
ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี
วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ทุบโต๊ะรื้อโครงสร้างน้ำมัน ผุดศบก.ชุดใหม่ ดีเอสไอฟันคดีอั้งยี่ฟอกเงิน คลังน้ำมันดังสุราษฎร์ธานี ซุ่มกักตุนเก็งกำไร2ล้านลิตร กห.ปิดประตูส่งไปกัมพูชา
นายกฯ เผยครม.นัดพิเศษ 6 เมษายน ถกตั้ง ศบก.ชุดใหม่ เตรียมรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งใหญ่ ด้านอธิบดี DSI ตั้งวอร์รูมมอนิเตอร์ “คดีกักตุนน้ำมัน” เร่งเอาผิดไอ้โม่ง พร้อมชงบอร์ดรับเป็นคดีพิเศษก่อนสงกรานต์ เผยคลังน้ำมัน 6 จุด จ.สุราษฎร์ธานี กักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร จ่อประเคนข้อหาอั้งยี่-ฟอกเงิน ฝ่ายปชน.-ปชป.ง้างปาก นายกฯพูดให้ชัดไอ้โม่งเป็นใคร“กรณ์”แขวะรัฐบาลหยุดหน่อมแน้ม
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการพบการลักลอบขนน้ำมันเถื่อน ผ่านชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า เมื่อ 3 เม.ย. 2569 ได้มีการแถลงข่าวไปแล้ว รายละเอียดเป็นไปตามนั้น เพราะน้ำมันเป็นยุทธภัณฑ์หลักที่ใครๆ ก็ต้องการ แต่ตอนนี้ขาดแคลน ส่วนการตรวจสอบ หากเป็นทางทะเลไม่ต้องห่วงเพราะ เรามีกรมเจ้าท่า และศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ซึ่งมีเครื่องมือในการติดตามเรือขนน้ำมันออกจากโรงกลั่น หากไม่ไปถึงที่หมายตามระยะเวลา หรือประวิงเวลาก็แสดงว่า มีการกักตุน
พลโทอดุลย์ กล่าวต่อว่า โดยจากเดิมการขนส่งใช้เวลา 3 วัน แต่ถ้าหากประวิงเวลา 5 วันก็ยังไม่ถึง เพื่อรอราคาน้ำมันขึ้นแล้วค่อยปล่อย แบบนี้สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา และช่วยรัฐบาล รวมถึงประชาชนต้องมาช่วยกัน มาช่วยรัฐบาล ถ้าไม่ช่วยกันแล้วมาด่าแต่รัฐบาล รัฐบาลก็ทำเต็มที่ หากสังเกตดู นายกฯ ดูแววตานายกฯ ทุกครั้งที่เจอตน ท่านก็ฝากทุกครั้ง ให้ช่วยกันดูแลเรื่องต่างๆ เหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ทุกเรือในอ่าวไทยมีหลาย 1,000 ลำทุกลำต้องมี GPS เรือลำไหนที่ผิดปกติที่วิ่งไปแล้วปิด GPS ถือว่าผิดปกติ ซึ่งเรามีการตรวจสอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ชี้แจง คือข้อมูลที่ได้มีการตรวจสอบแล้ว
รื้อโครงสร้างน้ำมัน
มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก ในวันที่ 6 เมษายนนี้ พิจารณาแก้ปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการแกะรอยและรื้อโครงสร้างพลังงานไทยครั้งสำคัญ
เช่นเดียวกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ที่เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาทบทวนโครงสร้างค่าการกลั่น พร้อมปรับเวลาประกาศราคาน้ำมันใหม่ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภคมากขึ้น ก่อนเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีการเดินทางหนาแน่น
แหล่งข่าวด้านพลังงาน เปิดเผยว่าการเดินหน้าแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันอย่างเป็นรูปธรรมในครั้งนี้ ได้มีการนำฐานข้อมูลเชิงลึกที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้ศึกษากลไกราคาอย่างละเอียดเอาไว้ ส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนรีได้พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่เคยพุ่งสูงผิดปกติจากราคา 2 บาทต่อลิตร ขยับขึ้นเป็น 6-7 บาทต่อลิตร ในเดือนมีนาคม ก่อนจะปรับสูงขึ้น 12-14 บาทต่อลิตร ในเดือนเมษายน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า โครงสร้างราคาน้ำมันอาจจะมีการบวก “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม (War Premium)” รวมถึงค่าขนส่งและค่าประกันภัย ที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริงในปัจจุบัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าสูตรการคำนวณราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นมีการบวกค่าขนส่งและค่าประกันภัยรวมอยู่ด้วย ซึ่งอาจเป็นตัวเลขที่สูงเกินจริงและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน
