
อรรถกร อัด นโยบายรัฐบาลอนุทิน ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงสัญญาหาเสียง
วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.04 น.
‘อรรถกร’ อัดนโยบาย ‘รัฐบาลอนุทิน’ ไร้ตื่นตัว สวนทางวิกฤตประเทศ บี้ทวงทุกสัญญาหาเสียง ตั้งแต่ค่าไฟ-คนละครึ่ง-วีซ่าฟรี-เศรษฐกิจทรุด ลั่น ’กล้าธรรม‘ จะไม่ปล่อยให้รัฐบาลลืมคำพูดที่ให้ไว้ต่อประชาชน
วันที่ 9 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.45 น. การประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาล นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม(กธ.) อภิปรายการแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า รู้สึกเฉยๆ ไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันเปลี่ยนแปลง แต่อย่างไรก็ดีก็น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยท่านนายกอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ
“ผมขอพูดตรงๆ ว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย ที่ดวงไม่ดี พอชนะการเลือก กำลังแบ่งตำแหน่งก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า และต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง”นายอรรถกร กล่าว
นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่าน และความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชนลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น การที่เราในฐานะคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปอีกกี่เดือน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ที่ผ่านมาตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ แต่ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน เพื่อนำพาประเทศพ้นปัญหาไปได้
“เมื่อมาดูนโยบายต่างๆ อย่างแรกคือ ครม. มืออาชีพ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าคณะท่าน ประกอบจากคนในการเมืองและคนนอก ผมก็เข้าใจแต่ก็เป็นห่วงหนึ่งท่านที่ตอนนี้ได้แปลงร่างจากนักธุรกิจเป็นนักการเมืองเรียบร้อยแล้ว ท่านรองนายกและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่นเอง เพราะท่านเปิดตัวดังยิ่งกว่าพลุของงานวิจิตรเจ้าพระยา ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจุดเพื่อเป็นแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก แต่หลังจากประกาศหลายเรื่อง ตอนนี้ท่านมืออาชีพของผมค่อยๆ หายเข้ากลีบเมฆพร้อมกับคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ผมยังเชื่อมั่นท่านรองนายก ดังนั้นก็ขอให้ท่านนายกมอบหมายภารกิจให้ท่านเยอะๆ เพราะการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน หวังว่าท่านนายกจะไม่ลืมท่านศุภจี”นายอรรถกร กล่าว
.jpg)
นายอรรถกร กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งนโยบายเรื่องคนละครึ่งพลัส โดยคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ตนก็ไม่ได้ขัดข้อง แต่อุดหนุน 2,000 พอหรือไม่ ถ้าไม่พอจะเป็นคนละครึ่งพลัส พลัสได้หรือไม่ เพื่อทำครั้งเดียวให้เศรษฐกิจกระตุ้นขึ้นมา ก็หวังด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว อีกคำมั่นสัญญาที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดนั่นก็คือ ไฟฟ้า 3 บาทต่อหน่วย เพื่อบรรเทาภาระพลังงานแต่สิ่งที่สวนทางกับนโยบายท่านนายกจากภูมิใจไทยก็คือ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา สำนักงาน กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ งวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมันสวนทางกับนโยบายที่ประกาศไว้
นายอรรถกร กล่าวอีกว่า นโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่จะผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว เป็นนโยบายใหม่นั้น ตนเป็นห่วงมอเตอร์ไซค์เดิมจำนวนมหาศาล เราจะจัดการมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ใช้แล้วอย่างไร และในอนาคตแบตเตอรี่ที่มันจะต้องเสื่อมและถูกทิ้งจะจัดการอย่างไร ที่น่าสนใจคือผู้ผลิตและผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคงจะรวย รวยจนไม่มีกี่เกินเงินด้วยซ้ำ แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวของท่าน ตนไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่ขอให้คิดให้รอบคอบและเดินไปให้สุด ไม่ทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ เหมือนนโยบายสีเขียวในอดีตที่ยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้
สำหรับนโยบายทหารอาสาและพยาบาลอาสา นายอรรถกร มองว่า รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเป็นภาระผูกพันระยะยาวหลายปี จึงขอให้รัฐบาลพิจารณาค่าตอบแทนของอาสาสมัครเกษตร หรือ อกม. ซึ่งเป็นกลุ่มจิตอาสาภาคเกษตรที่ทำงานมายาวนานแต่ยังไม่เคยได้รับค่าตอบแทน ในด้านความมั่นคงนโยบายสร้างกำแพงป้องกันภัยรุกรานและยกเลิก MOU ที่รัฐบาลเคยประกาศบนเวทีหาเสียง โดยย้ำว่าจะติดตามอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลจะดำเนินการเมื่อใด
นายอรรถกร กล่าวว่า ส่วนเป้าหมายการผลักดัน GDP ให้เติบโต 3% ภายใน 4 ปี แม้จะเอาใจช่วยให้รัฐบาลทำได้ แต่สถานการณ์จริงดูเป็นเรื่องยาก เพราะหลายหน่วยงานทั้ง กกร. สภาพัฒน์ KKP SCB CIC IMF และศูนย์วิจัยกสิกรไทย ต่างประเมินว่า GDP ปีนี้จะเติบโตเพียง 1.2-2.5% เท่านั้น อีกประเด็น คือ นโยบายทบทวนการตรวจลงตราเข้าเมือง หรือ Free Visa นายอรรถกร ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีคนก่อนอย่างเร่งด่วน ในการทบทวนระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งหลายประเทศได้รับสิทธิพำนักในไทยถึง 60+30 วัน ทั้งที่นักท่องเที่ยวระยะสั้นมีค่าเฉลี่ยการพำนักเพียง 6-10 วัน และนักท่องเที่ยวระยะไกลเฉลี่ยไม่เกิน 22 วัน ระยะเวลาที่อนุญาตในปัจจุบันอาจยาวเกินความจำเป็น และอาจส่งผลกระทบต่อการเข้ามาพำนักอาศัยและแย่งงานแรงงานไทย จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินการทบทวนเรื่องนี้ อีกทั้งในประเด็นการบริหารภาครัฐ แม้รัฐบาลประกาศให้ความสำคัญกับการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต แต่ข้อมูลล่าสุดกลับสะท้อนว่าดัชนีดังกล่าวในปี 2568 ต่ำที่สุดในรอบ 19 ปี โดยไทยได้เพียง 33 คะแนนจาก 100 คะแนน
“คำแถลงของนายกฯระบุว่าจะเร่งเยียวยากลุ่มเปราะบางจากผลกระทบราคาน้ำมันและเศรษฐกิจ พร้อมสร้างโอกาสอย่างทั่วถึงให้ทุกกลุ่มอาชีพ แต่ตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมากลุ่มเปราะบางกลับไม่ได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ขณะที่กลุ่มทุนโดยเฉพาะกลุ่มทุนด้านพลังงาน กลับได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ผมจะเก็บเล่มนโยบายของรัฐบาลไว้ใกล้ตัว เพื่อคอยทวงถามทุกคำมั่นที่รัฐบาลให้ไว้ต่อรัฐสภา หากนายกฯและคณะรัฐมนตรีหลงลืมคำสัญญา ตนและ สส.พรรคกล้าธรรม ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะคอยเตือนความทรงจำของรัฐบาลต่อไป จนกว่าจะทำตามสิ่งที่ให้ไว้กับประชาชน”นายอรรถกร กล่าวว่า