
อาหารจานละ 120 บาทไม่เกินจริง นักวิชาการ มธ. เตือนจับตา ก.ย. ผลกระทบหนัก
วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.54 น.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาลเร่งประกาศจุดยืนเป็นกลางในเวทีโลกให้ชัด – เดินหน้าเจรจากับ “รัสเซีย-จีน” ขอเพิ่มสัดส่วนนำเข้า “ปุ๋ยเคมี” เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนให้ภาคการเกษตรไทยจากเหตุช่องแคบฮอร์มุซปิด ก่อนจะกระทบเป็นห่วงโซ่ทำ “ราคาอาหาร” พุ่งขึ้นหลังพ้น เม.ย. 69 คาดเดือน ก.ย. 69 ผลกระทบเต็มรูปแบบ แนะเกษตรกรปรับวิถีเพาะปลูก ใช้นวัตกรรมจุลินทรีย์-สร้างระบบนิเวศเกษตรควบคู่
รศ. ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ จากประเทศซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ ฯลฯ รวมแล้วมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ฉะนั้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการ 3 เรื่องใน 3 ระยะไปพร้อมๆ กัน

ประกอบด้วย ระยะเร่งด่วน ต้องเร่งแสดงจุดยืนความเป็นกลางในเวทีโลกให้ชัดเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ และเดินหน้าเจรจาทำข้อตกลงกับทางรัสเซีย และจีน ในการขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยเคมีให้มากขึ้น รวมถึงกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบพร้อมกับจัดทำระบบสำรองปุ๋ยสำหรับช่วงเพาะปลูกสำคัญ และติดตามสต๊อกจริงแบบใกล้ชิด เพื่อกันความเสี่ยงด้านราคาและการขาดช่วงของอุปทาน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับความเสี่ยงปัจจุบันของตลาดโลกที่เชื่อมโยงพลังงาน การขนส่ง และปุ๋ยเข้าด้วยกัน โดยเหล่านี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีจากการที่ไม่สามารถนำเข้าจากช่องแคบฮอร์มุซได้
ทั้งนี้ ปัญหาช่องแคมฮอร์มุซได้ซ้ำเติมราคาปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนมาก่อนแล้ว เมื่อไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากช่องแคบฮอร์มุซได้จึงทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในไทยปรับตัวขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่กระสอบละ 600 บาท เพิ่มเป็นกระสอบละ 2,000 บาท ซึ่งหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ราคาพืชผัก ข้าวสาร รวมถึงน้ำมันปาล์มที่จะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้นก็จะแพงขึ้นทั้งหมด คาดอาจจะได้เห็นอาหารจานละ 120 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มเห็นผลกระทบในเดือน พ.ค. 2569 และจะเห็นผลกระทบอย่างเต็มที่ก่อนเดือน ก.ย. 2569
รศ. ดร.วรภัทร กล่าวต่อไปว่า แม้ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ อาทิ ปุ๋ยคนละครึ่ง ปุ๋ยธงเขียว หรือบัตรดินดี เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร แต่คำถามคือจะช่วยได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างล่าสุดทาง รมว.พาณิชย์ ระบุว่าปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีให้ใช้ได้ถึงแค่เดือน เม.ย. 2569 นี้ ดังนั้นปริมาณปุ๋ยที่จะใช้ภายใต้มาตรการเหล่านั้นจะมีเพียงพอกับเกษตรมากน้อยขนาดไหน และที่สำคัญปุ๋ยเหล่านี้หากเป็นสต๊อกเก่าถึงขั้นหมดอายุแล้วถ้ามีการนำใช้ไปก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไร หรือไม่ได้ช่วยเลยก็ได้
“ถ้าเกษตรกรจะใช้ปุ๋ยตรงนี้ต้องไปดูที่ข้างกระสอบให้ดีว่าหมดอายุตอนไหน และเป็นปุ๋ยเก่าข้างสต๊อกหรือไม่ เพราะปุ๋ยเวลาทำเสร็จจากโรงงานจะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงทุกวัน และถ้าเกินระยะเวลาการผลิตไปสัก 6 เดือน ประสิทธิภาพของปุ๋ยจะเหลือ 80% ถ้าเกิน 1 ปีจะลงไปเหลือไม่ถึง 50% และถ้าเกิน 2 ปีประสิทธิภาพจะเหลือไม่ถึง 10%” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว
นอกจากเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากรัสเซีย และจีน พร้อมกับกระจายแหล่งนำเข้าแล้ว ทางเกษตรกรเองแม้ที่ใช้ปุ๋ยเคมีไปแล้วในฤดูกาลนี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอใช้ปุ๋ยเคมีต่อ หรือแก้ไขเท่าที่ทำได้ แต่ในฤดูกาลถัดไปควรปรับสู่ระบบเกษตรเชิงนิเวศ เพื่อร่วมช่วยการลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยอีกส่วน โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนวัตกรรมจุลินทรีย์ที่ช่วยตรึงและหมุนเวียนธาตุอาหารพืชทั้ง 14 ธาตุจากดินให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ได้จริง เพราะจุลินทรีย์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน เช่น การตรึงไนโตรเจน การละลายฟอสฟอรัส การกระตุ้นการพัฒนาระบบราก ฯลฯ และจะส่งผลให้พืชสามารถดูดใช้ธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี ลดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน และเพิ่มคุณภาพผลผลิตทั้งด้านความสมบูรณ์และความสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว โดยหลายมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดสู่เกษตรกรทั่วประเทศ และหากดำเนินควบคู่กับนโยบายจัดหาปุ๋ยในระยะสั้น จะช่วยให้เกษตรกรไทยผ่านวิกฤตได้ พร้อมยกระดับสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืนในอนาคต” รศ. ดร.วรภัทร ระบุ
สำหรับระยะกลาง รัฐบาลควรเร่งสร้างศักยภาพการผลิตปุ๋ยภายในประเทศในส่วนที่ทำได้จริงก่อน เช่น การผสมปุ๋ย การปรับสูตรให้เหมาะกับดินและพืชแต่ละพื้นที่ การยกระดับโรงงาน blending การรวมอำนาจซื้อของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ฯลฯ เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง และลดการพึ่งพาผู้นำเข้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย หลังจากนั้นทาง รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งปรับบทบาทของบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด ให้เป็นกลไกกลางในการสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศสามารถเข้ามาถือหุ้นและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้ และเมื่อระบบมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการระดับชุมชนมีศักยภาพเพียงพอ จึงค่อยพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 เพื่อเปิดทางให้สามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยได้อย่างคล่องตัว ภายใต้ระบบกำกับคุณภาพที่ได้มาตรฐาน
ในส่วน ระยะยาว ควรเปลี่ยนแนวคิดการเพาะปลูกของประเทศจากใช้ปุ๋ยให้พอไปสู่ใช้ธาตุอาหารให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือต้องลดการสูญเสียธาตุอาหารในระบบผลิต ผ่านการจัดการดิน อินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการน้ำ และ precision agriculture เพราะยิ่งใช้ปุ๋ยได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงจากตลาดโลกยิ่งลดลง และผลผลิตก็มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว สิ่งนี้จะเป็นการวางรากฐานสู่ระบบการผลิตที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากภายนอก และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรไทยในอนาคต สอดคล้องกับหลักความมั่นคงทางอาหาร
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ควรเริ่มไปด้วยตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ การแยกนโยบายตามบทบาทของปุ๋ยแต่ละประเภท และไม่ควรใช้คำว่าปุ๋ยแบบเหมารวมทั้งหมด เพราะอย่างปุ๋ยไนโตรเจนจะเกี่ยวพันกับพลังงานและก๊าซธรรมชาติ หรือปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทชมีกลไกตลาดและแหล่งวัตถุดิบต่างกัน ฉะนั้นหากนโยบายไม่แยกประเภท จะออกมาตรการไม่ตรงจุด ทั้งด้านการสำรอง การนำเข้า การลงทุน และการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ
ทั้งนี้ หากไทยยังไม่เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าภาคการเกษตรของไทยกว่า 90% ที่พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีในกระบวนการผลิตจะไม่มีปุ๋ยเคมีให้ใช้ และจะส่งผลให้ในอนาคตมีโอกาสที่วัตถุดิบที่ไทยผลิตได้เองอย่าง ข้าวสาร เนื้อสัตว์ และผักจะมีน้อยลงจนถึงขั้นจะขาดตลาดในไทย และส่วนที่มีการซื้อขายกันก็จะแพงมากยิ่งขึ้นไปอีก
“เมื่อวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีน้อยลง อาหารที่มีในประเทศก็จะน้อยลงตามไปด้วย ไทยจะกลายเป็นประเทศที่เข้าสู่ภาวะการขาดแคลนอาหาร ดังนั้นเรื่องแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกการผลิตปุ๋ยได้เองต้องเร่งเดินหน้า และต้องไม่ให้เป็นการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติด้วยในการจะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ย แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโดยคนไทยเอง” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว