ส่องเกษตร : ภาษีที่ดินกับเกษตรกรเจ้าสัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/263804

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

449007

“กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่พยายามผลักดันกันมาหลายยุคสมัย แต่ก็ถูกขัดขวาง มีปัญหาขัดข้อง ไม่ได้เกิดเสียที มาถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา จากการรัฐประหาร ดูท่าว่าจะสามารถออกมาบังคับใช้ได้ค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว

โดยครม.มีมติเมื่อ 21 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อใช้ทดแทนกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินกับกฎหมายภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ จะส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา คงใช้เวลาราว 2-3 เดือน จากนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะให้เวลาเตรียมการ 1 ปี ดังนั้น คาดจะมีผลบังคับใช้จริงๆก็ประมาณ 1 ม.ค.2562

เนื้อหาหลักๆ ของกฎหมายภาษีที่ดินฯที่ได้ข้อสรุปแล้ว จะยกเครื่องจัดเก็บภาษีที่ดินตามการใช้ประโยชน์ แบ่งเป็น 4 ประเภทคือ 1.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เพื่อเกษตรกรรม คิดอัตราภาษีไม่เกิน 0.2%ของฐานภาษี 2.ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่พักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 0.5% 3.ที่ดินเพื่อพาณิชยกรรมหรืออื่นๆ นอกจากเกษตรกรรมและพักอาศัย อัตราภาษีไม่เกิน 2% และ4. ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งว่างเปล่า ไม่ได้ทำประโยชน์ อัตราภาษีไม่เกิน 5% โดยจะกำหนดอัตราภาษีทุก 3 ปี

ว่ากันตามหลักการที่สวยหรู ภาษีที่ดินลักษณะนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ช่วยให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินมากขึ้น และแน่นอนว่า ภาครัฐจะจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นเพื่อนำมาใช้พัฒนาบ้านเมืองโดยเฉพาะท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งคาดว่า จากเดิมที่จัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่(อันล้าสมัย)ทั่วประเทศได้แค่ปีละประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เมื่อเปลี่ยนมาใช้ภาษีที่ดินนี้ จะเพิ่มขึ้นเป็น 6 หมื่นล้านบาทขึ้นไป

สำหรับชาวบ้านทั่วไป คนส่วนใหญ่มีบ้านพักราคาไม่แพง ก็ไม่เดือดร้อน เพราะจะเก็บภาษีเฉพาะบ้านหลังแรกที่ราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป แต่ถ้าคนมีหลายบ้าน จะถูกเรียกเก็บภาษีบ้านหลังที่ 2 เป็นต้นไป ไม่ว่าบ้านนั้นจะราคาเท่าไหร่ก็ตาม ส่วนที่ดินเพื่อเกษตรกรรมคิดอัตราภาษีที่ต่ำสุด ไม่น่ามีผลกระทบต่อเกษตรกรนักและที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม ก็สามารถผลักภาระภาษีนี้บวกเป็นต้นทุนในราคาสินค้าหรือบริการได้อยู่แล้ว

ที่น่าสนใจก็คือที่ดินที่เจ้าของทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ ซึ่งมีอยู่ไม่น้อยที่เจ้าของเป็นคนรวยซื้อที่กักตุนไว้ ถ้าเก็บไว้เฉยๆ ปล่อยให้รกร้าง ก็โดนภาษีอ่วมส่วนหนึ่งก็จะขายที่ดินออกไปให้คนที่จะใช้ทำประโยชน์จริงๆ แต่ก็มี“เจ้าที่ดิน”แลนด์ลอร์ดอยู่ไม่น้อย ที่ยังต้องการเก็บที่ดินไว้ เพราะราคามีแต่ขึ้นไม่มีลง ก็ต้องหาทางลดภาระภาษี ซึ่งทางออกก็คือนำไปใช้เพื่อการเกษตร

ช่วงนี้จึงมีข่าวว่า เจ้าที่ดินรายใหญ่ทั้งตัวบุคคลหรือบริษัทนิติบุคคล เตรียมหนทางไว้แล้ว

ทั้งนี้จากผลศึกษาของกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นรัฐไร้พรมแดนทำการสำรวจและเก็บข้อมูลการถือครองที่ดินในประเทศไทย จากกรมที่ดินเมื่อปี 2558 พบว่า เศรษฐีที่ดินที่ถือครองเกิน 1 พันไร่ขึ้นไปทั่วประเทศที่ทั้งสิ้น 837 ราย โดย 10 อันดับแรกนั้น อันดับ 1 ตระกูล“สิริวัฒนาภักดี”เจ้าของเบียร์ช้างมีที่ดิน 630,000 ไร่,อันดับ 2 ตระกูล“เจียรวนนท์”ของเจ้าสัวซีพี-ธนินท์ เจียรวนนท์ ไม่ต่ำกว่า 200,000 ไร่,อันดับ 3 บมจ.สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มทำธุรกิจน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในภาคใต้ มี 44,400 ไร่,อันดับ 4 สำนักงานทรัพย์สินฯ 30,000 ไร่,อันดับ 5 บมจ.ไออาร์พีซี 17,000 ไร่,อันดับ 6 ตระกูล“มาลีนนท์” 10,000 ไร่,อันดับ 7 นพ.บุญ วนาสิน 10,000 ไร่, อันดับ 8 วิชัย พูลวรลักษณ์ 7,000 ไร่,อันดับ 9 ตระกูล“เตชะณรงค์” 5,000 ไร่และอันดับ 10 ตระกูล“จุฬางกูร” 5,000 ไร่

นายวิชัย พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ บ.ดับเบิลยู พร็อพเพอร์ตี้ หนึ่งใน“เจ้าที่ดิน”รายใหญ่ ระบุว่า ได้เตรียมรองรับภาษีที่ดินไว้เรียบร้อย โดยที่ดินส่วนที่มีศักยภาพ จะเร่งนำไปพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วนที่ดินแปลงใหญ่มากที่มีอยู่ ก็จะไม่ตัดขายออกไป แต่จะบริหารจัดการให้มีภาระภาษีน้อยที่สุดนั่นคือ ต้องทำเป็นที่ดินการเกษตร ซึ่งมี 2 รูปแบบคือเจ้าของที่ดินเป็นเกษตรกรเองกับให้เช่าเพื่อทำเกษตร วิธีการคือต้องไปขึ้นทะเบียนที่ดินว่า มีวัตถุประสงค์ทำเกษตร โดยแจ้งต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นต้นสังกัดแปลงที่ดินตั้งอยู่ และต้องทำสัญญาเช่ากับเกษตรกรให้ชัดเจน เป็นหลักฐานยืนยันกับท้องถิ่น จังหวัด รวมทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะถ้าไม่อยากเสียภาษีแพงแล้วใช้วิธีแค่ปลูกผลไม้ดอกไม้ทิ้งไว้ในที่ดิน โดยไม่ไปลงทะเบียนไว้อีกหน่อยก็จะต้องโดนภาษีแพงอยู่ดี

ว่าตามนี้แล้ว ผลจากกฎหมายภาษีที่ดิน คงจะมี“เกษตรกรเจ้าสัว”เกิดขึ้นหลายราย และยังจะทำให้ภาคการเกษตรมีอะไรใหม่ๆ ตามมาอีก
แค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สาโรช บุญแสง

Leave a comment