ตัดต้นทุนส่วนเกิน
แหล่งข่าว เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลที่นายพิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูกนายเอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด สั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา “ตัดต้นทุนส่วนเกิน”ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้
“บทบาทของนายพิพัฒน์จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของนายพิพัฒน์จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่”แหล่งข่าว กล่าว
ตั้งวอร์รูมมอนเตอร์น้ำมัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะทำงาน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ร่วมกับกรมสอบ สวนคดีพิเศษ(DSI) และพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. และในฐานะ ผอ.ศูนย์ปราบปราม
การกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงลงตรวจคลังน้ำมันผู้ค้าขนาดใหญ่ 6 จุดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามคำสั่งนายกฯ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคใต้ตอนบน พบบางคลังมีปริมาณรับน้ำมันเข้าในเดือนมี.ค.มากกว่าขายออก
อย่างแตกต่างจากเดือนก.พ. จึงสงสัยว่าอาจกักตุน และขณะนี้ DSI รับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนต่อไปในฐานความผิดพ.ร.บ.สิน ค้าและบริการ เกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันปิโตรเลียม
จัดหนักอั้งยี่ฟอกเงิน
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้คณะพนักงานสืบสวนดีเอสไอได้มีการหารือกันในประเด็นสำคัญและปลีกย่อยต่างๆ เกี่ยวกับคดีการกักตุนน้ำมัน โดยล่าสุดในที่ประชุม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอจัดเตรียมห้องประชุม ชั้น 1อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำหรับใช้เป็นสถานที่เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์การดำเนินคดีเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีวัตถุประสงค์ไว้รับและเเลกเปลี่ยนข้อมูลจากหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, กรมสรรพสามิต, กรมเจ้าท่า, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล, กรมธุรกิจพลังงาน, กรมศุลกากร เป็นต้น เพื่อจะได้นำข้อมูลใช้วิเคราะห์ ประมวลผล เช่น ข้อมูลจากกรมสรรพสามิต จะเป็นตัวเลขจากคลังน้ำมันต่างๆ ว่ามีการส่งน้ำมันให้โรงกลั่นใดบ้าง หรือมีคลังใดเกี่ยวข้องบ้าง ด้วยปริมาณน้ำมันจำนวนกี่ลิตรวันที่เวลาในไทม์ไชน์ทั้งหมด หรือข้อมูลจากกรมศุลกากร จะเป็นเรื่องปริมาณการนำเข้าน้ำมันในแต่ละช่วงเวลา หรือข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่เป็นกรณีความผิดปกติของเที่ยวเรือต่างๆ ในขนส่งลำเลียงน้ำมันกลางทะเล ส่วนข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จะเป็นกรณีการตรวจคลังและสถานีบริการน้ำมันในแต่ละภูมิภาค หรือข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงาน ที่จะมีตัวเลขภาพรวมทั้งหมด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ ก่อนรวบรวมข้อมูลเรื่องเสนอคณะกรรม การคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) พิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษในฐานความผิดเบื้องต้น พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน จะค่อยพิจารณาขยายผลต่อไปเมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว
