
กู้ชีพเกษตรกร นราพัฒน์ ชงปฏิรูปพลังงาน-ฟื้นปุ๋ยแห่งชาติ
วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.02 น.
วันนี้ 7 เมษายน 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวบรรยายพิเศษในโครงการฝึกอบรมด้านพลังงานและกฎหมาย ครั้งที่ 1/2569 “วิกฤตพลังงานไทย ต้นทุนชีวิตพุ่ง รายได้ไม่ขยับ ใครกำหนดเกม” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยระบุว่า แนวโน้มของวิกฤตพลังงานจะส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายนราพัฒน์ ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนปุ๋ย เนื่องจากปุ๋ยมีต้นทุนมาจากก๊าซธรรมชาติและพลังงาน พร้อมย้ำว่า “พลังงานคือต้นทุนของชีวิต” เมื่อพลังงานแพง ค่าครองชีพก็สูงขึ้นตาม นอกจากนี้ พลังงานยังเป็นต้นทุนในการประกอบอาชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเกษตรกรที่ต้องใช้พลังงานในการผลิตสินค้าเกษตร ขณะที่ในระดับประเทศ พลังงานถือเป็นต้นทุนสำคัญของการแข่งขัน หากต้นทุนสูง สินค้าไทยก็จะมีราคาสูง ไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่มีต้นทุนต่ำกว่า ทำให้สามารถขายสินค้าได้ถูกกว่า และแซงไทยใน “ตลาดข้าว” นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ภาครัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากระดับแสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและประคับประคองสถานการณ์
.jpg)
นายนราพัฒน์ กล่าวถึง “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นหัวใจของเกษตรกร โดยระบุว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% ทั้งที่เป็นประเทศเกษตรกรรม พร้อมตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีการผลิตปุ๋ยใช้เอง” ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยมี “ปุ๋ยแห่งชาติ” ตั้งแต่ปี 2525 แต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง อีกทั้งยังต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้นำเข้าปุ๋ย ทำให้โครงการต้องปิดตัวลง ทั้งนี้ จากบทเรียนดังกล่าว จึงเป็นที่มาของนโยบาย “ปุ๋ยแห่งชาติ” ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ต้องการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อลดต้นทุน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยในการผลิตยูเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่ปุ๋ยหลัก (N-P-K) โดยระบุว่า N คือ ไนโตรเจน ซึ่งได้จากก๊าซธรรมชาติ ส่วน P คือ ฟอสฟอรัส ยังต้องนำเข้าแต่ใช้ในปริมาณน้อย และ K คือ โพแทสเซียม ซึ่งไทยมีแหล่งในประเทศ เช่น ชัยภูมิและนครราชสีมา ซึ่งรัฐถือหุ้นอยู่ 20% ในโครงการ แต่ยังไม่สนับสนุนเงินลงทุน ทำให้โครงการล่าช้า ทั้งนี้จึงเสนอ 2 แนวทาง คือ รัฐต้องอัดฉีดงบประมาณ หรือถอนหุ้นเพื่อให้เอกชนระดมทุนต่อได้ ซึ่งหากไทยสามารถผลิตแม่ปุ๋ยได้เองอย่างน้อย 2 ใน 3 ตัว คือ ไนโตรเจนและโพแทสเซียม จะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร และอาจพัฒนาไปสู่การส่งออกปุ๋ยได้ โดยเฉพาะโพแทชที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 แสนล้านบาท
ด้านการบริหารจัดการน้ำ นายนราพัฒน์ แบ่งน้ำออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ น้ำบนฟ้า น้ำผิวดิน และน้ำใต้ดิน โดยระบุว่า ปัจจุบันยังไม่สามารถวัดปริมาณน้ำฝนได้อย่างแม่นยำ จึงควรพัฒนา Weather Radar เพื่อประเมินปริมาณน้ำล่วงหน้าและเตรียมการรับมืออุทกภัย ขณะเดียวกัน ระบบชลประทานยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เกษตรทั้งหมด และการสูบน้ำทั้งจากผิวดินและใต้ดินยังต้องใช้พลังงาน จึงควรส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำเพื่อช่วยลดต้นทุน
.jpg)
นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ ยังกล่าวถึงต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยว ซึ่งใช้เครื่องยนต์รอบต่ำ โดยเสนอแนวคิดใช้น้ำมัน “ไพโรไลซิส” (Pyrolysis) ที่ผลิตจากขยะ รวมถึงผลักดันนโยบาย “โซลาร์เสรี” เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร และยังระบุอีกว่า จากประสบการณ์ในกระทรวงเกษตรฯ พบว่าการสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรรายละ 3 ล้านบาทในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มักถูกนำไปซื้อเครื่องจักรซ้ำซ้อน ทำให้ใช้ไม่คุ้มค่า จึงเสนอให้รวมกลุ่มหลายแปลงเพื่อนำงบประมาณมาลงทุนร่วมกัน เช่น สร้างโรงสี โรงอบ หรือระบบแปรรูป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเสนอแนวคิด “ศูนย์เครื่องจักร” ให้เกษตรกรเช่าใช้แทนการซื้อ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
ด้านรายได้ นายนราพัฒน์ ระบุว่า ต้องเพิ่มรายได้ควบคู่กับการลดต้นทุน โดยเสนอให้เกษตรกรแปรรูปสินค้าเอง เช่น ข้าวเปลือก 20 ตัน เมื่อแปรรูปเป็นข้าวสารประมาณ 10,000-12,000 กิโลกรัม หากขายกิโลกรัมละประมาณ 30 บาท จะมีรายได้ราว 360,000-380,000 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเกษตรกรจะได้รับประมาณ 300,000 บาท หรือเฉลี่ยตันละ 15,000 บาท ทั้งนี้ มองว่าภาครัฐไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่ควรปรับงบอุดหนุนปีละแสนล้านบาท มาใช้ลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อให้ระบบสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว ซึ่งหากสามารถลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ จะช่วยให้คนไทยกว่า 30 ล้านคนที่อยู่ในภาคเกษตรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “ครัวโลก” ได้อย่างแท้จริง
.jpg)
ทั้งนี้ นายนราพัฒน์ เน้นย้ำว่า ทิศทางของประเทศต้องมุ่งสร้างประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนส่วนน้อย และทุกนโยบายจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความจริงใจจากภาครัฐในการขับเคลื่อนแม้ต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มทุน
“กำไรอาจลดลง แต่ประเทศจะดีขึ้น เปรียบเสมือนโรบินฮูด ที่ต้องสร้างความสมดุลระหว่างคนรวยและคนจน เพื่อให้ฐานรากของประเทศเข้มแข็ง หากเกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน คนรุ่นใหม่ก็จะกลับมาทำอาชีพเกษตรมากขึ้น” นายนราพัฒน์ กล่าว
.jpg)