ขณะที่ระดับผู้ประกอบการขนาดกลาง เผชิญกับสภาวะกดดันจากทุกทิศทาง โดยมีต้นทุนคงที่ในระดับสูง ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเนื่องจากต้องสำรองเงินไว้สำหรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ส่วนระดับผู้ประกอบการรายใหญ่ ระบบการขนส่งหยุดชะงัก ภาวะขาดแคลนน้ำมันได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและสายการกระจายสินค้า ซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

‘กธ.’ชี้ตรวจคลังน้ำมันแค่ปลายเหตุ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานที่กำลังสร้าวความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับประชาชนว่า รัฐบาลมีความพยายามในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยให้กระทรวงพลังงาน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ทั้งกลุ่มผู้ค้ารายใหญ่และผู้ค้าอิสระ (Jobber) ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด รวม 35 จุดหมายทั่วประเทศ และออกมายืนยันกับประชาชนว่า จะสามารถเข้าถึงน้ำมันได้อย่างเพียงพอ และหวังจะสะท้อนถึงการควบคุมสถานการณ์ได้ แม้เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบเข้มข้น แต่ผลการตรวจกลับไม่พบความผิดปกติแทบทุกครั้ง ขณะที่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังคงประสบปัญหาไม่มีน้ำมันให้เติม หรือบางแห่งจำกัดปริมาณการขาย คำถามคือ หากไม่มีการกักตุน แล้วเหตุใดน้ำมันจึงหายไปจากระบบในบางช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์กลับยิ่งสร้างความคลางแคลงใจ เมื่อราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาท กลับพบว่าปริมาณน้ำมันในตลาดเพียงพอทันทีและเติมได้โดยไม่จำกัด

ต้นต้อของปัญหาแพงเพราะโรงกลั่น

นายอรรถกร ระบุด้วยว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทางอย่างสถานีบริการน้ำมัน แต่เป็นต้นทางอย่างโรงกลั่น หรือโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานทั้งระบบ ดังนั้นมาตรการลงพื้นที่ตรวจปั๊มน้ำมัน เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น ข้อสงสัยหลักพุ่งไปที่ระบบการจัดสรรน้ำมันจากโรงกลั่น และกลไกการกระจายสินค้า ซึ่งอาจเป็นจุดที่เกิดการชะลอการปล่อยน้ำมัน สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่ใช่เพียงคำยืนยันว่า น้ำมันเพียงพอ แต่ต้องมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ คือ ตัวเลข ข้อเท็จจริง เพื่อแผนรับมือที่ชัดเจน และความโปร่งใสในระดับโครงสร้าง เช่น ปริมาณน้ำมันสำรองที่แท้จริง,แผนการจัดสรรน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา,ระยะเวลาที่น้ำมันจะเพียงพอต่อความต้องการ เพราะสำหรับประชาชนแล้ว ข้อมูลคือ สิ่งสำคัญในการวางแผนชีวิต โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต ตราบใดที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก ไม่มีการตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น ความเชื่อมั่นของประชาชนก็ยากที่จะฟื้นกลับมา“

ระวังก่อวิกฤตศรัทธาในตัวอนุทิน

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ผู้นำรัฐบาลอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์ แต่เพียง 1–2 วันหลังจากนั้น กลับเกิดภาวะตึงตัวของน้ำมันในหลายพื้นที่อย่างฉับพลัน เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้สร้างรอยร้าวทางความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง เพราะคำยืนยันผู้นำประเทศไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงที่ประชาชนเผชิญ คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า น้ำมันพอหรือไม่ แต่กลายเป็น ประชาชนควรเชื่อใคร วิกฤตพลังงานครั้งนี้อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของน้ำมัน แต่มันคือ วิกฤตความเชื่อมั่น และหากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ วิกฤตครั้งนี้อาจไม่ได้จบแค่เรื่องน้ำมันขาดแคลน แต่อาจลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของคนไทยที่ไม่สามารถฝากความหวังไว้กับรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ได้อีกแล้ว

Leave a comment