
29 มี.ค. 2569 05:46 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
กบฏฮูตียิงมิสไซล์ระลอก 2 ใส่อิสราเอล ลั่นจะโจมตีต่อเนื่อง
กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนยิงมิสไซล์เข้าใส่อิสราเอลเป็นระลอกที่ 2 ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากยิงระลอกแรก โดยประกาศกร้าวว่าจะมีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าอิสราเอลจะยุติการโจมตีและการรุกราน
เมื่อ 28 มี.ค. 2569 นายยาห์ยา ซารี โฆษกของกลุ่มติดอาวุธ ฮูตี ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทางกลุ่มได้ส่ง “ฝูงขีปนาวุธร่อน (cruise missiles) และโดรน” พุ่งเป้าไปที่ “ฐานทัพทหารที่สำคัญหลายแห่ง” ของอิสราเอลเป็นระลอกที่ 2
เขากล่าวเสริมว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้น “ประจวบเหมาะ” กับปฏิบัติการทางทหารของอิหร่านและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และสามารถ “บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างสำเร็จ” พร้อมระบุว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นอีกตลอดหลายวันข้างหน้า “จนกว่าศัตรูผู้ก่ออาชญากรรมจะยุติการโจมตีและการรุกราน”
แถลงการณ์ผ่านบัญชี Telegram ของเขาเกิดขึ้นหลังจากสื่อของอิสราเอลและสหรัฐฯ รายงานเกี่ยวกับการโจมตีระลอกที่สองของกลุ่มฮูตี เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากกลุ่มฮูตียืนยันว่าได้ยิงขีปนาวุธลูกแรกมุ่งหน้าสู่อิสราเอล นับตั้งแต่ความขัดแย้งกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. นับเป็นการเข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการ
โดยในช่วงเช้าของวันนี้ ทางการอิสราเอลระบุว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากเยเมนไว้ได้ ส่วนในการโจมตีระลอกที่ 2 เจ้าหน้าที่ของอิสราเอลก็ระบุว่า ขีปนาวุธทั้งสองลูกถูกสกัดกั้นไว้ได้ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายเกิดขึ้น
ด้านรัฐบาลเยเมนที่นานาชาติยอมรับ (ฝ่ายตรงข้ามกับฮูตี) ออกมาประณามอิหร่านว่า พยายามลากเยเมนและประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางเข้าสู่ความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านกลุ่มติดอาวุธในเครือข่ายของตัวเอง
ทั้งนี้ เยเมนตกอยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2558 เมื่อกลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเข้ายึดครองพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจากรัฐบาลที่นานาชาติรับรอง นำไปสู่การแทรกแซงโดยพันธมิตรที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำและได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ
แถลงการณ์จากสภาประธานาธิบดีเยเมน ซึ่งบริหารงานจากเมืองท่าเอเดน ของซาอุดีอาระเบีย ระบุว่า “การที่กลุ่มติดอาวุธฮูตีเข้ามาพัวพันในการปกป้องระบอบการปกครองของอิหร่าน” แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลัง “ผลักดันตัวแทนของตนให้เปิดแนวรบอื่นๆ” เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อตนเอง
สภายังเตือนว่าการกระทำดังกล่าวจะยิ่งซ้ำเติม “สภาวะความเป็นอยู่และมนุษยธรรมที่ย่ำแย่… ในประเทศที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอยู่แล้ว”
ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign
ที่มา : bbc