
เลือกตั้งผู้ว่าฯโดยตรง! ‘ความฝันสำเร็จรูป’ ของธนาธรและการเมืองสีส้ม
วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.
แนวคิด “กระจายอำนาจ” เป็นเรื่องที่สังคมไทยพูดกันมานาน และแทบไม่มีใครปฏิเสธว่าท้องถิ่นควรมีบทบาทมากขึ้น ประเด็นอยู่ที่วิธีการ ว่าจะออกแบบอย่างไรให้สอดคล้องกับสภาพจริงของแต่ละพื้นที่
แต่ในช่วงหลัง แนวคิดนี้ถูกดึงให้เหลือคำตอบเดียวอย่างชัดเจน คือ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” และถูกผลักให้เป็นทางออกหลักของการปลดล็อกท้องถิ่น
เวทีเสวนาเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“ ในฐานะประธานคณะก้าวหน้า และผู้นำทางความคิดของพรรคส้ม เดินหน้าแนวคิดนี้ โดยชี้ว่าการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางทำให้ท้องถิ่นไปต่อไม่ได้
ข้อเสนอแบบนี้ดูเรียบง่าย เปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วคาดหวังว่าผลลัพธ์จะเปลี่ยนตาม
แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีการเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่ก่อนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือ อบจ. ที่เปิดให้ประชาชนเลือกผู้บริหารโดยตรง ในบางพื้นที่ก็สามารถพัฒนาได้จริง มีการแข่งขัน มีการตรวจสอบ และมีผลงานเป็นรูปธรรม
แต่ในอีกหลายพื้นที่ ภาพกลับต่างออกไป เครือข่ายอิทธิพลยังมีบทบาท ระบบพวกพ้องยังฝังราก และการแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ จนทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงการหมุนเวียนของกลุ่มอำนาจเดิม
การมีการเลือกตั้งจึงไม่ได้หมายความว่าโครงสร้างอำนาจจะเปลี่ยนไปโดยอัตโนมัติ และไม่ได้รับประกันว่าการบริหารจะโปร่งใสหรือแข่งขันอย่างเป็นธรรมในทุกพื้นที่
ในการพูดครั้งนั้น ธนาธรยกตัวอย่างญี่ปุ่น โดยชี้ว่าญี่ปุ่นเริ่ม “กระจายอำนาจ” ใกล้กับไทย แต่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่า ขณะที่ไทยถอยหลังเพราะอำนาจถูกดึงกลับส่วนกลาง
ภาพปลายทางแบบนี้ทำให้ข้อเสนอเรื่อง “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ดูมีน้ำหนัก เพราะมีประเทศที่ไปถึงจุดนั้นให้เห็น
แต่เงื่อนไขของญี่ปุ่นไม่ได้ถูกวางไว้พร้อมกัน ระบบราชการของเขาคุมมาตรฐานได้ งบประมาณมีวินัย ระบบตรวจสอบทำงานจริง และการเมืองท้องถิ่นแข่งขันกันในกรอบที่ควบคุมได้
ขณะที่ในไทย หลายจังหวัดยังอยู่กับโครงสร้างอำนาจเดิม การแข่งขันยังไม่เปิดเต็มที่ ระบบตรวจสอบยังมีช่องว่าง การเลือกตั้งในสภาพแบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนสมดุลอำนาจในพื้นที่ได้ทันที
การหยิบผลลัพธ์ของญี่ปุ่นมาอธิบาย โดยไม่วางเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้น ทำให้ข้อเสนอเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงข้ามขั้นตอนสำคัญไปตั้งแต่ต้น
แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับพรรคอนาคตใหม่ ต่อด้วยพรรคก้าวไกล และปัจจุบันคือพรรคประชาชน ซึ่งสังคมเรียกรวมว่า พรรคส้ม
การขยายฐานลงสู่ระดับท้องถิ่นและการส่งผู้สมัครในหลายพื้นที่ ทำให้พรรคส้มมีบทบาทชัดขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน กระบวนการคัดเลือกผู้สมัครทั้งระดับท้องถิ่นและ สส.กลับถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื่อง
