ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/263465
วันจันทร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
การยกระดับเกษตรกร เป็นองค์ประกอบสำคัญในการยกระดับประชากรไทยและพัฒนาให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นประเทศดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบตามนโยบาย Thailand 4.0 เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่อง Smart Farmer ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรพัฒนาศักยภาพของตนเอง นำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและการตลาด มีการติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการนำข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและต่อยอดผลผลิตของตนเองมากขึ้น
นายสุรเดช เตียวตระกูล อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า กรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร การสร้างศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรกร 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ตลอดจนการสร้างเกษตรกรต้นแบบ หรือ Smart Farmer โดยได้มีการถ่ายทอดไปยังหมอดินอาสาทั่วประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรม และเกษตรกรไทยในอนาคต

นายณรงค์ กลิ่นถือศีล หมอดินอาสาประจำตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรที่สืบทอดการทำเกษตรกรรมจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก จากการทำเกษตรแบบเชิงเดี่ยว การทำนาข้าวในพื้นที่ 58 ไร่ และใช้สารเคมีเป็นจำนวนมากมาตลอด เพราะขาดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก่อให้เกิดหนี้สิน จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำการเกษตรจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสาน ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินการใช้ปุ๋ยเคมีตามความจำเป็นและใช้ในปริมาณเหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาที่ดินนครปฐม การนำดินในพื้นที่ทำการเกษตรของตนไปตรวจวิเคราะห์ การจัดการพื้นที่ตามผลวิเคราะห์ดิน ได้รับคำแนะนำให้รู้จักถึงลักษณะของดินและรู้จักดินในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงการพัฒนาที่ดินและการปรับปรุงบำรุงดินโดยวิธีต่างๆ อาทิ การลดการเผาตอซังข้าว โดยเปลี่ยนมาเป็นการไถกลบ การปลูกพืชปุ๋ยสดอย่างเช่น ปอเทือง หลังการเก็บเกี่ยว เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน การตัดวงจรการระบายของโรคในพืช ลดการใช้สารเคมี ซึ่งเมื่อได้รับความรู้และนำความแนะนำต่างๆ มาปรับใช้ในพื้นที่ของตนจึงเริ่มเห็นผลที่เกิดขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิตที่ลดลง ผลผลิตและรายได้ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ได้รู้จักมูลนิธิข้าวขวัญซึ่งมีเกษตรกรที่ทำนา โดยวิธีปลอดภัยจากสารพิษจนประสบความสำเร็จ จึงเกิดความเชื่อถือและนำแนวคิดมาปรับใช้กับพื้นที่การทำนาของครอบครัว โดยเริ่มทดลองทำนาที่ปลอดภัยจากสารพิษเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา
นายณรงค์ บอกว่า การทำเกษตรแบบปลอดภัยเกษตรกรจะต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่โดยสร้างแนวกันชน ซึ่งประกอบไปด้วยคันดินความกว้าง 1 เมตร ขุดร่องน้ำรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของสารเคมีจากพื้นที่ข้างเคียง เพราะการทำเกษตรแบบปลอดภัยนั้นจะต้องเอื้อพื้นที่ทั้งหมด ว่าจะเป็น ดิน น้ำ และพืช ทั้งนี้ ยังได้มีการศึกษาถึงหลักการทำเกษตรทฤษฏีใหม่ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงชี้แนะแนวทางให้แก่เกษตรกรไทยจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรให้เหมาะสมมีความหลากหลายและครบวงจร เพื่อก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง ดังนั้นในพื้นที่58 ไร่ จึงได้แบ่งพื้นที่ทำการเกษตร ดังนี้ การทำนา การปลูกพืชผสมผสาน เช่น กล้วยหอม ต้นหม่อน ชะอม มะม่วง สะเดา ฯลฯ การเลี้ยงสัตว์ อาทิ ไก่ สุกร วัว และนำมูลสัตว์มาผลิตเป็นปุ๋ย การขุดบ่อเพื่อกักเก็บน้ำและเลี้ยงปลา พร้อมทั้งปลูกหญ้าแฝกรอบขอบบ่อป้องกันการพังทลายของดินและช่วยไม่ให้บ่อน้ำตื้นเขินจากตะกอนดินที่เกิดจากการชะล้างของน้ำฝน

