แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก.  เนื้อหมูขยับอีก  ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด พณ.เร่งคุมราคาข้าวแกง กระจายร้านธงฟ้า500จุด ให้คูปองปุ๋ยช่วยเกษตรกร

กระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน ช่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันเพิ่มสูง ดีเดย์ 1 เมษายนนี้ หนุนร้านอาหารชะลอขึ้นราคา กระจายสินค้าธงฟ้า 500 จุดทั่วไทยลดราคาสินค้าแบรนด์ทางเลือก 50% ขณะที่ราคาปุ๋ย ให้สิทธิประโยชน์เกษตรกรเพิ่ม แจกคูปอง 200 บาท ครอบคลุม 50 จังหวัด

เมื่อวันที่ 29มีนาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายในแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารสถานการณ์ตะวันออกกลาง (ศบก.) เกี่ยวกับมาตรการการดูแลค่าของชีพ และราคาสินค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และมาตรการควบคุมราคาสินค้า มาตรการไทยช่วยไทย ที่ประกาศในวันที่ 1 เมษายนนี้ ว่าจากสถานการณ์ต้นทุนพลังงาน และปัจจัยการผลิตที่ผันผวนสูงอาจทำให้ หลายคนกังวลเรื่องค่าครองชีพกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดูแลให้ความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างสมดุล

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการ การเชิงรุกลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน ได้แก่โครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ โดยนำสินค้าแบรนด์ทางเลือก ที่มีคุณภาพดีกว่า 1,000 รายการ จัดจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 50%โดยจะคิกออฟอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายนนี้

นายฉันทพัทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งได้นำสินค้าอุปโภคบริโภค มาลดราคาโดยเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าพิเศษให้ครบทุกจังหวัดกว่า 500 จุดโดยใช้รถโมบายธงฟ้า เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเตรียมมาตรการในการดูแลค่าข้าวแกงโดยนำวัตถุดิบสินค้าจำเป็นจากต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เพื่อสนับสนุนร้านอาหารในกลุ่มร้านตามสั่ง ร้านข้าวแกง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคา ไม่ให้สูงเกินสมควร

นายฉันทพัทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนราคาปุ๋ย กรมการค้าภายใน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกร ใน จ.พระนครศรีอยุธยาว่ามีร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายใหญ่ขายปุ๋ยในราคาที่สูง ทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทางกรมการค้าภายใน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ตรวจสอบทันที โดยเข้าล่อซื้อซึ่งผลการตรวจสอบพบว่ามีการขายปุ๋ยราคาสูงตามข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ประกอบการมาชี้แจง และตรวจสอบเอกสารว่าการซื้อการขายเป็นอย่างไร และขยายผลไปยังร้านที่รับสินค้าก่อนหน้านี้ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบว่าราคาขายไม่เป็นธรรมหรือไม่ ดังนั้นหากท่านใดพบการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งเบาะแส ได้ที่สายด่วน 1569 หรือผ่านทางช่องทาง LINE @ DIT รวมทั้งส่งเอกสารประกอบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ภาพถ่าย ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับผู้กระทำผิดมีโทษตามกฎหมายสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของการลดต้นทุนค่าปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์มีโครงการธงเขียวพลัสซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิม ที่เคยให้ส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาทรวม 5 กระสอบต่อราย คือลด 1,000บาทและปีนี้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับเกษตรกร ที่มีบัตรดินดีของกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนของกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 200บาทและคูปองอีก 200บาท

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือสูงสุดถึง 1,400 บาทต่อราย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ มีแผนดำเนินโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุม50 จังหวัด โดยเริ่มที่ จ.กำแพงเพชร ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน ก่อนที่จะขยายไปพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆทั่วประเทศโดยตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านกระสอบ ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับผู้จำหน่ายปุ๋ย 26 แห่งในการจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษหน้าโรงงานด้วย โดยตั้งเป้า 10 ล้านกระสอบ

“กระทรวงพาณิชย์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศในการติดตามการขนส่งสินค้าและนำเรือวัตถุดิบของไทย ที่ยังติดค้างอยู่ซึ่งมีทั้งปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเคมี ให้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซให้ได้ พร้อมกับการแสวงหาแหล่งปุ๋ยอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีใช้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ ขอยืนยันว่าเราจะดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพและลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชน”รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว

หนูขึ้นราคาอีก2บาท30มี.ค.นี้

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปรับราคาจะมีผลพรุ่งนี้ มีผลวันพรุ่งนี้ (30 มีนาคม 69) โดยจะปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาอ้างอิงพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปรับจาก 70 บาทต่อกิโลกรัมในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็น 72 บาท ส่วนภูมิภาคอื่นๆ จะแตกต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เดือนมีนาคม ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มได้ปรับขึ้นต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ ได้แก่ วันที่ 3 9 16 23 มีนาคม และล่าสุดมีผลวันพรุ่งนี้ โดยการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับต้นทุนสำคัญมาจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงต้นทุนกรดอะมิโนและค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรปัจจุบันอยู่ในระดับกว่า 68 บาทต่อกิโลกรัม

นายสิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างราคาจำหน่ายปลีกทั่วไป อ้างอิงที่ประมาณ 2 เท่าของราคาหน้าฟาร์ม ดังนั้น หากราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72บาทต่อกิโลกรัม ราคาเนื้อแดงควรอยู่ในระดับประมาณ 144 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนที่พบว่า ราคาเนื้อหมูหน้าเขียงตามตลาดสดบางแห่ง มีการตั้งราคาสูงถึง 170–180 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงเกินโครงสร้างราคา จึงเห็นว่ากรมการค้าภายในควรเข้าไปตรวจสอบ เพื่อดูแลความเป็นธรรมในตลาด การปรับราคาหน้าฟาร์มครั้งนี้เป็นไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การปรับขึ้นเกินสมควรจากผู้เลี้ยง พร้อมขอให้ผู้บริโภคเข้าใจโครงสร้างราคา และแยกแยะระหว่างราคาต้นทางกับราคาปลายทางที่อาจปรับขึ้นในอัตราที่แตกต่างกัน

Leave a comment