6 จุดสุราษฎรธานีหนัก
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า สำหรับกรณีความผิดปกติที่พบเจอจากการลงพื้นที่ตรวจบริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ 6 จุด ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลของคณะพนักงานสืบสวน พบว่า “บริษัท พ.” คือ จุดที่มีการกักตุนน้ำมันกว่า 2 ล้านลิตร ซึ่งตัวเลขรายงานการรับเข้าน้ำมัน การขายออกน้ำมัน และปริมาณคงคลังของเดือน มี.ค.2569 แตกต่างอย่างมากกับเดือน ก.พ.2569 ซึ่งในเรื่องนี้ที่ประชุมทราบว่าจะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ดำเนินการบันทึกปากคำพยานของบริษัทฯ ไว้ก่อน เนื่องด้วยตำรวจท้องที่สามารถรวบรวมแสวงหาข้อมูลไว้เบื้องต้นก่อนได้ เเละหากบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติดีรับเป็นคดีพิเศษเมื่อใด ข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้สามารถนำข้อเท็จจริงมาประกอบสำนวนได้ ทั้งนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมันทั้งบนบก หรือทางทะเล หรือกรณีบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่กักตุนเพื่อเก็งกำไร ฯลฯ เสนอขอให้บอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ รับเป็นคดีพิเศษก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า ที่ประชุมได้รับทราบด้วยว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการเตรียมบุคลากรมากความสามารถสำหรับเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในเรื่องนี้โดยเฉพาะการดึงเอาผู้อำนวยการกองคดีต่างๆ และผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษด้านต่างๆ ภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษมาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้การสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยการบริหารงานคดีพิเศษ พ.ศ. 2567 ข้อ 20 เพื่อสืบสวนและสอบสวนตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้มีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ครบถ้วนตามวาระสำคัญ
เจรจาลดค่าการกลั่น
เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ห้างโลตัส บางกะปินายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการลดค่ากลั่น ว่า ใกล้จะได้ข้อสรุปแล้ว พยายามเจรจากับโรงกลั่น แนะนำตัวเลขต่างๆ มาหารือกัน เท่าที่ได้รับรายงานมา ทุกรายยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี หวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในสัปดาห์หน้า
เมื่อถามย้ำว่า แนวโน้มน่าจะได้ลดราคาใช่หรือไม่ นายอนุทิน ชี้ไปที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก่อนจะกล่าวว่าประธานบอร์ด ปตท.อยู่นี่ ขณะนี้กำลังดูตัวเลขอยู่ พยายามเจรจาลดราคาอยู่ แต่ก็ต้องให้ทางโรงกลั่นน้ำมันอยู่ได้ด้วย ไม่ใช่ไปบีบบังคับ จนรู้สึกว่าหากขายแบบนี้แล้วไม่คุ้มค่าการกลั่น เกิดเขาหยุดกลั่นน้ำมันขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้ปัญหาทวีเพิ่มขึ้นไปอีก ขณะนี้ที่ได้รับรายงานมา ก็มั่นใจว่าปริมาณน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์จะเพียงพอ
อธิบายให้ทุกคนเข้าใจ
