ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/263806
วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
x
นายประพันธ์ สุดสวาทดิ์ เกษตรอำเภอบางแพ จ.ราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันพื้นที่การเกษตรของอำเภอบางแพ เป็นพื้นที่ปลูกไม้ผลยืนต้น และพืชผักหมุนเวียน โดยในช่วงฤดูแล้งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมในเรื่องการบริหารจัดการน้ำให้กับเกษตรกร และส่งเสริมให้ปลูกพืชผักหมุนเวียน โดยเน้นเป็นพืชผักอายุสั้น ใช้น้ำน้อย พร้อมกับส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีประหยัดน้ำชนิดต่างๆ อาทิ“สเปรย์น้ำ” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องการสร้างสภาวะแวดล้อมให้มีความชื้นเหมาะสมกับพืช เป็นการฉีดพ่นน้ำให้ออกมาเป็นละอองฝอย นอกจากจะประหยัดน้ำแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
นายบัญชา หนูเล็ก เกษตรกรต้นแบบการใช้ระบบสเปรย์น้ำ กล่าวว่า ผักหมุนเวียนที่เน้นปลูก ได้แก่ ผักกาดหอม คะน้าผักกุยช่าย เป็นต้น โดยจะมีพืชหลัก คือ กุยช่าย เนื่องจากเป็นผักที่ปลูกและสามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอด ต่างจากผักใบชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นผักที่สามารถเก็บจำหน่ายได้ทั้งดอกและต้น ที่สำคัญการผลิตก่อนที่จะเปลี่ยนรุ่นยังสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็นกุยช่ายขาวได้อีกด้วย โดยกุยช่ายขาวจะมีมูลค่าสูงกว่ากุยช่ายเขียว จึงทำให้กุยช่ายเป็นผักที่สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่นี้ ส่วนวิธีการปลูก จะเน้นการปลูกกุยช่ายด้วยการเพาะต้นกล้าเอง โดยจะเก็บเมล็ดจากดอกที่เห็นอยู่นี้มาเพาะแล้วหว่านลงในแปลง ประมาณ 4 เดือน เมื่อต้นกล้าแตกกอพอที่จะย้ายปลูกได้ ก็จะขุดต้นกล้าตัดรากและใบส่วนหัวออกก่อน
จากนั้นก็นำไปปลูกลงในแปลงคลุมฟาง ลดน้ำ พร้อมกับหว่านผักกาดหอมใส่ลงไปในแปลง เพราะกว่ากุยช่ายจะแตกกอใหม่เก็บเกี่ยวได้ก็ประมาณ 4 เดือน แต่ผักกาดหอมจะใช้เวลาเพียง 2 เดือนก็โตเต็มที่และสามารถเก็บเกี่ยวได้ ก็เป็นการสร้างรายได้ไปก่อนในระยะแรก ก่อนที่กุยช่ายจะให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ อีกทั้งผักกาดหอมจะป้องกันแมลงให้กุยช่ายและช่วยบังแสงแดดให้กับต้นกุยช่ายในช่วงแรกด้วย ทั้งนี้เทคนิคการทำกุยช่ายของตนนั้นได้ทำการทดลองใช้สเปรย์น้ำฉีดเป็นละออง พบว่ากุยช่ายเติบโตดีให้ผลผลิตเร็วขึ้น จากเดิมจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หลังจากปลูกไปแล้ว 4-5 เดือน แต่พอใช้ระบบประหยัดน้ำนี้ทำให้สามารถเริ่มเก็บผลผลิตขายได้ตั้งแต่กุยช่ายมีอายุได้3 เดือนครึ่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงและมีรายได้เร็วขึ้น จากการคำนวณค่าไฟจะตกอยู่ที่วันละ 30 กว่าบาท ถูกกว่าการใช้แรงงานคนและน้ำมันเป็นอย่างมาก นับเป็นเทคโนโลยีที่นอกจากจะช่วยประหยัดน้ำในช่วงฤดูแล้งแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนให้น้อยลงด้วย