
เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ.
วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
เอกนัฏทุบราคาดีเซล ลดค่ากลั่น2บ. ประเดิมงัดพรก.บังคับ หนูเล็งปิดปั๊ม4ทุ่ม-ตี5 DSIลุยสอบน้ำมันหาย พิรุธ99เที่ยวกลางทะเล
“เอกนัฏ” งัด พ.ร.ก. ป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน ทุบโรงกลั่น ลดค่าการกลั่นทันที 2 บาท ส่งผลให้ดีเซล ต้องลดราคาหน้าปั๊มอีก 2.4 บาทต่อลิตร เผย 3 โรงกลั่นยอม อีก 3 โรงเมิน “นายกฯ”เล็งออกมาตรการเปิด-ปิด ปั๊ม หยุดขายช่วง 4 ทุ่ม-ตี 5 หลัง 20 เมษายน ฝ่ายดีเอสไอ เดินหน้าส่องน้ำมันล่องหน เผยพบกลุ่มเรือพิรุธขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล 99 เที่ยว จากเดิมพบ 96 เที่ยว ปูพรมกวาดล้างขบวนการ “Ship-to-Ship”
เมื่อวันที่ 12.30 น. วันที่ 7 เมษายน 2569 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ถนนแจ้ง วัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าวงประชุมคณะพนักงานสืบสวนคลี่คลายคดีการกักตุนน้ำมัน ซึ่งมีการประชุมร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต ในการตรวจสอบจำนวนเที่ยวเรือที่มีการขนถ่ายน้ำมันกลางทะเล จังหวัดสุราษฎร์ธานี หลังพบความผิดปกติจากจำนวนเที่ยวเรือรอบแรก 96 เที่ยว มีพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนน้ำมันกลางทะเล ว่า วันนี้เราได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมสรรพสามิต และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อที่จะได้นำข้อมูลตัวเลขมาตรวจสอบเปรียบเทียบกัน เนื่องจากในขั้นตอนน้ำมันออกจากคลัง มันจะต้องมีใบกำกับการขนส่ง และจะต้องมีหลักฐานการเสียภาษีสรรพสามิตต้นทาง เพื่อนำไปตรวจเช็คกับน้ำมันที่ไปถึงยังปลายทาง และจะได้นำข้อมูลตัวเลขทั้งหมดมาจัดทำตารางเปรียบเทียบกับจำนวนเที่ยวเรือทั้งหมด รวมถึงจำนวนเรือ โดยเฉพาะปลายทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ในช่วงเดือนมีนาคม 2569
99เที่ยวเรือผ่องถ่ายน้ำมัน
ล่าสุดข้อมูลมีการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้น จากเดิมจำนวนเที่ยวเรือที่ 96 เที่ยวเรือ พบเพิ่มเป็น 99 เที่ยวเรือ จึงต้องเร่งนำเอาตัวเลขทั้งหมดมากระทบยอดกับปริมาณน้ำมัน ทั้งส่วนของน้ำมันดีเซลและเบนซิน ทั้งนี้ จำนวนเรือ (ลำ) ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องนับจากช่วงเรือที่วิ่งเดินทาง เพราะมันก็มีข้อมูลว่า เรือบางลำวิ่งมากกว่าหนึ่งเที่ยวเรือ จึงต้องแยกว่าในจำนวนทั้งหมด 99 เที่ยวเรือดังกล่าว มีการใช้เรือวิ่งทั้งหมดกี่ลำ
โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า ส่วนเรื่องจำนวนน้ำมัน 57 ล้านลิตรที่หายกลางทะเลนั้น ยังคงอยู่ในขั้นตอนดำเนินการตรวจสอบ เพราะเราจะต้องดูตัวเลขทั้งหมดนำมา
เปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะปริมาณน้ำมันที่ลงไปในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องก็จะได้มีการขยายผลสอบสวนคู่ขนานกัน
พบเส้นทางภาคตะวันออกเพียบ
โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า ส่วนใหญ่แล้วเที่ยวเรือที่เป็นเส้นทางหลัก คือ ภาคตะวันออก โดยเฉพาะโรงกลั่นในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และในจังหวัดระยอง จากนั้นจึงจะมีการเคลื่อนย้ายน้ำมันลงไปในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งยังมีประเด็นปลีกย่อยอีก แต่หลัก ๆ ก็สองแหล่งนี้ อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่การเดินทางปริมาณน้ำมันยังคงเดิมหรือหดหายไปอย่างไรหรือไม่นั้น ยังคงอยู่ระหว่างตรวจสอบจากตัวเลขที่มีการรายงานเข้ามา
“ปกติแล้วระวางของเรือแต่ละลำจะไม่เท่ากัน เรือบางลำก็บรรทุกน้ำมันชนิดเดียว บางลำก็บรรทุกน้ำมันหลายชนิด จึงต้องเชิญหน่วยงานที่ควบคุมโดยเฉพาะอย่างกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิตมาดูยอดตัวเลขทั้งหมดเพื่อให้เป็นตัวเลขเดียวกัน ซึ่งเราก็ตรวจพบความผิดปกติว่าเรือบางลำมีการใช้เวลาในการวิ่งนานผิดปกติ โดยเฉพาะเส้นทางจากภาคตะวันออกลงไปยังพื้นที่ภาคใต้จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องนำไปขยายผล โดยการตรวจสอบจากเรือที่ได้มีการลงทะเบียนไว้ อย่างไรก็ดี เรือที่ใช้เวลาวิ่งกลางทะเลนานกว่าปกติ เราพบว่ามีทั้งสองแบบ คือบรรทุกทั้งน้ำมันชนิดเดียว และน้ำมันหลายชนิด“ โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุ.
