
‘วีระพงษ์’ไขก๊อกปชป. หันไปร่วมงาน‘ศุภจี’
วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.
“อภิสิทธิ์” ยื่นคำขาด “วีระพงษ์” ไขก๊อกจากพรรคประชาธิปัตย์ หากรับเก้าอี้ผู้แทนการค้าไทยพ่วงที่ปรึกษา “ศุภจี” รอเจ้าตัวตัดสินใจดำเนินการ ด้านนายกฯ มอบรองนายกฯ–รมต.คุม18เขตตรวจราชการ พิพัฒน์ ดูภาคใต้,3จ.ชายแดน- ยศชนัน ดูภาคเหนือ- เอกนิติ ดูตะวันออก-ทรงศักดิ์-สุขสมรวย แบ่งคุมอีสาน
เมื่อวันที่ 12เม.ย.2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีที่นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมเป็นคณะที่ปรึกษาของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ และรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ว่า กรณีของนายวีระพงษ์นั้น ตนเห็นมีการโต้เถียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จึงอยากเรียนข้อเท็จจริงดังนี้ 1.ตนไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากนางศุภจี แต่นายวีระพงษ์ได้มาปรึกษาตนว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยเพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรีโดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ กรณีของนายวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมืองเป็นทางการและมีค่าตอบแทน ขณะนั้นผมเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยในลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล
จะไปก็ต้องลาออก
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า 2. เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายนายวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และรัฐบาลรวมทั้งประเทศจะได้ประโยชน์หากนายวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของนายวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้เกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัวในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่าหากนายวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่งดังกล่าว ก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรคและความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้จึงอยู่ที่นายวีระพงษ์จะตัดสินใจและดำเนินการ
คาด”วีระพงษ์”ลาออก
แหล่งข่าวระดับสูงจากพรรคประชาธิปัตย์เปิดเผยกับ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงรายละเอียดการทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ไปเป็นที่ปรึกษาของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่า หลังจากได้รับการติดต่อจากนางศุภจี ทางนายวีระพงษ์ ก็ได้ไปบอกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะไปร่วมงานกับนางศุภจี ในตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ซึ่งเป็นงานที่เคยทำมาก่อน โดยในช่วงแรกนางศุภจี จะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาก่อน เมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติก็จะตั้งเป็นผู้แทนการค้าไทยต่อไป
แหล่งข่าวบอกอีกว่า จริงๆแล้ว นายวีระพงษ์ ตั้งใจจะลาออกจากตำแหน่งรองหน้าพรรค แต่ยังเป็นสมาชิกพรรค แต่เมื่อมีผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์ไปให้สัมภาษณ์ว่าช็อกกับเรื่องนี้ จึงตัดสินใจว่าจะลาออกจากสมาชิกพรรคด้วย เพื่อจะไปร่วมงานกับนางศุภจี ตามที่ได้คุยกันไว้
มอบหมายรมต.คุม18เขต
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2569 เรื่อง มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เพื่อกำกับติดตามงานในภูมิภาค มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เร่งติดตามงานอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมประเมินผลและตรวจสอบโครงการ และงบประมาณ ดังนี้ 1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 5 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี และจ.สงขลา ,เขตตรวจราชการที่ 6 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จ.กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และจ.สตูล,เขตตรวจราชการที่ 7 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน จ.นราธิวาส ปัตตานี และจ.ยะลา
2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดเขตตรวจราชการที่ 10 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน 1 จ.บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู และจ.อุดรธานี ,เขตตรวจราชการที่ 11 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2 จ.นครพนม มุกดาหาร และจ.สกลนคร ,เขตตรวจราชการที่ 12 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง จ.กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม และจ.ร้อยเอ็ด 3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 8 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และจ.ระยอง
“ยศนันท์”คุมภาคเหนือ
4. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 15 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 จ.เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจ.ลำพูน,เขตตรวจราชการที่ 16 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 จ.เชียงราย น่าน พะเยาและจ.แพร่
5. น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล จ.นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และจ.สมุทรปราการ,เขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จ.จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และจ.สระแก้ว
6. นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 3 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 จ.กาญจนบุรี ราชบุรี และจ.สุพรรณบุรี,เขตตรวจราชการที่ 4 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และจ.สมุทรสาคร,เขตตรวจราชการที่ 17 ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 จ.ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย และจ.อุตรดิตถ์ 7. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 1 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน จ.ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี และจ.อ่างทอง,เขตตรวจราชการที่ 18 กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จ.กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และจ.อุทัยธานี 8.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ เขตตรวจราชการที่ 13 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 จ.ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และจ.สุรินทร์,เขตตรวจราชการที่14 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 จ.ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และจ.อุบลราชธานี
“ไอซ์-ช่อ”เดินตลาดท่าน้ำนนท์
ที่ตลาดนัดท่าน้ำนนท์ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมเดินตลาดพบประชาชน พร้อมพูดคุยสอบถามถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอย ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบัน โดยได้ร่วมพูดคุยกับทั้งพ่อค้าแม่ขายและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอย ถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันต่อราคาสินค้าและการค้าขาย พบว่าราคาสินค้าวัตถุดิบหลายรายการขึ้น และค่อนข้างส่งผลกระทบ โดยเฉพาะวัสดุจากพลาสติก น้ำมันพืช ขณะที่ผักผลไม้หลายรายการราคาขึ้นจากค่าขนส่งที่สูงขึ้น ขณะที่บางรายการ เช่น มะพร้าว และพืชผักนอกฤดูกาลอื่นๆ ราคาตกต่ำ อาหารทะเลหลายรายการมีการรับซื้อมาในราคาที่แพงขึ้น แต่โดยภาพรวมเกือบทุกร้านค้าพ่อค้าแม่ขายยังต้องตรึงราคาสินค้าไว้ ไม่กล้าขึ้นราคาเนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีผู้ซื้อ
น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าสิ่งที่ได้พบเห็นจากการสำรวจครั้งนี้คือ ตลาดในช่วงนี้ไม่ได้คึกคักอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ปกติเช้าวันอาทิตย์ในช่วงสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น
อีกสิ่งที่พบคือผู้ค้าในตลาดไม่ค่อยมีใครกล้าขึ้นราคาสินค้า เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบันก็แทบไม่มีลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าขึ้นราคาก็เกรงว่าจะไม่มีคนซื้อ แม้วัตถุดิบหลายอย่างจะขึ้นราคา แต่ยังคงต้องขายในราคาเท่าเดิม เช่น ร้านข้าวแกง ที่วัตถุดิบราคาขึ้นทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง ไม่สามารถขึ้นราคาไปมากกว่านี้ได้ ผักบางอย่างแม้จะปรับราคาสูงขึ้นตามฤดูกาลก็จริง แต่ผักบางรายการก็เห็นได้ชัดว่าขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น โดยภาพรวมสรุปได้ว่าวัตถุดิบขึ้นราคาทุกอย่าง แต่ผู้ค้าก็ต้องตรึงราคาเอาไว้
เศรษฐกิจหดตัว
น.ส.พรรณิการ์ กล่าวว่าสภาวะเช่นนี้ยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจหดตัวมากขึ้น ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายใช้สอยและเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบ ประชาชนจำนวนมากสะท้อนว่ามาตรการบัตรสวัสดิการ 100 บาท 1 เดือน เป็นจำนวนที่น้อยเกินไป เข้าใจว่ารัฐบาลต้องพิจารณาสภาวะการคลัง ขณะที่ประชาชนถูกเรียกร้องให้เข้าใจสภาวะการคลังของประเทศ แล้วรัฐบาลเข้าใจสภาวะการคลังประชาชนมากแค่ไหน สวัสดิการช่วยเหลือระยะสั้นควรพุ่งเป้า หาให้ได้ว่าใครจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ชาวประมง และกลุ่มเปราะบางต่างๆ แทนที่รัฐบาลจะบอกให้ประชาชนประหยัด รัฐบาลที่ต้องจัดทำงบประมาณต่างหากที่ควรประหยัด เพราะประชาชนประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดอย่างไรแล้ว โครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอ เอาเงินมาออกมาตรการระยะสั้นช่วยเหลือประชาชนดีกว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตัวเองว่าทุกเวลาที่เสียไปคือเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