ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/278304

ลูกไม้ใต้ต้น ‘อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ’ เรียนรู้ด้วยการลงมือทำ
แม้ในวัยเด็กจะเติบโตมากับการทำงานในฐานะ“กูรูรถ” ของผู้เป็นพ่อ แต่ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจเกือบจะไม่ได้ตามรอยเท้าพ่อ พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ หรือ “น้าเดช” กูรูรถรุ่นเก๋า เพราะความต้องการจะเป็นในอาชีพมีหลากหลาย แต่เพราะการเลี้ยงดูอีกเช่นกันที่ทำให้ลูกชายคนโตอย่าง อัษฎาวุธ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำของผู้เป็นพ่อ และทำให้เขาเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์-วิทยุ และนิตยสารด้านยานยนต์ และนำพาธุรกิจให้เติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
อัษฎาวุธ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาจิตวิทยา วิทยาลัยการฝึกหัดครู สถาบันราชภัฏพระนคร ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ Universityof Canberra, Australia ปัจจุบัน นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วี.เอ. แอนด์ซันส์ จำกัด ผู้ผลิตรายการวิทยุและโทรทัศน์เกี่ยวกับรถ, ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอดวานซ์แอคทิวิตี้ จำกัด รับจัดกิจกรรมคาราวาน กิจกรรมทดสอบรถ กิจกรรมสัมมนาแวดวงยานยนต์ และผู้จัดการทั่วไป บริษัท ออโต้คาร์ แมกกาซีน จำกัด ผู้ถือลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องจากนิตยสาร AUOTOCAR ประเทศอังกฤษ ในการผลิตนิตยสาร AUTOCAR THAILAND ที่วางแผงทุกวันศุกร์แรกของเดือน
“ตอนผมไปเรียนต่อต่างประเทศ อยากมีรถ แต่พ่อ-แม่ไม่ซื้อให้ ผมไปรับจ้างล้างจานที่ร้านอาหารไทย คำนวณแล้วว่าต้องล้างจานกี่ใบถึงจะซื้อรถได้ ในที่สุดก็ซื้อรถคันแรกด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองได้ ยี่ห้อ HOLDEN V6ช่วงที่ผมไปล้างจานก็เกิดความคิดว่าอยากจะเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยขึ้นมา เป็นช่วงที่เรียนโทจบแล้ว คุณแม่ก็มาหา ท่านก็ถามผมว่า ถ้าทำร้านอาหารไทยที่ออสเตรเลียนี่คิดว่าจะได้เงินเท่าไหร่ ผมก็คิดตัวเลข คิดแผนเสร็จสรรพ แล้วว่าถ้าทำแบบนี้ๆ ปีหนึ่งผมจะทำกำไรได้อย่างต่ำปีละ 5 ล้านบาท แม่ก็บอกว่าก็เยอะนะ แต่เห็นไหมว่าวงจรชีวิตเจ้าของร้านจริงๆ เป็นอย่างไร นอนดึก ตื่นสาย ปิดร้านก็สังสรรค์ต่อ บางคนเข้าบ่อน มันคุ้มกับกำไรที่ได้หรือเปล่า แต่ที่เด็ดคือคุณแม่ทิ้งท้ายว่า แล้วธุรกิจที่พ่อกับแม่ทำไว้ใครจะทำต่อ แล้วแม่ก็บินกลับทิ้งตั๋วเครื่องบินที่บุ๊คกิ้งไว้ว่าอีก 4 เดือนข้างหน้าต้องเดินทาง ผมก็มาคิดตามที่คุณแม่พูด เออก็จริงนะ ผมเป็นลูกชายคนโต ก็เห็นทุกสิ่งที่พ่อกับแม่ทำมามากกว่าน้องๆ ทุกคน ถ้าผมไม่กลับ ท่านก็ยังต้องเหนื่อยต่อไป ผมก็เลยกลับ”
ถึงแม้จะเป็นลูกเจ้าของธุรกิจ แต่การเข้ามาทำงานก็ไม่ใช่ว่านั่งเก้าอี้บริหารแล้วสั่งงานได้ ดั่งคำสอนเตือนสติของบุพการีที่ว่า ไม่มีสูตรสำเร็จจากมหาวิทยาลัย อย่าคิดว่าเรียนจบปริญญามาจะทำงานเป็น อัษฎาวุธ จึงต้องมาเรียนรู้งานไม่ต่างกับการไปเป็นลูกจ้างคนอื่น