เชือดขบวนการ”Ship-to-Ship”
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เผยความคืบหน้าการสืบสวนคดีการกักตุนน้ำมันว่า กรณีน้ำมัน 57 ล้านลิตรหายไปกลางทะเล ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบปลายทาง โดยยืนยันว่าเป็นการถ่ายโอนแบบ Ship-to-ship หรือการถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งไปยังอีกลำหนึ่ง ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรือลำใดบ้าง โดยเบื้องต้นยังคงเป็นตัวเลข 57 ล้านลิตร นอกจากพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว ยังมีพื้นที่จังหวัดชุมพรและสงขลาที่ต้องตรวจสอบควบคู่กัน
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวต่อว่า การตรวจสอบปลายทางน้ำมันอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจากศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งได้ทยอยส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว โดยได้ส่งรายชื่อเรือที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจาก ศรชล. สามารถติดตามเส้นทางเดินเรือย้อนหลังได้ถึง 90 วัน ทำให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ พบว่าเรือที่เกี่ยวข้องมาจากหลายบริษัท ส่วนจะอยู่ในน่านน้ำไทยหรือไม่ ยังต้องตรวจสอบเชิงลึก เนื่องจากอาจมีการจอดเทียบท่าหรือลอยลำอยู่กลางทะเล
สำหรับกรณีบริษัท พี.ซี. สยามปิโตรเลียม จำกัด ที่แถลงว่าปริมาณน้ำมันคงคลัง 2 ล้านลิตร ไม่ได้เป็นการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ทุกฝ่ายสามารถชี้แจงพร้อมหลักฐานได้ และเชื่อว่าดีเอสไอจะให้ความเป็นธรรมอย่างรอบด้าน
นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมัน 6 แห่งทั่วประเทศว่า ไม่พบข้อพิรุธ เนื่องจากโรงกลั่นจำเป็นต้องระบายน้ำมันออกตามระบบ ไม่สามารถกักเก็บไว้ได้ ส่วนประเด็นคลังน้ำมัน เบื้องต้นพบความผิดปกติในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และคาดว่าอาจมีพื้นที่อื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติม
ตรวจคลังน้ำมันเพิ่มเติม
“เร็วๆนี้จะเปิดปฏิบัติการตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันเพิ่มเติม ตามข้อมูลที่หน่วยงานภาคีรายงานเข้ามา แต่ต้องย้ำว่าผู้ที่ถูกตรวจสอบยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำความผิด” พล.ต.ท.รุทธพล กล่าว
เข้าบอร์ดคดีพิเศษ9เมย.
พล.ต.ท.รุทธพล ยังระบุว่า ในวันที่ 9 เม.ย. จะมีการสรุปข้อมูลทั้งหมดเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณารับเป็นคดีพิเศษ โดยจะครอบคลุมปัญหาการกักตุนน้ำมันในทุกพื้นที่ และพิจารณาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เล็งปิดปั้มน้ำมัน4ทุ่ม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนมาตรการเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันว่า กำลังดำเนินการในเรื่องการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศ โดยตนจะเร่งตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ เนื่องจากชุดเก่าหมดวาระไปกับรัฐบาลชุดที่แล้ว เราตั้งใจไว้ว่าในช่วงที่มีภาวะเรื่องสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อประหยัดพลังงาน และต้องออกมาตรการให้มีการใช้น้ำมันแบบควบคุมให้มากที่สุด
เมื่อถามย้ำว่า จะกระทบการเดินทางของประชาชนโดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มีช่วงเวลาที่จะดำเนินการ หากใช้มาตรการปิด-เปิดปั๊มช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.เป็นต้นไป เนื่องจากต้องให้ประชาชนเดินทางกลับจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และใช้ชีวิตปกติก่อน ซึ่งก็เป็นไปตามที่เคยกล่าวไว้ว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ขอให้ประชาชนได้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านและภูมิลำเนาด้วยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้
จ่อออกประกาศเพิ่มเติม
ส่วนจะต้องมีการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มากำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายกฯกล่าวว่า ทุกข้อสั่งการจะมีช่องทางอยู่ ซึ่งพยายามจะใช้ช่องทางที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบว่าจะมีการประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมของ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฯเมื่อใด
