แตกใบอ่อน : ประชาเละ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/202888

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำประกาศการนำนโยบาย “ประชารัฐ” มาเป็นกรอบการดำเนินนโยบายให้กับรัฐบาลของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

นายกรัฐมนตรี ที่มีขึ้นเมื่อสักประมาณเกือบๆ ปลายปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นคำประกาศที่ค่อนข้างได้ใจภาคส่วนต่างๆ ไม่น้อย โดยเฉพาะจากภาคประชาสังคม

เพราะย้อนหลังไปก่อนหน้านี้ถือเป็นช่วงเวลาประเทศไทยต้องบอบช้ำอย่างหนักกับนโยบาย “ประชานิยม” จากรัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าที่เข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะล่าสุดกับโครงการรับจำนำข้าว“ประชานิยมตัวแม่” ของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่สร้างความป่นปี้ให้กับสถานะการเงินการคลังของประเทศมาอย่างหนัก

กรอบความคิดของนโยบาย “ประชารัฐ” ถือเป็นกรอบความคิดที่ดีมาก และเป็นความคาดหวังของคนจำนวนไม่น้อย เพราะนโยบายประชารัฐจะมุ่งไปที่การใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งต่างจาก “ประชานิยม” ที่จะมุ่งแค่การสร้างความนิยมชมชอบของประชาชนในระยะสั้น เพื่อคะแนนเสียงของตัวเอง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลเสียที่อาจจะตามมาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นเสียงคำประกาศดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีจนถึงวันนี้ ซึ่งน่าจะล่วงเลยมาได้ประมาณ 6 เดือน ผมไม่แน่ใจว่า ความศรัทธา ความหวัง ที่ภาคประชาชนมีต่อนโยบายประชารัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จะยังคงเดิมอยู่หรือไม่

ถ้าให้พูดกันแบบตรงไปตรงมา ผมคงพูดได้ว่า โดยส่วนตัวผมยังเชื่อในตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีความมุ่งมั่นและจริงใจที่จะผลักดันแนวนโยบาย “ประชารัฐ” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นหลายครั้งในเรื่องนี้ อย่างเช่นล่าสุดกับกรณี “ประมงพื้นบ้าน” ที่ถูกล็อกคอห้ามทำการประมงเกิน 3 ไมล์ทะเล ตามมาตรา 34 ของพ.ร.ก.ประมง จนเดือดร้อนไปตามๆ กัน ซึ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ทราบเรื่องก็สั่งการให้แก้ไข

ดังนั้นเวลานี้จึงยังพูดได้อย่างเต็มปากว่า กับระดับนโยบายโดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี โดยส่วนตัวผมยังมั่นใจอยู่

แต่สิ่งที่ทำให้ผมหรือใครอีกหลายคนยังรู้สึกไม่มั่นใจ คือ ความเข้าใจ และการนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริงของเจ้าหน้าที่มากกว่า เพราะในช่วงที่ผ่านมายังคงมีเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ และหลายกรณีก็ค่อนข้างมีความชัดเจนว่า ประชาชนถูกคือ “ผู้เสียหาย” แต่แทนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปช่วยดูแลปัดเป่าให้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นหายไป กลับกระทำเหมือนเข้าข้าง “คู่กรณี”

จนท้ายที่สุด เราก็ยังคงต้องเห็นภาพของชาวบ้านออกมาร้องแรกแหกกระเชอยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรม โดยบางกลุ่ม บางคน ถึงกับต้องดั้นด้นเดินทางจากต่างจังหวัดมาร้องเรียนถึงนายกฯด้วยตัวเองที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะในพื้นที่ร้องจนเสียงแหบแล้วก็ไม่มีใครฟัง

กรณีเหมืองทอง จ.เลย กรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือแม้กระทั่งกรณีชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล และชาวเลไทยใหม่บ้านราไวย์ จ.ภูเก็ตที่ถูกไล่ที่ เหล่านี้เป็นแค่ตัวอย่างเบาะๆ ของกลุ่มชาวบ้านที่ยังคงต้องดิ้นรนถามหาความเป็นธรรมให้ตัวเอง

“นโยบายประชารัฐ” จะเกิดขึ้นจริงได้ ชาวบ้านต้องได้รับความเป็นธรรม

ถ้าทำไม่ได้ ก็จะกลายเป็นเพียงแค่ “ประชาเละ” ที่ไม่มีค่าอะไร

มะลิลา

Leave a comment