“ผมช่วยคุณพ่อทำรายการมาตั้งแต่ก่อนจะไปเรียนต่อแล้ว แต่ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้เรื่องรถมากเหมือนท่าน พอถึงเวลาที่เราต้องมาทำงานจริงจัง เป็นช่วงที่บริษัทกำลังเติบโต ได้เวลาทำรายการเพิ่ม สิ่งที่ผมทำ ก็เป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้จากคุณพ่อ คือเราต้องทำงานทุกอย่างให้เป็น เพื่อที่จะได้สั่งงานลูกน้องได้ เรียนรู้ทั้งกระบวนการเลยว่ากว่าจะเป็นรายการทีวี.ต้องทำอะไรบ้าง ผมทำทุกอย่างตั้งแต่ขับรถพากองไปถ่ายรายการ ไปเรียนรู้ว่าตากล้องจะถ่ายภาพอย่างไร มุมกล้องแบบไหน ไปนั่งในห้องตัดต่อ ดูวิธีการตัดต่อ เพราะตอนที่คุณพ่อเริ่มทำรายการ ท่านก็ใช้วิธีการนี้เหมือนกัน คือท่านจะบอกเสมอว่ารู้อะไรก็ต้องรู้ให้จริง ทำให้เป็น หรือตอนที่เริ่มทำแมกกาซีน AUTOCAR THAILAND หนังสือร้อยกว่าหน้าผมก็เป็นคนแปลเอง เอาจริงๆ ผมว่านะ การมาเป็นผู้บริหาร หรือเป็นผู้นำนี่ยากกว่าไปเป็นลูกจ้างเขาอีก เพราะอยู่ตรงนี้ผมต้องแบกรับความรับผิดชอบ”
กว่า 15 ปีที่เข้ามารับงานต่อจากผู้เป็นพ่อ ซึ่งวันนี้เขาได้พิสูจน์ฝีมือเป็นที่ประจักษ์ในฐานะ “กูรูรถ” และผู้บริหารรุ่นใหม่ของวงการสื่อด้านยานยนต์ รวมถึงการเป็นออกาไนซ์งานมอเตอร์โชว์น้องใหม่ภายใต้ชื่อ “FAST Auto Show Thailand” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-2 กรกฎาคม 2560 ณ ไบเทคบางนา
“เริ่มจากผมจัดงานโชว์ขายรถมือสองก่อน จัดช่วงสุดสัปดาห์หมุนไปตามที่ต่างๆ จนได้มารับโจทย์จากลูกค้าที่มาชมงานว่าทำไมไม่มีรถใหม่ด้วย และด้วยหลักการทำงานของผมกับคุณพ่อ คือถ้าอะไรที่เราไม่ถนัด เราไม่ทำ ไม่ทำในที่นี้ คือเราไม่ทำเอง แต่เรามีเพื่อนก็ชวนเพื่อนมาทำ ซึ่งก็คือพี่ชลัทชัย ปภัสร์พงษ์ แห่งสื่อสากล เป็นรุ่นพี่ที่อัสสัมชัญ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของงานมอเตอร์เอ็กซโป ก็เอาแนวคิดไปเสนอพี่ เขาก็ตกลง ผมก็เลยรับหน้าที่ในส่วนของรถมือสอง พี่ชลัทชัยก็เป็นรถใหม่ FAST Auto Show Thailand จึงเป็นงานแรกและงานเดียวของประเทศไทยที่กล้าเอารถใช้แล้วมาประชันกับรถใหม่ป้ายแดง ปรากฏว่าปีแรกได้รับการตอบรับดีมาก ทั้งจากค่ายรถเองและลูกค้าที่มาซื้อรถ เพราะเรารับประกันคุณภาพรถใช้แล้วไม่พอใจยินดีคืนเงิน ตั้งแต่จัดงานมาก็ยังไม่มีลูกค้าเอารถมาขอคืนเงิน จากพื้นที่ไม่กี่พันตารางเมตร มาปีนี้ก็เพิ่มเป็น 16,000 ตร.ม. ก็มีเสียงเรียกร้องให้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น แต่สำหรับผมยึดหลักความแน่นอน อาจจะเป็นสองปีข้างหน้าที่จะขยายพื้นที่จัดงาน”
ทั้งการผลิตรายการโทรทัศน์ วิทยุ นิตยสาร งานอีเว้นท์ แต่ใครจะเชื่อว่าทั้งสามบริษัทรวมกันทุกแผนกมีทีมงานเพียงแค่ 20 ชีวิต
“ถามว่าน้อยไหมกับงานที่มีอยู่ คนอื่นอาจจะมองว่าน้อย แต่ทีมงานผมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมเองยังไม่คิดว่าจะขยายไปมากกว่านี้ เพราะเราอยู่กันแบบครอบครัว มีปัญหาอะไรเรามาคุยกัน ปรึกษากัน ทำให้บรรยากาศการทำงานมันมีความสุข ทุกคนอยากทำงานออกมาให้ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกันผมก็พยายามที่ปลูกฝังให้พวกเขาเห็นความสำคัญของครอบครัวด้วย เพราะผมโตมากับภาพที่พ่อ-แม่ทำงานหนัก พ่ออยู่ห้องตัด แม่ก็พาผมกับน้องๆ ไปกินข้าวกับพ่อในห้องตัด พ่อจัดแรลลี่ผมก็ต้องไปช่วยจดคะแนน ไม่ใช่ไม่ดีนะ เราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันก็จริง แต่มันไม่ใช่เวลาของครอบครัว พอผมมามีครอบครัวเองผมก็จะแบ่งเวลาที่ชัดเจน งานคืองาน ครอบครัวคือครอบครัว ผมจะบอกกับน้องๆ เสมอถ้างานมันไม่ได้เร่งด่วนคอขาดบาดตาย ไม่ต้องทำโอทีหรอก กลับบ้านไปใช้เวลาอยู่กับครอบครัวดีกว่า ผมไม่ได้งกนะ แต่มันไม่คุ้มหรอก ถ้าคุณจะทุ่มเทให้กับงานจนละเลยสิ่งสำคัญในชีวิต”
คำถามสุดท้าย ถามว่าความสุขวันนี้ของเขาคืออะไร คำตอบคือ การได้เห็นพ่อ-แม่วางมือจากงานหนักที่ท่านเคยทำมาตลอดชีวิตและมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น รวมถึงการจะได้เป็น “คุณพ่อมือใหม่” ของลูกสาวที่กำลังจะลืมตาดูโลกในเร็วๆ นี้ ถือว่าเป็นความสำเร็จอีกขั้นของผู้ชายที่ชื่อ อัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