เมื่อถามถึงกรณีที่มอบหมายให้กระทรวงพลังงานไปศึกษาเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่น ซึ่งจะต้องรายงานเรื่องโครงสร้างกลับมา ได้มีการขีดเส้นว่ากำหนดเมื่อใดนั้น นายกฯกล่าวว่า ได้เร่งรัดและพูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอยู่ตลอด
สกัดลอบขนน้ำมันทางทะเล
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีการปราบปราม การลักลอบขนน้ำมันทางทะเล ว่า ตามกลไกในฝั่งอ่าวไทย กองทัพเรือ มีศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) ทัพเรือภาค1 และ ทัพเรือภาค2 ซึ่งมี นายกฯเป็นประธาน ฯ และมีผู้บัญชาการทหารเรือเป็นรองประธานฯ มีกลไกตรวจสอบเรือทั้งหมด ซึ่งเรือทุกลำที่อยู่ในอ่าวไทยและอันดามัน จะมีระบบติดตาม ขณะเดียวกันยังมีกรมเจ้าท่าควบคุมอยู่ด้วย ข้อมูลจะยืนยันได้ว่าเรือแต่ละลำ รับน้ำมันเท่าไหร่ จากไหน และจะต้องถึงที่หมายเท่าไหร่ แต่หากมีการหยุดหรือประวิงเวลาเพื่อรอการปรับขึ้นราคาสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทั้งสิ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และตนเอง เคยลงพื้นที่ไปตรวจสอบมาแล้ว ดังนั้น ผู้ใดที่หวังจะประวิงเวลา ขอให้เห็นแก่ชาติบ้านเมือง อย่ากักตุนเข้าใจว่าต้องการกำไร แต่ในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ต้องช่วยกัน
สำหรับแนวทางการประหยัดพลังงานของเหล่าทัพ ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบเมื่อวานนี้ ยังเป็นไปตามนโยบายที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีต รมว.กลาโหมได้วางแนวทางเอาไว้ อย่างเช่นการทำงานที่บ้าน หน่วยไหนสามารถทำได้ก็ต้องดำเนินการไปก่อน ส่วนราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็น หนึ่งในยุทธปัจจัยของกองทัพ เริ่มได้รับผลกระทบหรือไม่ รมว.กลาโหม ระบุว่าขอไปตรวจสอบก่อนเพราะเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่ง
สั่งลดค่าการกลั่น2บาท
เย็นวันเดียวกัน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติให้อาศัยอำนาจ ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ออกประกาศกำหนดราคาน้ำมันดีเซล B7 และ B20 หน้าโรงกลั่นลดลง 2 บาท/ลิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้ประชาชน เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาขายปลีกหน้าปั๊ม
โดยมอบหมายสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เร่งร่างประกาศและลงราชกิจจานุเบกษาภายในวันที่ 8 เม.ย.2569 ให้มีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งหลังจากนั้นจะประชุมหารือกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เพื่อนำไปสู่การลดราคาขายปลีกดีเซล B7 และ B20 หน้าปั๊มลง อย่างน้อย 2 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตาม กบง. มีอำนาจที่จะสั่งให้โรงกลั่นดำเนินการตามที่กำหนด เพราะถ้าโรงกลั่นไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตาม พ.ร.ก.
หน้าปั้มจะต้องลดตามด้วย
นายเอกนัฏ กล่าวว่า จากการคำนวณเบื้องต้น หากปรับลดค่าการกลั่นหน้าโรงกลั่นได้ 2 บาท/ลิตร ราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มจะลดลงได้ 2.14 บาท/ลิตร แต่สุดท้ายราคาหน้าปั๊มจะลดลงได้เท่าไหร่ อย่างไร จะหารือกับกองทุนให้รอบด้านอีกครั้ง ซึ่งหากจำเป็นก็อาจจะลดค่าการกลั่นลงได้อีก 3, 4 และ 5 บาท หากสถานการณ์ยังวิกฤตและส่งผลกระทบรุนแรง หรือหากในอนาคตทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะสามารถกลับมาคิดค่าการกลั่นตามเดิมได้
“หลังจากนี้ จะประสานขอข้อมูลปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของโรงกลั่นระหว่างวันที่ 1-7 เม.ย.นี้ เพื่อนำมาคำนวณดูว่าจะสามารถลดค่าการกลั่นลงได้อีกเท่าไหร่ โดยคาดว่าจะพิจารณาลดลงได้อีกครั้งในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนเม.ย.นี้”นานเอกนัฏกล่าว
นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการขอเงินบริจาคจากโรงกลั่น เช่นเดียวกับเมื่อปี 2565 ต้องขอทำความเข้าใจว่า ไทยไม่ใช่รัฐอนาถา ที่จะมารอรับเงินบริจาคโรงกลั่น ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ชอบให้ใช้คำว่าบริจาค
3โรงกลั่นยอมอีก3ไม่ยอม
”ไทยมีโรงกลั่น 6 โรง แต่ยอมช่วย 3 โรง แต่อีก 3 โรงไม่ช่วย จะให้ 3 โรงนั้นรับผิดชอบเท่านั้นหรือ? ตัวเลข 2 บาท โรงกลั่นไม่ได้ขาดทุน การส่งคืนส่วนเกินจากที่ควรจะได้ ก็เป็นความรับผิดชอบ โดยยืนยันไม่ส่งผลกระทบสภาพคล่องของโรงกลั่น แม้ว่ากำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่เป็นการขาดทุนกำไร“นายเอกนัฏกล่าว