
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์
วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
งัดพรก.กำหนดค่ากลั่น ติดดาบอนุทิน สั่งกบง.หั่นต้นทุนทิพย์ ดีเอสไอยันน้ำมันหายจริง พี.ซี.สยามฯตั้งโต๊ะแถลง โต้กักตุนดีเซล2ล้านลิตร
รมว.คลังงัดพ.ร.ก.ป้องกันขาดแคลนน้ำมัน ให้อำนาจนายกฯสั่งกบง.กำหนด “ค่าการกลั่น” หั่นต้นทุนทิพย์ทิ้ง พร้อมเจรจาดึงกำไรเดือนมีนาคมมาช่วยประชาชน ด้านพี.ซี.สยามปิโตรเลียมฯสุราษฎร์ธานี ตั้งโต๊ะแถลง ปัดกักตุนน้ำมัน หวังฟันกำไรชี้ข้อมูลพาณิชย์คลาดเคลื่อนทำบริษัทเสียหายหนัก พร้อมเปิดเอกสารขนส่ง-บัญชีซื้อขายพิสูจน์ความจริง ด้านดีเอสไอ เร่งหาปลายทางน้ำมันล่องหนจ.สุราษฎร์ฯหลังพบขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล96 เที่ยว
จากกรณีเมื่อวันที่ 4 เม.ย.69 นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด โดยแจ้งความว่าเข้าข่าย “กักตุนสินค้าควบคุม” โดยมีปริมาณน้ำมันในครอบครองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และอาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลายมาตราของกฎหมายว่าด้วยสินค้าควบคุม เหตุเกิดต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประเด็นร้อนพุ่งเป้าไปที่ “น้ำมันปริมาณมหาศาล” ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายกักตุนเพื่อหวังผลทางการค้า สร้างแรงกระเพื่อมในภาคพลังงานและความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา9.30น.ที่ห้องประชุมชั้น 3 ตึกพีซีทาวเวอร์ ต. บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี พ.ท.จำนงค์ วิบูลย์ศิลป์ ในฐานะผู้จัดการทั่วไป บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด พร้อมด้วยทนายความ เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันที่บริษัทตกเป็นผู้ต้องหา
ปัดข่าวกักตุนน้ำมัน
พ.ท.จำนงค์กล่าวว่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีการเสนอข่าวมีความคลาดเคลื่อนไปหลายประการก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง และการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ขอเรียนว่า บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทยืนยันว่าเราได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ระเบียบของกฎหมายอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และมีการรายงานข้อมูลที่ครบถ้วนทุกประการ
และตามที่ ปรากฎเป็นข่าวว่าบริษัทกักตุนน้ำมันดีเซลจำนวน 2 ล้านลิตรนั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งข้อเท็จจริงคือ จำนวนน้ำมันดังกล่าว เป็นน้ำมันกลุ่มเบนซินที่บริษัทจัดเก็บไว้ในสต๊อกเพื่อรอการจำหน่ายให้กับลูกค้าตามปกติ ยืนยันว่าเรามีบัญชีระบบซื้อขายอย่างถูกต้อง ไม่ได้กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบแต่อย่างใด โดยเอกสารบัญชีรับจ่ายคงเหลือเป็นเรื่องปกติของระบบซื้อขายและสต๊อกทางธุรกิจ
ระหว่างวันที่ 27- 29 มีนาคม เจ้าพนักงานระดับจังหวัดก็ได้เข้ามาตรวจคลังของบริษัทอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องจากส่วนกลางได้เข้าตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่ปรากฏหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าบริษัทกักตุนน้ำมัน หรือทำผิดกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมีการกล่าวหาว่าบริษัทกักตุนน้ำมันก็พร้อมจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกฏหมาย ซึ่งก็ทราบข่าวทางสื่อมวลชนว่าขณะนี้บริษัทถูกแจ้งความดำเนินคดี แต่ยังไม่ได้รับหมายเรียกหรือการประสานจากเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ ซึ่งเรายืนยันว่าหากทางเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานมาทางบริษัทพร้อมจะให้ความร่วมมือ
นำหลักฐานมอบให้ตำรวจ
พ.ท.จำนงค์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ บริษัทฯยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพิ่มเติม พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
และในวันที่ 7 เมษายน จะนำหลักฐานเข้ายื่นกับทางรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานอย่างเร่งด้วย รวมไปถึงหลักฐานที่จะนำไปแสดงต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี หากมีการร้องขอจากพนักงานสอบสวน ยืนยันว่าการขนถ่ายน้ำมันเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องชัดเจนต่อไป
ต่อข้อถามที่ว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการที่มีน้ำมันหายไประหว่างขนส่งจำนวน 57 ล้านลิตร พ.ท.จำนงค์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นกับเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ระบุว่า ในระบบการขนส่งน้ำมันออกจากโรงกลั่นไปสู่คลังน้ำมันต่างๆ นั้น มีหลักฐานชัดเจน ผ่านการควบคุมอะไรหลายขั้นตอน
