สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย    ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สงกรานต์ชุ่มฉ่ำทั่วไทย นายกฯอวยพร ตักตวงความสุขเต็มที่ ปชช.แห่กลับบ้านฉลอง ผ่าน2วันดับแล้ว71ศพ

2 วันอันตรายสงกรานต์ ดับแล้ว 71 ศพ เกิดอุบัติเหตุ 344 ครั้ง บาดเจ็บ 317 คน “น่าน-ลำปาง-ปราจีนฯ-พิษณุโลก” แชมป์สูญเสียสะสม ส่วน 39 จังหวัดตายเป็นศูนย์ ศปถ.กำชับจังหวัดดูแลความปลอดภัยพื้นที่เล่นสงกรานต์ ด้านกรมคุมประพฤติ เผยเมาขับสะสม 2 วัน ทะลุ 1,480 คดี

เมื่อวันที่ 12เมษายน ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 (ศปถ.) กล่าวว่า ศปถ.ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่2 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 208 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 185 คน ผู้เสียชีวิต 50 ราย

สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว ร้อยละ 45.71 ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 24.76 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ จักรยานยนต์ ร้อยละ 61 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 79.05 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 48.56 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 25 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 –12.00 น.ร้อยละ 21.90 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 22.88 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (14 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา และพิษณุโลก (จังหวัดละ 3 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (10–11 เมษายน 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 344 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 317 คน ผู้เสียชีวิต รวม 71 ราย จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ น่าน (17 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ น่าน และลำปาง (จังหวัดละ 17 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ ปราจีนบุรี และพิษณุโลก (จังหวัดละ 4 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 39 จังหวัด

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า วันเดียวกันนี้ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางถึงพื้นที่แล้ว บางส่วนยังอยู่ระหว่างเดินทางและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ บางพื้นที่เริ่มเล่นน้ำสงกรานต์แล้ว ศปถ.จึงประสานจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ตรวจตราพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ให้มีความปลอดภัย อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชน ติดป้ายเตือนพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ผ่านเส้นทาง พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงควบคุมไม่ให้จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี และการเร่ขายในพื้นที่เล่นน้ำสงกรานต์ สถานที่ท่องเที่ยว และบริเวณจัดงานรื่นเริง

ด้านนายธีรพัฒน์คัชมาตย์ อธิบดีปภ.ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ ศปถ.กล่าวว่า ศปถ.ยังคงเน้นย้ำการทำงานเชิงรุกของ “ด่านชุมชน” ควบคู่กับการ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อเฝ้าระวัง ตรวจตรา ป้องปราม ผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับ การไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย การไม่มีใบขับขี่ ก่อนออกจากพื้นที่ชุมชนตลอดทั้งวัน และให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าไปยังจุดจัดงานเล่นน้ำสงกรานต์ และจุดจัดกิจกรรมทางศาสนา โดยกวดขันห้ามปรามพฤติกรรมการเล่นน้ำที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน รวมถึงให้ฝ่ายปกครองและ อสม.ใช้กลไกด่านครอบครัวป้องปรามผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ขับขี่ยานพาหนะอย่างเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์“ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ขณะที่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมความประพฤติในวันที่ 11 เมษายน 2569 พบว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติรวมทั้งสิ้น 1,174 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถในขณะเมาสุรา 1,127 คดี คิดเป็นร้อยละ 96 และคดีขับเสพ 47 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.0ขณะเดียวกันสถิติคดีสะสมช่วง 2 วันแรก (10–11 เมษายน 2569) รวมทั้งสิ้น 1,610 คดี แบ่งเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา 1,480 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.9 คดีขับเสพ 127 คดี คิดเป็นร้อยละ 7.9 และคดีขับรถประมาท 3 คดี คิดเป็นร้อยละ0.2 สำหรับจังหวัดที่มีสถิติคดีขับรถขณะเมาสุราสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เชียงใหม่ 246 คดี นนทบุรี 147 คดี และสมุทรปราการ 145 คดี

อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าวว่า ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ภายใต้แนวคิด “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” และ “คุมประพฤติร่วมสร้างสังคมปลอดภัย ลดอุบัติภัยทางถนน” โดยกำชับให้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จัดกิจกรรมรณรงค์อย่างต่อเนื่อง อาทิ การสนับสนุนภารกิจ ณ ด่านชุมชนและด่านตรวจค้น 29 จุด มีผู้เข้าร่วม 386 ราย การจัดอบรมให้ความรู้ด้านกฎหมายจราจรและโทษภัยของแอลกอฮอล์ รวมถึงการนำผู้ถูกคุมความประพฤติเข้าร่วมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ผ่านระบบกล้องวงจรปิด (CCTV) แบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย

ร.ต.อ.ปิยะ กล่าวต่อว่า ขอฝากความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอให้ร่วมกันเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์อย่างมีความสุขควบคู่กับความปลอดภัย โดยยึดมั่นในวินัยจราจร เคารพสิทธิของผู้ใช้ถนนร่วมกัน และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง โดยเฉพาะ “ดื่มไม่ขับ ขับไม่ดื่ม” เพื่อร่วมกันลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน

ส่วนนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ยังคงมีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ได้พ่วงตู้โดยสารเพิ่มเติมในขบวนที่มีผู้โดยสารหนาแน่น และเตรียมขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มอีก 3 ขบวน สำหรับรองรับการเดินทางออกจาก กทม.ได้แก่ ขบวนที่ 973 กรุงเทพอภิวัฒน์–นครราชสีมา เวลา 09.20 น.,ขบวนที่5 กรุงเทพอภิวัฒน์-เชียงใหม่ เวลา 19.05 น. และขบวนที่ 983 กรุงเทพอภิวัฒน์– ยะลา เวลา 19.30น.

จากการติดตามสถานการณ์ในเส้นทางรถไฟ พบว่ายังคงมีบางพื้นที่มีการนำเศษหิน เศษไม้ หรือสิ่งของไปวางกีดขวางบนทางรถไฟ รวมถึงเหตุการณ์ไฟไหม้หญ้า หรือการเผาขยะในพื้นที่ใกล้เขตทางรถไฟ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่ง และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงถึงขั้นขบวนรถตกรางแล้ว กลุ่มควันยังส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยในการขับขี่ของพนักงานขับรถ และความร้อนอาจสร้างความเสียหายต่อระบบอาณัติสัญญาณ และระบบสื่อสารริมทาง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้โดยสารจำนวนมาก

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า ขอเตือนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวเด็ดขาด ทั้งการกีดขวางบนทางรถไฟ และจุดไฟเผาในเขตทาง หรือพื้นที่ใกล้เคียงเส้นทางรถไฟ และขอความร่วมมือช่วยกันเฝ้าระวัง หากพบเห็นการกระทำลักษณะนี้ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เนื่องจากเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษทางอาญา ทั้งนี้กำชับให้ รฟท.เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตรา และเฝ้าระวังจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของระบบราง

นายพิเชฐ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมการเดินทางด้วยระบบราง วันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันหยุดแรกของเทศกาลสงกรานต์ มีปริมาณการเดินทางรวม 1,008,625 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 11.42% แบ่งเป็น รถไฟระหว่างเมือง มีผู้ใช้บริการรวม 95,309 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 13.19% เป็นผู้โดยสารขาออก 52,450 คน-เที่ยว และขาเข้า 42,859 คน-เที่ยว แบ่งเป็นผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ 43,365 คน-เที่ยว และเชิงสังคม 51,944 คน-เที่ยว โดยเส้นทางที่มีผู้ใช้บริการสูงสุด ได้แก่ สายใต้ 34,714 คน-เที่ยว รองลงมาคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ 26,064 คน-เที่ยว สายเหนือ 17,693 คน-เที่ยว สายตะวันออก 10,157 คน-เที่ยว และสายมหาชัย/แม่กลอง 6,681 คน-เที่ยว ตามลำดับ

สำหรับระบบรถไฟฟ้า มีผู้ใช้บริการรวม 913,316 คน-เที่ยว ต่ำกว่าประมาณการ 11.23% แบ่งเป็น สายสีเขียว 451,368 คน-เที่ยว สายสีน้ำเงิน: 266,771 คน-เที่ยว แอร์พอร์ต เรลลิงก์52,150 คน-เที่ยว สายสีม่วง 35,357 คน-เที่ยว สายสีเหลือง 31,553 คน-เที่ยว สายสีแดง 25,409 คน-เที่ยว และสายสีทอง 12,838 คน-เที่ยว อย่างไรก็ตาม ขร.ได้กำชับผู้ให้บริการรถไฟฟ้าทุกสาย จัดเตรียมแผน และมาตรการบริหารจัดการฝูงชน (Crowd Control) อย่างเข้มงวด โดยเน้นจัดระเบียบการเข้า–ออกสถานีเพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก และการบริหารจัดการการระบายผู้โดยสาร เพื่อป้องกันความแออัด ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการเบียดเสียด หรือพลัดตกราง

พร้อมกันนั้น ได้ขอความร่วมมือผู้ใช้บริการหลีกเลี่ยงยืนใกล้ขอบชานชาลา หรือขอบสถานี และยืนรอรถไฟฟ้าหลังเส้นสีเหลืองตลอดเวลา และเทน้ำลงในภาชนะที่ทางผู้ให้บริการจัดเตรียมไว้ก่อนเข้าระบบรถไฟฟ้า หากพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือตกอยู่ในสภาวะที่ไม่พร้อมในการเดินทางบนชั้นชานชาลา ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานีทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ และป้องกันเหตุได้ทันท่วงที เพื่อให้การเดินทางช่วงเทศกาลเรียบร้อย และปลอดภัย

Leave a comment