
เหยื่ออุดมการณ์ ธนาธร-ปิยบุตร บทเรียนราคาแพงจากคดี 112
วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.37 น.
คดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่กำลังเข้าสู่ศาลฎีกาในเวลานี้ เป็นเส้นเรื่องเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้แยกเป็นคนละเหตุการณ์ คนกลุ่มเดิม การกระทำเดิม และประเด็นเดิมยังอยู่ครบ เพียงเปลี่ยนสถานะมาอยู่ในพรรคประชาชน ขณะที่สาระของเรื่องยังคงเดิม
การเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือจุดตั้งต้นของเรื่องทั้งหมด และเป็นการกระทำเดียวกับที่เคยนำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกลมาก่อน เส้นทางของคดีจึงไม่ได้เริ่มต้นใหม่ แต่เป็นความต่อเนื่องจากการตัดสินใจครั้งเดิมที่ยังคงส่งผลมาจนถึงปัจจุบัน
คดีเดินมาถึงศาลฎีกา และมี สส.พรรคประชาชนอย่างน้อย 10 คนอยู่ในรายชื่อเดียวกัน ภาพรวมจึงสะท้อนให้เห็นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดอยู่บนเส้นทางเดียวกัน และกำลังเดินต่อไปโดยไม่มีการตัดตอน
คดีดังกล่าวเป็นการพิจารณาในประเด็น “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาไปในทิศทางดังกล่าว ผลที่ตามมาอาจถึงขั้น “เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต” ของผู้ที่เกี่ยวข้อง
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลือกอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคำว่า “นิติสงคราม” พร้อมทั้งกล่าวถึงการสั่งสอน การตัดกำลัง และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง”
คำอธิบายดังกล่าวโยนความรับผิดชอบออกไปข้างนอก ไปที่ “นิติสงคราม” ไปที่อำนาจ และสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” แต่ไม่ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นของคดี ทำให้ภาพของเหตุการณ์ถูกเล่าแค่ปลายทาง โดยไม่แตะต้นทางที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องทั้งหมด
การอธิบายที่เลี่ยงต้นเหตุ ทำให้ความเข้าใจของสาธารณะถูกพาออกไปจากแกนหลักของเรื่อง และทำให้ความรับผิดชอบถูกเบี่ยงไปยังปัจจัยอื่น แทนที่จะอยู่ที่การตัดสินใจซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์
ย้อนกลับไปดูต้นทาง จะเห็นว่าแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับสถาบันฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่มีการแสดงจุดยืนมาก่อนโดย “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” และ “ปิยบุตร” ผู้นำทางความคิดของพรรคการเมืองนี้
ภาพของอุดมการณ์ปรากฏผ่านคำพูดและท่าทีที่เคยแสดงออก “ธนาธร” วิจารณ์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และสื่อสารในเชิงสัญลักษณ์เรื่อง “การนั่งเสมอกัน” ซึ่งสะท้อนความพยายามปรับความสัมพันธ์เชิงลำดับให้เป็นความเท่าเทียม
ขณะที่ “ปิยบุตร” เสนอในทำนองว่าไม่ควรมีพระราชดำรัสในพื้นที่สาธารณะ เป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของสถาบันในพื้นที่สาธารณะโดยตรง
แนวคิดเหล่านี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือการขยับบทบาทของสถาบันจากรูปแบบเดิมไปสู่รูปแบบที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน และสอดคล้องกับแนวทางที่ถูกนำไปผลักดันต่อในเชิงนโยบาย
ในขณะเดียวกัน ถ้าดูที่ตัวบุคคลในพรรค จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มต้นด้วยจุดยืนในลักษณะนี้มาก่อน อย่าง “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ต่างเคยมีภาพของการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา สวมเสื้อเหลือง และแสดงออกถึงความผูกพันกับสถาบันในช่วงหนึ่งของชีวิต
ภาพในช่วงนั้นสะท้อนว่าจุดตั้งต้นของบุคคลไม่ได้อยู่ในแนวคิดที่ขัดแย้ง แต่เมื่อเข้ามาอยู่ภายใต้ทิศทางของพรรค และอยู่ในกรอบอุดมการณ์ที่ถูกวางไว้ การแสดงออกทางการเมืองกลับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน จนไปสู่การร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112
การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคลที่แยกออกจากกัน แต่เป็นการเคลื่อนของจุดยืนภายใต้แนวคิดเดียวกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจในระดับนโยบาย
การเสนอแก้ไขไปจนถึงการกล่าวถึงการยกเลิกมาตรา 112 จึงไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นผลต่อเนื่องจากอุดมการณ์ที่ถูกวางมาก่อน
ประเด็นที่ต้องดูให้ชัดคือความแตกต่างระหว่างผู้กำหนดแนวคิดกับผู้ที่นำแนวคิดไปปฏิบัติ บทบาทของทั้งสองส่วนไม่เหมือนกันในแง่ของผลที่ตามมา
ผู้ที่ทำหน้าที่อธิบายและผลักแนวคิดยังคงอยู่ในพื้นที่ของการแสดงความเห็น ขณะที่ผู้ที่มีชื่ออยู่ในกระบวนการคือผู้ที่ต้องเผชิญกับผลทางกฎหมายโดยตรง
โครงสร้างแบบนี้ทำให้เห็นชัดว่า แนวคิดกับผลลัพธ์ไม่ได้ตกอยู่กับคนกลุ่มเดียวกัน และสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการวางแนวคิดกับผลที่เกิดขึ้นจริง
ภาพรวมของเหตุการณ์แสดงให้เห็นความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นทางจนถึงปัจจุบัน แนวคิดที่ถูกวางไว้ ถูกนำไปยึดถือ และถูกแปลงเป็นการตัดสินใจที่มีผลตามมา
การอธิบายว่าเป็น “นิติสงคราม” เป็นเรื่องของอำนาจรัฐ หรือถูกกดด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ใบอนุญาตที่สอง” อย่างเดียว ไม่พอจะอธิบายเรื่องนี้ได้ เพราะจุดเริ่มไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่เริ่มจากแนวคิดที่ถูกนำไปสู่การตัดสินใจเอง
คำว่า “เหยื่อ” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่เกิดจากการยึดถือและนำอุดมการณ์ของ “ธนาธร” และ “ปิยบุตร” ไปสู่การปฏิบัติ
และเมื่ออุดมการณ์ที่ถูกนำไปใช้จริง คนที่ลงมือจึงเป็นผู้ที่ต้องรับผลจากอุดมการณ์นั้นโดยตรง
– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์