หลายกรณี การกำหนดตัวผู้สมัครและทิศทางทางการเมืองยังถูกชี้ว่าตัดสินจากแกนนำไม่กี่คน มากกว่าจะเปิดให้แข่งขันหรือคัดเลือกกันในวงกว้าง
ข้อวิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่ไปถึงโครงสร้างอำนาจภายในพรรค ที่ยังรวมศูนย์การตัดสินใจอยู่กับคนกลุ่มเดิม จนถูกเปรียบเทียบว่าไม่ต่างจาก “โปลิตบูโร”
ภาพนี้จึงชนตรงกับแนวคิด “กระจายอำนาจ” ที่พรรคส้มพยายามผลักในระดับประเทศ เพราะในขณะที่เรียกร้องให้ลดอำนาจส่วนกลาง โครงสร้างภายในพรรคกลับยังรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางของพรรคเอง
ในพรรค การตัดสินใจยังไหลจากบนลงล่าง แต่ในระดับประเทศ กลับเสนอให้เปลี่ยนเป็นไหลจากล่างขึ้นบน
ความย้อนแย้งจึงไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่วิธีจัดการอำนาจที่สวนทางกันเอง และทำให้ข้อเสนอเรื่อง “กระจายอำนาจ” ถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้นทาง
ความแตกต่างของแต่ละจังหวัดเป็นปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ ประเทศไทยไม่ได้มีสภาพเดียวกันทั้งประเทศ
บางพื้นที่มีการแข่งขันจริง มีการตรวจสอบจริง ขณะที่อีกหลายพื้นที่ยังอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มเดิม การ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในบริบทแบบนี้ให้ผลไม่เท่ากัน
ตัวอย่างอย่าง ”กรุงเทพมหานคร“ใช้ระบบเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดได้ เพราะมีแรงกดดันจากสังคม มีสื่อ และมีการตรวจสอบที่เข้ม แต่เงื่อนไขแบบนี้ไม่ได้มีอยู่ในทุกจังหวัด
การนำรูปแบบเดียวกันไปใช้ทั้งประเทศ ไม่ได้ทำให้ผลออกมาเหมือนกัน และในบางพื้นที่อาจยิ่งทำให้โครงสร้างเดิมแข็งแรงขึ้น
ภาพทั้งหมดชี้ชัดว่าปัญหาของ “กระจายอำนาจ” ในไทยไม่ได้อยู่ที่มีหรือไม่มีการเลือกตั้ง แต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ อำนาจตัดสินใจ และระบบตรวจสอบที่ยังผูกอยู่กับส่วนกลางและกลุ่มอำนาจเดิม
การกระจายอำนาจจึงไม่ใช่เรื่องของ “เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการโอนงบประมาณ การกระจายอำนาจตัดสินใจ และการทำให้ระบบตรวจสอบทำงานจริงในระดับพื้นที่
แต่ข้อเสนอที่ถูกผลัก กลับตัดเรื่องเหล่านี้ออกไป แล้วเหลือเพียงการเปลี่ยนวิธีได้มาของผู้ว่าราชการจังหวัด เหมือนกับว่าเพียงมีการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะขยับตามไปเอง
ในความเป็นจริง เมื่อโครงสร้างเดิมยังอยู่ครบ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น กลุ่มอิทธิพล หรือระบบพวกพ้อง การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงไม่ได้ไปแตะต้นตอของปัญหาเหล่านี้
ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่เป็นการเปิดให้โครงสร้างเดิมเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการเลือกตั้ง พร้อมความชอบธรรมจากคะแนนเสียง ขณะที่งบประมาณ อำนาจจริง และระบบตรวจสอบยังไม่ได้เปลี่ยน
“เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง” ในแบบที่ธนาธรและพรรคส้มพยายามผลักดัน คือ “ความฝันสำเร็จรูป” ที่ให้ภาพว่าทุกอย่างจะดีขึ้นทันที ทั้งที่เงื่อนไขหลักยังไม่ถูกแก้ และปัญหาเดิมยังคงอยู่ครบ.
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์