
จากรำข้าวสู่ตลาดมูลค่าสูง ‘น้ำมันรำข้าว’ ราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ ด้วยพลังการเรียนรู้ของวิสาหกิจชุมชน
วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.
ในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากกว่าราคา “น้ำมันพืช” จึงไม่ใช่แค่ส่วนประกอบในครัว แต่เป็นทางเลือกที่สะท้อนคุณภาพชีวิต และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่กำลังได้รับความสนใจ คือ “น้ำมันรำข้าว” ซึ่งถูกยกระดับให้ก้าวสู่ตลาดสุขภาพอย่างจริงจัง

ภายใต้การสนับสนุนองค์ความรู้และมาตรฐานจาก กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หนึ่งในต้นแบบความสำเร็จที่กรม ฯ ภาคภูมิใจ คือ วิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดตำบลหนองไม้กอง อำเภอไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร ที่นำโดย นายทฤษฎี เพชรมะลิ ประธานกลุ่ม ผู้มองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน “เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว” หรือรำข้าวคุณค่าที่มากกว่าเมล็ดข้าว โดยนายทฤษฎีเล่าว่า จุดเริ่มต้นมาจากการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า ทำไมตลาดข้าวกล้องจึงจำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม ทั้งที่คุณค่าของข้าวควรเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างกว่านั้น และเมื่อศึกษาลึกลงไป จึงพบว่า สารอาหารสำคัญจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเนื้อแป้งของเมล็ดข้าว แต่อยู่ที่ “รำข้าว” โดยเฉพาะข้าวตลาดเฉพาะ (Niche Market) อย่าง กข69 (ทับทิมชุมแพ) และมะลินิลสุรินทร์ เป็นต้น ซึ่งข้าวสีเหล่านี้อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสารชีวภาพตามธรรมชาติ ที่สามารถสกัดออกมาเป็นน้ำมันรำข้าวที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ด้วยเหตุนี้ กลุ่มจึงลงทุนซึ้อเครื่องสกัดเย็น (Cold Press) เพื่อรักษาคุณสมบัติของสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol และสารต้านอนุมูลอิสระอื่น ๆ ให้คงอยู่มากที่สุด โดยกระบวนการสกัดเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่วัตถุดิบคุณภาพจากข้าวที่ปลูกและควบคุมเองตั้งแต่ต้นน้ำ
นายทฤษฎี กล่าวต่อว่า กลุ่มแปลงนาสะอาด ผลิตน้ำมันรำข้าวมาแล้วกว่า 6 ปี โดย ช่วงเริ่มต้น กลุ่มฯ ทดลองจำหน่ายน้ำมันรำข้าวลิตรละ 6,000 บาท ก่อนที่จะพัฒนาแบรนด์ เพื่อยกระดับมาตรฐานให้กับผลิตภัณฑ์ และสร้างความเชื่อมั่นในตลาดสุขภาพ จนในปัจจุบันสามารถจำหน่ายได้ถึงลิตรละ 15,000 บาท ในตลาดเฉพาะ หรือ ตลาดพรีเมี่ยม ที่ผู้บริโภคมีกำลังในการใช้จ่ายเพื่อรักษาสุขภาพ โดยน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่มจะมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ ทั้งที่เป็น น้ำมันรำข้าวบรรจุลิตร , แคปซูล Soft Gel, หรือ หากผู้ประกอบการอื่น ๆ สนใจในสรรพคุณของน้ำมันรำข้าวของเรา สามารถซื้อไปเป็นสารประกอบผลิตอาหารเสริม และ ผลิตเครื่องสำอาง ได้ โดย ข้าวเปลือก 1 ตัน จะให้รำประมาณ 60–70 กิโลกรัม และสามารถสกัดเป็นน้ำมันได้ 4–5 กิโลกรัม สร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่าตัว จากเดิมที่รำข้าวเคยถูกใช้เป็นอาหารสัตว์แค่นั้น ที่สำคัญ ทางกลุ่ม ฯ ดำเนินการครบวงจร ตั้งแต่การปลูก สี สกัด และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้มาตรฐาน ออร์แกนิค, GAP , GMP, อย. และฮาลาล ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่งผลให้ตลอด 6 ปีของการผลิตน้ำมันรำข้าว สามารถขายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา กลุ่มก็ยังคงขายได้ในราคาที่กำหนดไว้ จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ตลาดของน้ำมันรำข้าว ยังไปได้อีกไกล

นายทฤษฎี ได้กล่าวอีกว่า น้ำมันรำข้าวที่ขายในท้องตลาด จะเป็นน้ำมันรำข้าวสกัดร้อนจากโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตจากรำข้าวหลากหลายสายพันธุ์ ปะปนกัน ซึ่งกระบวนการสกัดร้อนจะให้ปริมาณน้ำมันมาก แต่คุณสมบัติบางอย่างอาจลดลงจากกระบวนการที่ใช้ความร้อนสูง แตกต่างจากน้ำมันรำข้าวของทางกลุ่ม ฯ ที่ผ่านกระบวนการสกัดเย็น คุณค่าทางโภชนาการของรำข้าวยังอยู่ครบ
แนวคิดของกลุ่มไม่ได้หยุดที่การขายน้ำมันรำข้าวเท่านั้น แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้สู่ผลิตภัณฑ์อื่นจากรำและจมูกข้าว ทั้งเครื่องดื่ม โปรตีนจากกากรำ และการเตรียมสกัดสารสำคัญแอนโทไซยานิล เพิ่มเติมในอนาคต ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นภาพของเกษตรกรยุคใหม่ ที่ไม่ได้ขายเพียงผลผลิต แต่ขาย “ความรู้” และ “คุณค่า” ที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดข้าว

น้ำมันรำข้าวจึงไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันประกอบอาหารอีกต่อไป หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเรียนรู้ วิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง อาจกล่าวได้ว่า จากรำข้าวที่เคยถูกมองข้าม วันนี้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง ที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยสู่ตลาดคุณภาพ
ด้วยพลังความมุ่งมั่นของวิสาหกิจชุมชน และการสนับสนุนจาก กรมการข้าว “น้ำมันรำข้าว” จึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชาแห่งน้ำมันเพื่อสุขภาพ อย่างแท้จริง หากผู้บริโภคท่านใดสนใจ น้ำมันรำข้าว สามารถติดต่อได้จากเพจวิสาหกิจชุมชนแปลงนาสะอาดจังหวัดกำแพงเพชร