เมื่อถามว่าลงพื้นที่วันนี้ก็มีคนมาร้องเรียนเรื่องของราคาน้ำมันให้ช่วยเหลือ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องอธิบายให้ทุกคนได้ฟัง ส่วนใหญ่จะบ่นเรื่องน้ำมันแพง แต่จริงๆ แล้วราคาตรงนี้ กองทุนน้ำมันยังอุ้มอยู่ลิตรละประมาณ 17 บาท แต่อุ้มตรงนี้ ไปตลอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องหาช่องทางอื่นในการลดภาระให้กับประชาชน ซึ่งการเจรจาค่าการกลั่นก็เป็นอีกทางหนึ่ง แต่สิ่งที่รัฐบาลอยากจะขอความร่วมมือจากประชาชน ค่าน้ำมันไทยไม่ได้เป็นคนกำหนดและไทยไม่มีทรัพยากรประเภทนี้ อยู่ในประเทศ ต้องพึ่งพาการนำเข้า 100% ดังนั้นช่วงไหนที่มีวิกฤตการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ก็จะต้องใช้น้ำมันให้ประหยัดมากขึ้น
“ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่จากที่เคยใช้รถคนละคัน ก็อาจจะต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน บ้านไหนที่มีรถไฟฟ้า อาจจะต้องนำรถไฟฟ้าออกมาใช้มากขึ้น ส่วนการไปเติมน้ำมันก็ให้ไปเติมแบบในภาวะปกติ ไม่ต้องขนแกลลอนไปตุนเอาไว้ เพราะจะทำให้เกิดการขาดน้ำมันในระบบ” นายอนุทินกล่าว
เมื่อถามว่าการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีเรื่องวิกฤตพลังงานอยู่ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มี โดยจะเป็นการพูดถึงการปรับโครงสร้างพลังงาน ในช่วงที่โลกมีวิกฤตการณ์ ความขัดแย้งในภูมิภาคที่ส่งออกน้ำมัน รวมถึงการเตรียมพร้อมสภาวะขาดแคลนน้ำมัน และสภาวะความผันผวนของราคาน้ำมัน
เร่งตามหาน้ำมันล่องหน
เมื่อถามว่า มีการรายงานความคืบหน้ากรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรแล้วหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้ทุกหน่วยงานดำเนินการขยายผล และพร้อมดำเนินคดีกับผู้ที่ค้ากำไรเกินควร รวมไปถึงผู้ที่กักตุนน้ำมัน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย การที่ได้ตรวจสอบพบ ถือเป็นการที่ทำให้เราควบคุมปริมาณน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่น เพราะต้องการให้น้ำมันจากโรงกลั่น ทุกลิตรไปถึงมือพี่น้องประชาชน และสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่ใช่นำไปกักตุนเอาไว้เพื่อเก็งกำไรแบบนั้นทำไม่ได้ ต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง สามารถลงไปสืบได้ในเชิงลึก
“ที่ผมเงียบมาตลอด เพราะต้องการทราบข้อมูลการกระทำผิดไม่ให้ข่าวรั่วออกไป เราทราบแม้กระทั่งว่าเรือลำไหนไปลอยลำ อยู่กลางทะเล ใช้เวลามากเกินควร ที่จะเดินทางจากจุดรับน้ำมันมาจุดส่งน้ำมันได้ แสดงว่าเป็นการถ่วงเวลา เพราะค่าน้ำมันช่วงสัปดาห์ที่แล้ว ขึ้นทุกวัน เขาจึงใช้วิธีการถ่วงเวลา ซึ่งเราใช้เวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ ก็สามารถติดตามเส้นทางของคนเหล่านี้ได้หมด เชื่อว่าจากนี้ไป การควบคุมปริมาณน้ำมัน จะไม่มีการรั่วไหลออกไป ทั้งลอยลำอยู่กลางทะเล ทั้งถ่ายทอดออกไปนอกประเทศ ผ่านทางช่องทางธรรมชาติต่างๆ” นายอนุทินระบุ
ตั้งศบค.ชุดใหม่
เมื่อถามว่า ครม.นัดพิเศษวันที่ 6 เมษายน จะมีการนำเรื่องน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมครมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีบ้างประเด็น เช่น การจัดตั้ง ศบก.ใหม่แทนชุดเดิมกำลังจะสิ้นสุดไปพร้อม ครม.เดิม ที่จากนี้ไปจะเน้นเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน รวมถึงการหามาตรการอื่นๆในการช่วยเหลือประชาชน ขณะนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เสนอเป็นโมเดลคร่าวๆแล้ว ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทาง ที่จะช่วยลดภาระประชาชน
ในส่วนของค่าครองชีพให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อย่างที่บอกราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับตลาดโลก จะอุ้มตลอด โดยใช้กองทุนน้ำมันไม่ได้ จึงต้องนำมาตรการอื่นๆ มาช่วยเหลือประชาชนด้วย
