
ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย. อนุทินลุยทันที ถกวิกฤตพลังงาน
วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ครม.เข้าถวายสัตย์6เม.ย. อนุทินลุยทันที ถกวิกฤตพลังงาน แถลงนโยบายรบ. เล็งเลิกเอ็มโอยู44 เปิดรับทหารอาสา
นายกฯได้ฤกษ์ดีนำครม.อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ ปฏิญาณ 6 เมษายนนี้ จับตาถกครม.นัดพิเศษทันที หารือมาตรการรับมือวิกฤตพลังงาน เตรียมพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา 9-10 เมษายน เผยเดินหน้ายกเลิกเอ็มโอยู 44 และโครงการทหารอาสา 1 แสนนาย สัญญาจ้าง 4 ปี ปูทางสู่ระบบสมัครใจ ขณะที่นิด้าโพลกางผลสำรวจปชช.ไม่เชื่อมั่น 3 รมต.มืออาชีพ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ”
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 6 เมษายนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำคณะรัฐมนตรี(ครม.) ชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนรับหน้าที่โดยจะเดินทางมาพร้อมกันที่ตึกสันติไมตรี เวลาประมาณ15.00 น.เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19
เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ
จากนั้น ครม. จะเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา17.00 น. ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนการประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่อหารือมาตรการรองรับจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางและเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้
เปิดร่างนโยบายยกเลิกMOU44
ขณะเดียวกัน มีการเผยแพร่ร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่จะใช้ในการแถลงนโยบายต่อสภาฯ โดยมีเนื้อหาแบ่งเป็นด้านต่างๆ หนึ่งในนั้นคือด้านความมั่นคงซึ่งเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่ขึ้นผ่านมา มีเรื่องที่น่าสนใจ เช่น ข้อ 9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไภทวิภาคีที่มีอยู่
รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เดินหน้าทหารอาสา1แสนนาย
และข้อ1.2 พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษา ต่อในโรงเรียนนายสิบ
ควบคู่กับการจัดทำระบบพัฒนาทักษะตามความสนใจและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้การรับราชการทหารเป็นเส้นทางการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนและเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว เสริมศักยภาพอาสารักษาดินแดนทั้งการฝึกทักษะและการประสานงานร่วมกับกองทัพ โดยเฉพาะกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
สว.ขอเพิ่มเวลาถล่มนโยบาย
ด้าน น.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย
“ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง”น.ส.นันทนากล่าว
วางคิวอภิปรายเป็นหมวดๆ
เมื่อถามว่า ส.ว.พันธุ์ใหม่ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนากล่าวว่า เราก็ได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร
ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลาย เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน
‘นพ.ประพนธ์’จี้รื้อระบบสปสช.
นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ว.ในฐานะประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข กล่าวถึงความพร้อมอภิปรายแถลงนโยบายของปีกสาธารณสุข วุฒิสภาว่า ประเด็นหลักของเราคือเรื่องสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่จะเป็นปัญหาอยู่ เนื่องจากขณะนี้ ภาพรวมของโรงพยาบาลติดลบ เงินในระบบของโรงพยาบาลหายจาก 80,000ล้านบาท เหลืออยู่ 20,000ล้านบาท
“ถือว่าเยอะมาก หายไป 60,000ล้านบาทซึ่งสอดคล้องกับโรงพยาบาลเป็นหนี้อุตสาหกรรมยา 60,000ล้านบาท เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาเหมือนเดิม เนื่องจากว่า ค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักมันต่ำกว่าความเป็นจริงของต้นทุนโรงพยาบาล จ่ายประมาณครึ่งหนึ่ง ต้องแบกต้นทุนอยู่ครึ่งหนึ่ง ก็เป็นปัญหา”นพ.ประพนธ์
ซัดการบริหารขาดความโปร่งใส
นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า อันดับแรก การบริหารของ สปสช. ขาดความโปร่งใส ไม่ได้เห็นชัดเจนว่าเอาเงินส่วนที่อื่นๆ ไปทำอะไรแค่ไหน เช่น การไปเพิ่มสิทธิ์โดยไม่มีเงินรองรับ ในโครงการ 7 นางฟ้าหรือหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ของ สปสช.ซึ่งเป็นความร่วมมือคลินิกเอกชน ร้านยาเพื่อยกระดับบริการบัตรทอง30บาทรักษาทุกที่ ซึ่งก็ต้องใช้เงินไปอีกหลายพันล้านบาท
“ตอนนี้ใช้ไปแล้ว 3,700 ล้านบาท แล้วที่เหลือยังไม่มีเงิน ก็ต้องเอาเงินจากกองอื่น ซึ่งก็คือกองโรงพยาบาล ไปสำรองไว้ก่อนหรือไม่ จึงเสนอให้การบริหารของ สปสช.มีความโปร่งใส ให้ความเป็นธรรมในกองทุนต่างๆ นะ แล้วถ้าหากว่ามันต่ำกว่าความเป็นจริงต้องเสนอรัฐบาลเพื่อที่จะขอค่าหนึ่งหน่วยน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพื่อให้โรงพยาบาลอยู่ได้” นพ.ประพนธ์ กล่าว
ชี้ถ้ารพ.อยู่ไม่ได้ก็ล้มทั้งระบบ
นพ.ประพนธ์ ย้ำว่า ถ้าโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ระบบก็จะล้ม โดยรัฐบาลต้องไปดูว่าที่เขาบริหารมา 20 กว่าปี ตรงไหนที่เป็นปัญหาก็ต้องไปรื้อ ประการที่สอง ถ้ารื้อไปแล้ว ฝั่งโรงพยาบาลเงินน้อยก็ต้องเอาจากที่เอาเงินไปเกินมาชดเชยให้โรงพยาบาลก่อน ไม่เช่นนั้น ก็จะไปขอแต่งบประมาณ แล้วในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ด้วย ต้องใช้เงินไปทำอย่างอื่น ดังนั้น ต้องไปดูความเป็นธรรมของการบริหาร สปสช.ก่อน ถ้าหากว่าเงินไม่พอจริง ต้องเสนอรัฐบาล
โพลชี้ไม่มั่นใจฝีมือ’รมต.3แม่ครัว’
วันเดียวกันศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง
เมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า 1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และ3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
ปชช.ไม่เห็นใจนายกฯลุยแก้วิกฤต
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
งดเที่ยวสงกรานต์-ใช้เงินออม
ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569พบว่า จากสถานการณ์ของต่างๆแพงขึ้น ทำให้ร้อยละ 55.66ปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ส่วนร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94
สะท้อนปชช.เริ่มแบกรับไม่ไหว
ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหวจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงของแพงช่วงเทศกาลแต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป
มองอีกมุมจะช่วยกระตุ้นศก.
ผศ.สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองสรุปวิเคราะห์ผลโพลว่า ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง
“ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด”ผศ.สรศักดิ์ ระบุ