พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พบแล้ว11ลำ DSIแกะรอยกลางทะเล เรือขนถ่ายกักตุนน้ำมัน

DSI เเกะรอยเจอแล้ว!! ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ใช้เรือ 11 ลำวิ่งตลอดเดือนมีนาคม 2569 เพื่อขนส่งน้ำมันกลางทะเลจ.สุราษฎร์ธานี พบความผิดปกติ 24 เที่ยว สาเหตุน้ำมันล่องหน 60 ล้านลิตร เร่งขยายผลพิรุธจากโรงกลั่นไปปลายทางตามเอกสารใบกำกับการขนส่งทางเรือ แย้ม บ.คลังน้ำมันรายใหญ่ในสุราษฎร์ฯ ใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่าจากกรณีเมื่อวันที่9 เม.ย. 2569 คณะกรรมการคดีพิเศษ(บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับกรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2569เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบเป็นคดีพิเศษนั้น

ความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน ว่าจากการขยายผลตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พบข้อมูลสำคัญกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่พบความผิดปกติระหว่างขนส่งกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 60 ล้านลิตร
จากเรือจำนวน 24 เที่ยว ที่มีพฤติการณ์วิ่งเรือล่าช้า ประวิงเวลา หรือวิ่งเรือโดยไม่เป็นไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งปริมาณน้ำมัน 60 ล้านลิตรดังกล่าว คือตัวเลขปริมาณน้ำมันล่าสุดจากที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) เคยตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีน้ำมันหายไป 57 ล้านลิตร อย่างไรก็ตาม หากย้อนดูข้อมูลการสืบสวนก่อนหน้านี้ ในห้วงเดือนมี.ค. 2569 พบว่ามีจำนวนเที่ยวเรือ 20 เที่ยวมาเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันปริมาณ57 ล้านลิตร ที่หายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ปัจจุบันนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขยายผลจากไทม์ไลน์วันที่ 1-31 มี.ค. จึงเจอเพิ่มเติมเป็น24 เที่ยวเรือ

ดังนั้น ปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องจึงเพิ่มเป็น 60 ล้านลิตร ที่เข้าข่ายพฤติการณ์เป็นการประวิงเวลา ชะลอการเดินเรือ และปฏิเสธการจำหน่ายน้ำมัน โดยมีวัตถุประสงค์อื่นซึ่งไม่สามารถสำแดงได้ ส่วนจะมีน้ำมันหายไปเท่าไรจากใน 60 ล้านลิตรนี้
ก็ต้องให้ทาง ศรชล. ตรวจสอบ และนอกจากนี้ ยังแกะรอยพบแล้วว่ามีจำนวนเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วจำนวน11 ลำ ซึ่งต้องขยายผลต่อไป ทั้งนี้ กรณีที่เรือมีจำนวนลำน้อยกว่าเที่ยวเรือก็เนื่องมาจากเรือ 1 ลำ อาจวิ่งถึงสองเที่ยวในเวลา 1 เดือน ส่วนชื่อบริษัทที่เป็นเจ้าของเรือ 11 ลำ ยังอยู่ระหว่างการขยายผล