ส่วนกระแสข่าวที่ว่าบริษัทอาจจะกลายเป็นแพะเพื่อหาผู้รับผิดชอบจากกรณีการกักตุนน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา พ.ท.จำนงค์ก็ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเช่นกัน แต่ยืนยันในความบริสุทธิ์ ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท และพร้อมจะให้ผู้มีอำนาจในส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อที่บริษัทจะได้พิสูจน์ความจริ งและเรียกชื่อเสียงกลับมา
และยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก ส่วนกรณีมีความเห็นทางโซเชียลอาจทำให้บริษัทเกิดความเสียหายรุนแรงทางบริษัทขอสงวนสิทธิ์ทางกฎหมาย เนื่องจากมีผลต่อความเชื่อมั่น และยอดสั่งซื้อที่ลดลง
DSIชงแน่เป็นคดีพิเศษ
เมื่อเวลา10.55น ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีกักตุนน้ำมัน ว่าวันนี้ตนมารับฟังข้อมูลจากพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ่ และคณะพนักงานสืบสวนว่าได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง ซึ่งข้อมูลก็มาจากหลายหน่วยงาน ทั้งกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน กรมการขนส่ง เป็นต้น ซึ่งเป็นข้อมูลค่อนข้างเยอะ แต่เราก็มีกรอบการทำงาน ซึ่งอธิบดีฯ ก็ได้ชี้แจงให้ฟังโดยเมื่อฟังผลแล้วก็เป็นที่น่าพึงพอใจ และจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพราะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ดีเอสไอก็ทำงานไม่ได้หยุดในการรวบรวมข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ในวันนี้ ส่วนเรื่องการดำเนินการตามกฎหมายก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องดำเนินการต่อไป ส่วนตนก็มารับฟังความคืบหน้าเพื่อจะได้ประสานข้อมูลให้หากมีส่วนใดที่ดีเอสไอยังขาดในการประกอบสำนวนการสืบสวน เราก็จะช่วยหา
รวมข้อมูลเป็นคดีเดียวกัน
พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่า ส่วนการรับเป็นคดีพิเศษนั้น ตอนนี้ยังคงเป็นเรื่องสืบสวน แต่หลังจากนี้จะมีการประชุมบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษ ซึ่งจะมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านและได้นัดหารือแล้ว ส่วนจะเป็นเมื่อใดจะแจ้งอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เราก็สืบ สวนสอบสวนเบื้องต้นไว้ก่อน ส่วนกรอบระยะเวลาการทำงาน ทางอธิบดีฯ ก็ได้วางกรอบไว้แล้ว แต่การปฏิบัติดำเนินการก็ต้องสอบถามกันวันต่อวันว่าได้ดำเนินการคืบหน้าอย่างไรบ้าง เพราะจะมีการปรับแผนกันตลอด ส่วนกรณีที่พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจนั้น เราก็ได้นำข้อมูลมารวบรวมและหารือในวันนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ แนวทางการทำคดีหากพบการกระทำความผิดจากเรื่องนี้ เราก็จะรวบรวมมาเป็นคดีพิเศษทั้งหมด เพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกัน
พล.ต.ท.รุทธพล เผยอีกว่าส่วนความชัดเจนของตัวเลขน้ำมันที่หายไปนั้น ตนขอให้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมข้อมูลให้ชัดเจนก่อน เพื่อจะได้วิเคราะห์กันให้ครบถ้วน เพราะตัวเลขค่อนข้างเยอะ ซึ่งข้อมูลก่อนหน้านี้ที่แถลงไป คือ ข้อมูลวันที่ 3 เม.ย.69 ดังนั้น จึงขอเวลารวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีก ส่วนตัวเลยน้ำมันที่หายไปกลางทะเล 57 ล้านลิตรนั้น เบื้องต้นจะมีปริมาณเพิ่มอีกหรือไม่ ก็ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ไปรวบรวมข้อมูลวันต่อวันมาก่อน อย่างไรก็ตาม เราขอให้มันชัดเจน เพราะถ้าเร่งรีบอาจเกิดความเสียหายได้
พบข้อมูลการกระทำผิด
“ตอนนี้เราพบการกระทำผิดแน่นอน น้ำมันหายไปแน่นอน ส่วนจะปริมาณ 57 ล้านลิตร หรือ 58 ล้านลิตร หรือ 59 ล้านลิตรนั้น ตนมองว่าอย่าเพิ่งไปยืนยันขนาดนั้นเลย เพราะเรารู้ว่าน้ำมันหายไปแน่นอนตามที่ได้ชี้แจงวันแถลงข่าว ส่วนจะมีมากกว่านี้หรือไม่ ตนขอให้ทางอธิบดีดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ได้ทำงานก่อน“ รมว.ยุติธรรม ระบุ
พล.ต.ท.รุทธพล เผยด้วยว่า ส่วนปลายทางของน้ำมันที่หายไปนั้น ขณะนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวน ว่าปลายทางหายไปไหน อย่างกรณีเคสของจังหวัดสุราษฎร์ ธานีที่หายไปในระหว่างทะเล ดังนั้น เราจึงต้องใช้ข้อมูลของ ศรชล. มาประกอบด้วย ส่วนรายละเอียดทั้งหมด ต้องขอรวบรวมราบละเอียดให้ครบถ้วนก่อน ทั้งนี้ ตนได้สั่งให้ตรวจสอบหาจำนวนเรือด้วยว่าใน 96 เที่ยวที่มีการขนน้ำมันนั้น ได้ใช้เรือทั้งหมดกี่ลำ เพราะบางลำอาจจะวิ่งหลายเที่ยว อนึ่ง เราเร่งปราบปรามเต็มที่ ในกรณีที่ประชาชนห่วงว่าสงกรานต์นี้จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่
เรียกเอกชนเข้ามาชี้แจง
ส่วนกรณีที่บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัดได้ออกคำชี้แจงว่าบริษัทไม่ได้กักตุนน้ำมันและทุกอย่างดำเนินการตามขั้นตอน ทางดีเอสไอจะต้องเรียกมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล เผยว่า ตอนนี้ตั้งเป็นคดีสืบสวนแล้ว ก็จะสามารถเข้าไปสอบปากคำได้เลย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐาน ส่วนจะเป็นการสอบปากคำที่ จ.สุราษฎร์ธานี หรือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น คงจะต้องหารืออีกครั้ง ว่าจะเรียกสอบปากคำ หรือให้ดำเนินการส่งเอกสาร อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงของทางบริษัทฯ พนักงานสอบสวนจะรับฟัง แต่ก็จะต้องดูพยานหลักฐานและข้อกฎหมายประกอบด้วย