ปชน.ตามขย้ำไม่ยั้ง
นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงรัฐบาล “ไหนว่าไม่มีไอ้โม่ง” โดยนายศุภโชติกล่าวว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามอธิบายว่าวิกฤตน้ำมันเกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมัน จนความต้องการพุ่งขึ้นผิดปกติ แต่วันนี้กลับมีข่าวพบการกักตุนตั้งแต่เช้ายันเย็น พบการลักลอบขนน้ำมัน และพบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีการออกมายอมรับด้วยว่า พบพฤติกรรมกักตุนที่อาจเข้าข่าย 20 ล้านลิตรต่อวัน
นายศุภโชติกล่าวว่า คำถามก็คือ ถ้ามีจริง ที่ผ่านมารัฐบาลกำลังช่วยปกปิดผู้ที่กระทำความผิดหรือไม่ ใครกันแน่ที่สามารถขนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้ ใครกันแน่ที่มีคลัง มีรถ มีเรือ มีเส้นทาง มีเครือข่าย และมีอำนาจพอจะทำให้น้ำมันหายไปจากระบบได้เป็นสิบล้านลิตร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปทำได้แน่นอน
จี้รัฐบาลเปิดตัวไอ้โม่ง
นายศุภโชติยกตัวอย่างจากกรณีที่สุราษฎร์ธานีมีการตรวจพบความผิดปกติถึง 57 ล้านลิตร ถ้าเป็นจริง นี่อาจไม่ใช่แค่“เคสเดียว” แต่อาจเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความผิดปกติในระบบน้ำมันทั้งประเทศ ยิ่งเมื่อกองทัพเรือระบุว่ามีการตรวจพบการลักลอบขนน้ำมันทางทะเลมาโดยตลอดแต่แค่ไม่เป็นข่าว ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามหนักขึ้นว่า การปกปิดดังกล่าว ทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐกำลังมีส่วนรู้เห็นด้วยหรือไม่
เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ปัญหาการกักตุน แต่คือการกำกับดูแลของรัฐที่น่าตั้งคำถาม และอาจเข้าข่าย “ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่” หากมีข้อมูล มีสัญญาณ มีความผิดปกติอยู่แล้ว แต่กลับไม่เร่งตรวจสอบ ไม่เร่งเปิดเผย และปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนหาน้ำมันเติมแทบไม่ได้อยู่เกือบเดือน
แฉใครบ้างค้าน้ำมัน
นายศุภโชติ ย้ำว่าหากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ต้องเปิดข้อมูลทั้งระบบย้อนหลังตั้งแต่วันแรกที่เกิดวิกฤตทันที ดังนี้ เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ตามมาตรา 7 ทั้ง 55 ราย,- เปิดข้อมูลผู้ค้าน้ำมันรายย่อยตามมาตรา 10ทั้ง 245 ราย, เปิดข้อมูลสถานีบริการน้ำมันตามมาตรา 11 ทั้ง 25,310 ราย,เปิดข้อมูลผู้ขนส่งน้ำมันตามมาตรา 12 ทั้ง 2,681 ราย
นายศุภโชติทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลให้เห็นชัดๆ ว่าใครมีน้ำมันอยู่เท่าไหร่ ปล่อยน้ำมันออกไปเท่าไหร่ ส่งไปที่ไหน ถึงปลายทางครบหรือไม่ และมีจุดไหนที่น้ำมัน “หาย” ไปจากระบบกันแน่ เพราะวันนี้สิ่งที่สังคมสงสัย ไม่ใช่แค่ว่ามี “ไอ้โม่ง” หรือไม่ แต่คือใครกันแน่ที่ปกปิดและปล่อยให้ไอ้โม่งหากินบนความเดือดร้อนของประชาชนได้มากและนานขนาดนี้
เหน็บแรงรวยไม่ไหวแล้ว
ด้านนายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครรวย ไม่ไหวแล้ว…หนู!!! มีหลักฐาน ตรองดู แล้วมองเห็น หย่อนยาน ควบคุม ลำเค็ญ ราษฎร ตายทั้งเป็น เซ่นกำไร
นายอดิศรระบุต่อว่า แถลงชัดเจน…น้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร ฟันกำไรฉั่วๆๆ สบาย สบาย จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เรื่องนี้แสดงให้เห็นมีขบวนการกักตุนน้ำมัน แล้วพอราคาขึ้นก็เอาออกมาขาย แถลงนโยบาย จะโดนสภาตรวจสอบอย่างหนัก “รวยไม่ไหวแล้ว” “มันคือใคร???”