“เบื้องต้นเรือ 11 ลำ ส่วนใหญ่เป็นเรือสัญชาติไทย และวิ่งในน่านน้ำเขตกรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง ศรีราชา มาบตาพุด ก่อนลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยพฤติการณ์การวิ่งของเรือนั้นเริ่มต้นด้วยการไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นที่อยู่ในช่องอาภัณฑุปกรณ์ ซึ่งจะมีในมาบตาพุด จ.ระยอง และ อ.ศรีราชาจ.ชลบุรี และโรงกลั่นในกรุงเทพมหานครจากนั้นวิ่งไปยังบริษัทคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ ระหว่างที่เรือล่องอยู่ในน่านน้ำนั้น คือสิ่งที่ต้องไปตรวจสอบดูว่ามีความผิดปกติในเส้นทางเดินเรืออย่างไรบ้าง เพราะตามหลักการแล้วเรือจากกรุงเทพมหานครไปยังปลายทางสุราษฎร์ธานี จะใช้เวลาวิ่งประมาณ35-40 ชม. โดยที่ยังไม่มีเงื่อนไขอื่นอย่างหลักอุทกศาสตร์ (Hydrography) จำพวกมรสุมต่างๆ มาเป็นอุปสรรค แต่พอห้วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 โดยเฉพาะกรณีเช้าวันที่ 26 มี.ค. 2569เวลา 05.00 น. หลังจากคืนวันที่ 25 มี.ค.2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง6 บาทต่อลิตรในวันเดียว นี่คือจุดสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนไปดูจำนวนเรือและจำนวนเที่ยวเรือที่มีการวิ่งในน่านน้ำช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 และได้พบกับความผิดปกติ ว่าเรือที่วิ่งลอยตัวอยู่ในน่านน้ำช่วงนั้น ประมาณ 24 เที่ยว (11 ลำ) มีการยืดระยะเวลาการเดินเรือออกไปมากกว่า 24 ชม. (1 วัน) หรือบางทีก็มากกว่า 48 ชม.(2 วัน) หรือแม้กระทั่งมากกว่า 72 ชม.(3 วัน) ซึ่งปกติแล้วเรือ 1 ลำ เฉลี่ยบรรทุกขนส่งน้ำมัน 2-3 ล้านลิตร ฉะนั้น หากต้นทางและปลายทางเหลือปริมาณน้ำมันไม่เท่ากันกับที่ระบุในใบขนส่ง ก็ต้องตรวจสอบว่าเกิดจากเหตุใดเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่ามันมีการเล็ดลอดของน้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างทางหรือไม่” แหล่งข่าวฯกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยอีกว่า สำหรับการแกะรอยของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะต้องย้อนไล่ตรวจสอบไปดูตัวเลขการขนส่งน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทางโดยเฉพาะเรือที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการขนส่งน้ำมันได้วิ่งตามเส้นทางเดินเรือปกติหรือไม่ ซึ่งสิ่งที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันได้ ก็คือ ใบกำกับการขนส่งทางเรือที่จะบ่งบอกได้ว่าเรือลำต่างๆ มีการวิ่งไปพักหรือชะลอที่ไหนบ้างหรือไม่ หรือแวะเติมน้ำมันที่ไหนบ้าง เป็นต้น เพราะเส้นทางต่างๆ หน่วยงานเกี่ยวข้องจะมีข้อมูลอยู่แล้ว อาทิ กรณีจังหวัดอุดรธานี ทางศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกรมเจ้าท่า จะเป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งในกรณีจากจังหวัดเชียงใหม่ไปกรุงเทพมหานคร โดยมีกรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่เป็นผู้ถือข้อมูล ซึ่งตัวเลขทั้งหมดในแต่ละจุดจะต้องนำมาเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพรวมว่ามีความผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้เวลาในการดูให้ครบถ้วนรอบด้าน

แหล่งข่าวระดับสูงฯ เผยต่อว่า สำหรับความผิดปกติอีกหนึ่งอย่างที่พบคือบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นหลังประกาศปรับราคาน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 26-27 มี.ค. 2569 นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัท, คลังน้ำมัน, สถานีบริการน้ำมัน ในจังหวัดปทุมธานี, ระยอง และสมุทรสาคร ที่พบอัตราการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น เพราะการใช้ไฟฟ้ามันคือแรงดันในการสร้าง ไม่เว้นแม้แต่สถานีให้บริการน้ำมัน ทุกครั้งที่กดหนึ่งหัวจ่าย ก็คิดเป็น7 บาท จึงต้องมีการใช้ไฟฟ้าอยู่แล้ว

ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า ในส่วนสำนวนการสืบสวนสอบสวนที่รับผิดชอบโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ได้เปิดปฏิบัติการสนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน เจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัด เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมันใน 3 จังหวัดดังกล่าว จะต้องมีการส่งรายละเอียดข้อมูลโอนมาให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพราะพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการประวิงเวลาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง การชะลอ และการกักตุน เพราะหลักฐานเบื้องต้น ในเรื่องของอัตราการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นของบริษัทในจังหวัดปทุมธานี ค่อนข้างชัดเจนว่า เดิมในช่วงวันที่ 20-25 มี.ค. 2569 กับช่วงวันที่ 26-28 มี.ค. 2569 มีความแตกต่างของอัตราการใช้ไฟฟ้าอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้อัตราไฟฟ้าไม่เกิน 500 กิโลวัตต์ แต่ช่วงหลังกลับใช้อัตราไฟฟ้าพุ่งสูงไปถึง 1,600 กิโลวัตต์ ซึ่งก็ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเอกสารใบสั่งซื้อ เพราะถ้าหากบริษัทคลังน้ำมันปลายทางที่จะต้องรับ มีจำนวนการสั่งของแล้ว หรือลูกค้ามีจำนวนการสั่งของแล้วเหมือนกันแต่คลังน้ำมันไม่ปล่อยจำหน่ายในช่วงเวลานั้น ก็เข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
มาตรา 25 (5) (12) ประกอบมาตรา 30และมาตรา 31 เช่นกัน

Leave a comment