ประชุมครม.นัดพิเศษ3ทุ่ม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)เปิดเผยว่าคตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเองโดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)นัดพิเศษ ในคืนวันที่ 6 เมษายนโดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน
คตร.ซัดค่าการกลั่นทิพย์14บาท
สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า จริงๆเป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร.จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน
ซึ่งจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก
ทำให้ในเดือนมีนาคมจนถึงเมษายนที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน
ชงนายกฯใช้อำนาจ พ.ร.ก.2516แก้ปัญหา
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.เดือน มีนาคมเนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ในอนาคต ตั้งแต่ เมษายนเป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล
“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ”นายเอกนิติ กล่าว
กำหนดเพดานค่าการกลั่นตายตัวไม่ได้
ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า”
ยันอุ้มเปราะบาง”คนละครึ่งพลัส”มีแน่
นายเอกนิติ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุมครม.ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง
ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน
ทร.ห้ามลักลอบส่งออกน้ำมัน
พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่าจากสถานการณ์การลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศโดยผิดกฎหมาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติ รวมทั้งทำให้เกิดวิกฤติด้านพลังงานภายในประเทศนั้น ผู้บัญชาการทหารเรือได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการ โดยมอบหมายให้ทัพเรือภาคที่ 1 และทัพเรือภาคที่ 2 เสริมกำลังทั้งทางเรือ อากาศยาน และระบบตรวจจับอื่นๆ เพื่อเพิ่มความถี่และความครอบคลุมของการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางเสี่ยงและพื้นที่ชายแดนทางทะเล การปฏิบัติดังกล่าวมุ่งเน้นการเฝ้าตรวจ ป้องปราม และสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคงทางทะเลที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการข่าวกรอง การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎหมาย
กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ช่วยดูแลระบบเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนในการเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งข้อมูลมายังกองทัพเรือเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป กองทัพเรือ จะยืนหยัดเคียงข้างประชาชน ปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
นายกฯถกรมต.เศรษฐกิจ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลในเวลา 14.00 น. และได้เรียกนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง(คตร.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรมและนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อประชุมหารือเรื่องปรับปรุงโครงสร้างราคาขายส่งนํ้ามันหน้าโรงกลั่น ก่อนจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษในช่วงค่ำวันนี้ เพื่อให้มีมติเห็นชอบ
“มาร์ค”จี้เร่งจับ‘ไอ้โม่ง’
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวจะติดตามเรื่องน้ำมันอย่างไรว่า ได้ทักท้วงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะดูจากตัวเลข ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการกักตุนแน่ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ออกมายอมรับแล้ว และตนเห็นว่าจะมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจถึงขั้นให้เป็นคดีพิเศษ ทางพรรคประชาธิปัตย์ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว เรายังยืนยันว่าจะรัฐบาลก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ยังไม่ได้รับภาระ หรือในส่วนของโรงกลั่นยังไม่มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่แบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ตัวไอ้โม่งตัวจริง แม้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลาออกจากการดำเนินงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ ต้องให้โอกาสรัฐบาลทำงาน ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แต่ก็ต้องย้ำว่าเรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชนนั้น ตนอยากเห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง
