
เปิดประวัติ ปานปรีย์ พหิทธานุกร สุภาพบุรุษบัวแก้วผู้ยึดมั่น รักษาหลักการ
วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.41 น.
กลายเป็นกระแสที่ถูกจับตามองอย่างร้อนแรงบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ทันที เมื่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เตรียมลงนามแต่งตั้ง ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและเจ้าของฉายา ขุนพลเศรษฐกิจ ให้กลับคืนถิ่นบัวแก้วอีกครั้งในตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การทูตเชิงรุกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
วันนี้ ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกเส้นทางชีวิตของชายชื่อ ปานปรีย์ หรือ ดร.ตั๊ก ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับภารกิจด้านการทูตอย่างแท้จริง

แฟ้มภาพ
โดย ดร.ปานปรีย์ พหิทธานุกร เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2500 ปัจจุบันอายุ 69 ปี เป็นบุตรของ นายปรีชา และนางบุญทิวา พหิทธานุกร ดร.ปานปรีย์เติบโตมาในครอบครัวข้าราชการเก่าแก่ที่มีความผูกพันกับกระทรวงต่างประเทศอย่างหยั่งรากลึก โดยมีต้นแบบจากคุณปู่คือ พระพหิทธานุกร (ส่วน นวราช) อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและเอกอัครราชทูตผู้เจนจัดในสนามสากล ตลอดจนบิดาที่รับราชการในกระทรวงแห่งนี้เช่นกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้เองที่หล่อหลอมให้เขาซึมซับงานด้านนโยบายระหว่างประเทศมาตั้งแต่เยาว์วัย
ทางด้านการศึกษา ดร.ปานปรีย์ ปูพื้นฐานตัวเองอย่างแน่นหนาด้วยปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะบินไปคว้าปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จาก University of Southern California (USC) และจบปริญญาเอกด้านการบริหารจัดการภาครัฐจาก Claremont Graduate University (CGU) สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เขากลายเป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองภาพรวมทั้งมิติกฎหมายและการบริหารจัดการได้อย่างเฉียบคม
.jpg)
ก้าวแรกในโลกการทำงานของเขาเริ่มต้นที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในบทบาทเจ้าหน้าที่ประสานงานห้องประชุม ครม. ยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งที่แห่งนี้นอกจากจะเป็นโรงเรียนฝึกทักษะการบริหารนโยบายแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัว เมื่อเขาได้พบรักและสมรสกับ นางปวีณา หงษ์ประภาส หลานตาของพล.อ.ชาติชาย และมีบุตรสาวคือ น.ส.ปัทมรัตน์ พหิทธานุกร มาเป็นโซ่ทองคล้องใจ
อย่างไรก็ตามเส้นทางการบริหารระดับชาติของเขามาถึงจุดสำคัญที่สุดเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน เมื่อปี 2566 เพื่อนำประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจและการทูตมาปรับภาพลักษณ์ไทยบนเวทีโลก แต่แล้วในเดือนเมษายน 2567 กลับเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อการปรับคณะรัฐมนตรีทำให้เขาพ้นจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เหลือเพียงเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพียงตำแหน่งเดียว จนนำมาสู่การตัดสินใจลาออกเพื่อรักษาหลักการและศักดิ์ศรีทางการเมือง

แฟ้มภาพ
การกลับมาในบทบาทประธานที่ปรึกษาฯ ภายใต้การนำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การคืนถิ่นของคนทำงานคนหนึ่ง แต่คือการนำประสบการณ์ระดับตัวจริง กลับมาช่วยประคองและขับเคลื่อนงานด้านการต่างประเทศของไทยท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ปานปรีย์ พหิทธานุกร