“ไก่อู”สยบข่าวน้ำแล้ง ยืนยันมีใช้อย่างเพียงพอ แนะสงกรานต์ต้องประหยัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/204446

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ไก่อู”สยบข่าวน้ำแล้ง

ยืนยันมีใช้อย่างเพียงพอ

แนะสงกรานต์ต้องประหยัด

“ไทย-พม่า”ถกปัญหาไฟป่า

ป้องกันหมอกควันภาคเหนือ

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงกระแสข่าวว่า ปริมาณน้ำอาจมีไม่พอใช้ในช่วงฤดูแล้งนี้ว่า ไม่เป็นความจริง เนื่องจากข้อมูลของกรมชลประทาน ระบุว่า ล่าสุดมีปริมาณน้ำใช้การได้ใน 4 เขื่อนหลัก คือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันอยู่ที่ 3,068 ล้านลบ.ม. ซึ่งนี่เป็นปริมาณน้ำที่ใช้ได้จริง ไม่รวมน้ำตายหรือน้ำก้นเขื่อนที่มีตะกอน

พร้อมกับย้ำว่าปริมาณน้ำดังกล่าวเพียงพอสำหรับทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศน์ ผลักดันน้ำเค็มตามลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปจนสิ้นฤดูแล้งอย่างแน่นอน ส่วนภาคการเกษตรนั้นเกษตรกรส่วนใหญ่รับรู้และเข้าใจดีแล้วว่ามีน้ำไม่เพียงพอ แต่ก็ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องการปลูกข้าวต่อไป โดยยืนยันว่าจะรับความเสี่ยงเอง ทั้งนี้แม้ปริมาณน้ำทุกเขื่อนจะเพียงพอที่จะจัดสรรไปหล่อเลี้ยงคนทั้งประเทศตลอดฤดูแล้ง แต่ต้องยอมรับว่าบางพื้นที่เกิดภาวะแล้งจริง

“รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัย 46 อำเภอ 12 จังหวัด เพื่อให้ ผวจ.สามารถอนุมัติงบประมาณไปใช้ในระดับอำเภอและท้องถิ่น และขอรับการสนับสนุนรถบรรทุกน้ำหรือเครื่องสูบน้ำได้ ส่วนภาคการเกษตร ครม.ได้อนุมัติมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. รวมกว่า 9.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 670,000 ราย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.สรรเสริญ ยังกล่าวต่ออีกว่า รัฐบาลยังเตรียมเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน ซึ่งเป็น 1 ใน 8 มาตรการรับมือวิกฤติภัยแล้ง โดยจะทำปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. นี้ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ กาญจนบุรี อุดรธานี นครราชสีมา จันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี และจะดำเนินการขุดบ่อบาดาลเพิ่มอีก 2,000 บ่อ ภายในเดือน เม.ย. ในพื้นที่ประสบภัยแล้งระยะเร่งด่วนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะมีประชาชนได้รับประโยชน์ 225,733 ครัวเรือน และย้ำว่านายกฯ เป็นห่วงเรื่องปัญหาภัยแล้งมาก

“ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายใช้น้ำอย่างประหยัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเคร่งครัด ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุมการจ่ายน้ำของการประปา ทั้งนี้รัฐบาลเตรียมรณรงค์ให้คนไทยประหยัดน้ำอย่างจริงจัง และเชิญชวนให้ใช้การรดน้ำดำหัวแทนการเล่นสาดน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อลดการใช้น้ำและสืบสานวัฒนธรรมที่งดงาม และยังได้กำชับให้กระทรวงการท่องเที่ยว เป็นหน่วยงานหลักสร้างความเข้าใจแก่นักท่องเที่ยว เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องปริมาณน้ำในโรงแรมที่พัก หรือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งอาจจะกระทบต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย” พล.ต.สรรเสริญ กล่าวย้ำ

ด้าน จ.พิจิตร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ภัยแล้งยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง โดยน้ำในคลองข้าวตอก ได้ลดระดับลง ทำให้ชาวบ้าน บ้านดงกลาง อ.เมืองพิจิตร ต้องนำรถแบ็คโฮ ลงทำการขุดบ่อน้ำกลางคลองข้าวตอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า บ่อน้ำซึม ซึ่งชาวบ้านต้องลงทุนในการจ้างเครื่องจักรกลมาทำการขุดบ่อน้ำ เพื่อรักษาระดับน้ำในบ่อให้เพียงพอใช้สำหรับทำการเกษตร โดยเฉพาะพืชผักสวนครัว อันเป็นรายได้สำคัญในช่วงหน้าแล้ง