นับว่าเป็นการใช้ระบบชีววิถีของธรรมชาติให้ธรรมชาติเกื้อกูลกัน ดูแลกันอีกทั้งสำรวจแมลงในแปลงนาควบคู่กับใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทานโรค และหากพบศัตรูพืชจะใช้สารไล่แมลง ได้แก่ น้ำสะเดาหมักโดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 เพื่อลดการระบาดของโรคและแมลง ใช้แหนแดงควบคุมวัชพืช พร้อมทั้งผลิตขยายและการใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อควบคุมและป้องกันเชื้อรา ในนาข้าวซึ่งเป็นการนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดินมาใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จนนำมาสู่การรับรองมาตรฐานแหล่งผลิตพืชปลอดภัย (Organic Thailand)
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการทำการเกษตรแบบครบวงจร จึงได้ริเริ่มและหันมาปลูกข้าวพันธุ์ที่นิยมบริโภคในชุมชนไว้แปรรูป โดยได้สร้างโรงสีขนาดกลาง เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวในรูปของข้าวกล้อง ปลายข้าว ข้าวท่อน รำ และแกลบ เพื่อจำหน่ายในชุมชน พร้อมปรับปรุงสถานที่แปลงนาของตนเองเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการทำนาระบบอินทรีย์ ลดต้นทุนการปลูกข้าว เป็นต้นแบบในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รักษา ระบบนิเวศให้คงอยู่เพื่อลูกหลานได้เห็นคุณค่าและหวงแหนต่อไป โดยได้รับการคัดเลือกเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรตำบลแหลมบัว ภายในศูนย์ฯ ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ 7 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมด้านการป้องกันกำจัดศัตรูพืช กิจกรรมด้านการแปรรูปข้าว กิจกรรมด้านชลประทาน (มีการเปิดประตูระบายน้ำ) กิจกรรมด้านการประมง (ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ) กิจกรรมด้านวิชาการ (ดูแปลงสาธิต) กิจกรรมด้านปศุสัตว์ (การเลี้ยงไก่ สุกร วัวฯลฯ) กิจกรรมการปลูกข้าวนาโยน (โยนกล้า) กิจกรรมด้านการพัฒนาที่ดิน (การผลิตปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ)

“นายณรงค์ กลิ่นถือศีล” ถือเป็นอีกหนึ่งแบบอย่างของเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จจากการทำการเกษตรแบบอินทรีย์และเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ก่อให้เกิดการลดต้นทุนการผลิต มีการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้คุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างแท้จริง จากการผลิตที่ถูกหลักการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) การวางแผนการผลิต การตลาด บวกความใฝ่รู้ในอาชีพ นำมาเป็นหลักการและความรู้ต่างๆ มาปรับใช้ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้ได้รับการสนับสนุนเข้าร่วมโครงการ Smart Farmer ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัดนครปฐม “เกษตรกรต้นแบบข้าวอินทรีย์”การทำนาที่มุ่งลดต้นทุน ควบคู่กับความปลอดภัย บวกความใฝ่รู้ในอาชีพชาวนาที่ไม่หยุดหย่อน โดยนำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทั้งถ่ายทอดภูมิแก่เพื่อนร่วมอาชีพ ของ “ณรงค์ กลิ่นถือศีล” เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 31 ปี แห่งเมืองนครปฐม ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัดการทำนาที่มุ่งลดต้นทุน ควบคู่กับความปลอดภัย บวกความใฝ่รู้ในอาชีพชาวนาที่ไม่หยุดหย่อน โดยนำมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ทั้งถ่ายทอดภูมิแก่เพื่อนร่วมอาชีพ ของ“ณรงค์กลิ่นถือศีล” เกษตรกรรุ่นใหม่ วัย 31 ปี แห่งเมืองนครปฐม ทำให้ได้รับคัดเลือกเป็น Smart Farmer ของจังหวัด
