
6 เม.ย. 2569 15:28 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง
สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์” (AirAsia X) ปรับกลยุทธ์สู้ศึกสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน โดยเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสาร และลดจำนวนเที่ยวบินลงราว 10% ของเที่ยวบินทั้งหมด เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังเดินหน้าเปิดฮับใหม่ที่ “บาห์เรน” มิถุนายนนี้
สายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (AirAsia X) ยักษ์ใหญ่สายการบินราคาประหยัดแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารและลดจำนวนเที่ยวบินลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะต้นทุนพุ่งสูง อันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก
นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ระบุว่าการขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” พร้อมเผยว่าบริษัทได้ตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงแล้วประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะในเส้นทางที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้
นับตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ สายการบินทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวอแมนดา วู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชี้แจงว่าบริษัทพยายามกระจายการดำเนินงานไปยังเส้นทางกว่า 150 จุดหมายปลายทางใน 25 ประเทศที่ยังสามารถทำกำไรครอบคลุมค่าธรรมเนียมน้ำมันได้ นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยลดภาระผู้โดยสารในส่วนอื่น เช่น การปรับลดค่าธรรมเนียมสัมภาระเช็คอินเพื่อจูงใจผู้เดินทาง
แม้จะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัททำกำไรได้ถึง 1.96 พันล้านริงกิต แต่ทางสายการบินยืนยันว่าแผนการเปิดศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ “ประเทศบาห์เรน” รวมถึงการขยายโครงข่ายเส้นทางบินนอกอาเซียน ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิมในเดือนมิถุนายนนี้
นายจามาลูดิน อิบราฮิม ประธานกรรมการอิสระของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวปิดท้ายว่า “หลังจากที่เราเพิ่งผ่านบทเรียนที่ยากลำบากมาได้ และกำลังจะเริ่มทะยานขึ้นอย่างเต็มตัวในปี 2025 เรากลับต้องมาเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความท้าทายโดยตรงต่อต้นทุนและผลกำไร แต่เรายังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในปี 2026 นี้จะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หากวิกฤตไม่ยืดเยื้อจนเกินไป”
ที่มา AFP