สำหรับคลองข้าวตอกถือว่าเป็นแหล่งน้ำสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ ต.ดงกลาง ต.ดงป่าคำ ในเขต อ.เมืองพิจิตร เป็นคลองที่เป็นพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัวของชุมชน สร้างรายได้ให้กับประชาชน และเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการหล่อเลี้ยงการทำการเกษตร แต่หลังจากประสบปัญหาภัยแล้งน้ำในคลองแห้งขอดลงจนขาดเป็นช่วงเหลือเพียงแอ่งน้ำขนาดเล็กส่งผลต่อการผลิตพืชผลทางการเกษตร และระบบนิเวศน์ที่เคยอุดมสมบูรณ์มาอย่างยาวนาน

เช่นเดียวกับที่ จ.สตูล สถานการณ์ภัยแล้งที่เข้ามาเยือน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนใกล้เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองปลักพระยา เขาระยาบังสา ต.ฉลุง อ.เมือง ราว 20 คน กำลังช่วยกันสาละวนกับการจับปลาในคลองที่กำลังหืดแห้ง จากภัยแล้งที่เข้ามาเยือน โดยทุกปีชาวบ้านบอกว่า เมื่อน้ำในคลองรอบนอกเขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองปลักพระยา เขาระยาบังสา ประสบปัญหาภัยแล้ง ก็จะมาช่วยกันจับปลานิล ปลาหมอ ปลาช่อน และอีกหลากหลายชนิด มาทำเป็นอาหาร หรือไม่ก็นำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน

“การจับปลาในแต่ละครั้งจะช่วยกันจับได้มากสุด 70-80 กิโลกรัม แล้วมาแบ่งกันตามคนที่ช่วยจับในช่วงภัยแล้งที่มาเยือนเท่านั้น ได้เป็นกับข้าวและค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงเศรษฐกิจฝืดและภัยแล้งที่มาเยือนแบบนี้ อีกทั้งยังเป็นการแบ่งปันอาหารให้กันภายในหมู่บ้าน” ชาวบ้านรายหนึ่ง ระบุ

ขณะที่ จ.ตาก นายสุทธา สายวาณิชย์ รอง ผวจ.ตาก เป็นประธานการประชุมคณะทำงานเสริมสร้างความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้อง (sister city) ระหว่าง จ.ตาก ของไทย และ จ.เมียวดี ของเมียนมาครั้งที่ 2/2559 ณ ห้องประชุมชั้น 4 สำนักงานเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตาก อ.แม่สอด โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและเมียนมาเข้าร่วมประชุม ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือเรื่องสถานการณ์และมาตรการป้องกันไฟป่าและหมอกควันที่มักเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้ง รวมถึงการจุดไฟเผาพื้นที่การเกษตร สำหรับผลการหารือ ฝ่ายเมียนมาพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับฝ่ายไทย ส่วนฝ่ายไทยได้สนับสนุนอุปกรณ์ในการดับไฟป่าให้ฝ่ายเมียนมา

ส่วนที่ จ.เพชรบุรี นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี เป็นประธานเปิดงานวันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า ประจำปี 2559 ที่วนอุทยานชะอำ พร้อมปล่อยแถวขบวนเจ้าหน้าที่ และนักปั่นจักรยานอาสากว่า 500 คน ออกตรวจตราเฝ้าระวัง ตามถนนทั้งสายหลักและสายรองในพื้นที่ รวมระยะทาง 59 กิโลเมตร ป้องกันปัญหาไฟป่าและหมอกควัน

ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กล่าวว่า แม้สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันใน จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จะไม่รุนแรงเหมือนทางภาคเหนือ แต่ถือเป็นเรื่องดี ที่หน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่เห็นความสำคัญ ร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหา เพราะไฟป่าก่อให้เกิดหมอกควันมลพิษ อันจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่

Leave a comment