กรณ์กระตุกหยุดหน่อมแน้ม
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจและจริงจังในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน โดยเฉพาะกรณีส่วนต่างค่าการกลั่นน้ำมันที่พุ่งสูงผิดปกติ ชี้รัฐต้องใช้อำนาจตามกฎหมายแทนการ “ขอรับบริจาค” เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรมตามหลักธรรมาภิบาล
นายกรณ์ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพจากปรากฏการณ์ค่าการกลั่นที่บางวันพุ่งสูงถึง 17 บาทต่อลิตร ซึ่งรัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว โดยย้ำว่าหาก คตร. พบข้อเท็จจริงว่าโรงกลั่นมีกำไรเกินควรจริง รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะใช้อำนาจรัฐดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
“รัฐบาลอย่าหน่อมแน้มขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น” นายกรณ์กล่าว พร้อมเตือนว่าการใช้วิธีขอความร่วมมือโดยไม่มีกฎหมายรองรับนั้น นอกจากจะแสดงถึงความไม่จริงจังแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อหลักธรรมาภิบาลของโรงกลั่นที่เป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการฟ้องร้องจากผู้ถือหุ้นได้
เตือนใจ‘เอกนิติ’
นายกรณ์ ยังได้หยิบยกบทเรียนเมื่อปี 2565 เพื่อเตือนใจนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธาน คตร. ว่าอย่าเดินซ้ำรอยยุทธศาสตร์การซื้อเวลาที่ทั้งรัฐมนตรีพลังงานและผู้ประกอบการเคยใช้มาแล้ว โดยในครั้งนั้นโรงกลั่นเคยตกลงว่าจะบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา3 เดือน) แต่สุดท้ายกลับมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัทเท่านั้น และเรื่องก็เงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่องอย่างแท้จริง
พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายกรณ์จาติกวณิช ยืนยันว่า ความชัดเจนและความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย สังคมควรได้รับรู้ว่าโครงสร้างราคาในปัจจุบันบกพร่องจริงหรือไม่
“ประชาชนรอการทำงานที่จริงจังและโปร่งใส อย่าใช้วิธีการซื้อเวลารอให้กระแสกดดันผ่านไป รัฐบาลต้องยึดหลักธรรมาภิบาลและกฎหมายที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งภาคธุรกิจและที่สำคัญที่สุดคือเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน” นายกรณ์ระบุทิ้งท้าย
57 ล้านลิตรหายไปไหน
น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงว่ามีน้ำมันหายไปจากระบบจำนวนมหาศาลถึง 57 ล้านลิตร ระหว่างการขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังปลายทาง โดยตั้งข้อสังเกตว่าน้ำมันจำนวนมหาศาลนี้อยู่ที่ไหนกันแน่ และลอยอยู่กลางทะเลจริงตามกระแสข่าวหรือไม่ หรือถูกลักลอบส่งออกนอกประเทศไปแล้ว
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าข้อมูลน้ำมันที่หายไป 57 ล้านลิตรนั้น ตามหลักปฏิบัติแล้วสามารถตรวจสอบได้ไม่ยากโดย
1.ใบกำกับขนส่ง ทุกครั้งที่เรือเข้าโหลดน้ำมันจากโรงกลั่น จะต้องได้รับใบกำกับขนส่งที่ระบุชัดเจนว่าต้นทางมาจากไหน ปลายทางคือที่ใด ขนส่งผลิตภัณฑ์ประเภทใด และขนให้กับบริษัทน้ำมันแห่งใด
2.ระบบติดตามเรือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ตรวจสอบตำแหน่งเรือได้แบบเรียลไทม์ ว่าเรือแต่ละลำจอดอยู่ที่ไหน หรือกำลังเดินทางไปที่ใดผ่านเว็บไซต์ตรวจสอบการจราจรทางน้ำสากล
3.ผู้มีสิทธิ์โหลดน้ำมัน เรือขนส่งเป็นเพียง “ผู้รับจ้างขน” เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นได้เอง ผู้ที่มีสิทธิ์มีเพียงบริษัทน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งมีอยู่เพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทยเท่านั้น
น.ส.ศิริภา ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายว่า หากมีการโหลดน้ำมันหายไปจากระบบจริง อาจเกิดขึ้นได้เพียงกรณีเดียวคือโรงกลั่นอนุญาตให้เรือที่ผิดกฎหมายเข้าโหลดน้ำมัน หรือบริษัทน้ำมันตามมาตรา 7 เปลี่ยนปลายทางการขนส่ง จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเลิกเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนน้ำมัน
“ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลความจริงให้กับประชาชนทราบอย่างครบถ้วน ว่าใครคือไอ้โม่งตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายไป” น.ส.ศิริภา กล่าวย้ำ