ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/entertain/399833

‘โอบ-โดม’ชวนดู ภ. ‘แสงกระสือ’(Live)
โดมผู้กำกับ เล่าว่าเป็นการตีความกระสือในแบบใหม่ กระสือในภาพของคนรู้สึกว่าเป็นอะไรที่เชย แล้วในรอบ10ปีก็ไม่เห็นว่ามีใครเอามาทำเลย เห็นว่ามีโอกาสดีเลยลองเอามาทำและตีความใหม่โดยเรื่องราวที่เป็นความรัก ที่มีการไล่ล่าด้วยกราฟิกที่มีความทันสมัย เพื่อพัฒนาให้น่าดูและคนสมัยใหม่ดูมากขึ้น จริงๆแล้วกระสือเป็นผีไทยที่มีลักษณะเป็นตัวประหลาดที่ไม่ใช่วิญญาณ สามารถจับต้องได้คนอาจจะติดว่ามันเป็นผีแต่จริงๆแล้วมันคือสัตว์ประหลาด เพราะฉะนั้นหนังเรื่องนี้มีแก่นและทิศทางไปในทางหนังสัตว์ประหลาด เป็นความรักระหว่างคนกับสัตว์ประหลาด และสัตว์ประหลาดต้องโดนไล่ล่า
เขียนบทประมาณ 1ปี โดยมะเดี่ยว –ชูเกียรติ ที่เขียน13เกมสยอง รักแห่งสยาม ทีมโปรดักซ์ชั่นใช้เวลาถ่ายทำ1ปี แล้วทำCG อีก1ปี จริงต้องฉายเมื่อปีที่แล้วแต่ต้องทำเพิ่มเรื่อย จนมันต้องมาเป็นปีนี้ 3ปีพอดี เรื่องนี้เป็นหนังไทยที่ยาวเรื่องแรกของผม ยากเพราะไม่ได้มีประสบการณ์ เรื่องLast Summer เป็นซีรีย์สั่นๆ 40-50นาที เรื่องนี้2 ชั่วโมง รู้สึกยากไปหมดเพราะทำยังไงจะให้คนดูสนุก ก็พยายามที่จะทำมัน ทำได้ประมาณ 90% จากภาพที่คิด
ตอนแรกโปรเจ็คต์นี้ตอนแรกก็ได้มีการถ่ายทำแบบสั้นๆประมาณ2นาที เลยชวนโอบ มาเห็นว่าเล่นหนังแล้วคาแรคเตอร์ได้เลยชวนมา รู้จักเขาจากผลงานเล่นดี ให้แคทติ้งติดต่อไป ตอนนั้นถ่ายทำแบบสั้นๆ ตั้งแต่หนังยังไม่ถูกสร้าง ซึ่งมันอาจจะไม่ถูกสร้างก็ได้ พอมาเล่นให้ก็ถูกสร้างได้โอบมาก่อน แล้วก็ได้ มินนี่ และเกรท พยายามแคสติ่งคนที่มีเคมีร่วมดันจนมาลงตัวที่ 3คนนี้
ด้านหนุ่ม โอบก็ยอมรับเลยว่าตอนแรกก็รู้สึกงง เพราะตอนถ่ายแบบสั้นๆมันไม่มีอะไรเลย นอกจากจากให้วิ่งและเจอควัน ได้ลองถ่ายแบบสั้นๆก็ไม่รู้ว่าหนังจะได้ทำหรือเปล่าเพราะต้องไปขายก่อน ก็เลยลองดูเพราะคิดว่าน่าจะสนุก ตอนแรกก็รู้สึกว่าหนังสือกระสือจะเล่นรอดไหม ถ่ายสั้นๆแล้วก็หายไปปีกว่า แล้วก็เริ่มมีบทพอได้มาดูบทก็ได้ไปแคสเพื่อยืนยันว่าจะเป็นเราจริงๆ
ในเรื่องนี้รับบทเป็นน้อย ย้อนกลับช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยความที่ยังเป็นต่างจังหวัดกับพระนคร น้อยเป็นเด็กที่โตมาในหมู่บ้านหนึ่งที่ชนบทและย้ายไปพระนคร วันหนึ่งเกิดสงครามโลกก็เลยทำให้น้อยไม่มีที่อยู่กลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกครั้ง ทีนี้ สาย (มินนี่-ภัณฑิรา) กับเจิด(เกรท-สพล) เป็นที่พึ่งสุดท้ายของน้อยพอกลับมาหมู่บ้านก็มีข่าวว่ามีกระสือ คนก็อยากจะออกมาฆ่ามาจัดการ ด้วยความที่น้อยเป็นเด็กสมัยใหม่ การมองเห็นด้วยตาและทฤษฎีจึงจะอธิบายได้ว่ามีกระสือจริงๆ จึงไม่เชื่อว่ามีและคิดว่าคนที่เข้ามาพูดคือมิจฉาชีพ ต้องการเข้ามาแสวงหาประโยชน์ น้อยจึงอยากทำให้คนในหมู่บ้านได้เห็น ว่าแสงที่เห็นวิทยาศาสตร์สามารถอธิยานได้จนวันหนึ่งมันได้ไปเห็นว่า สายเป็นกระสือ ไม่เชื่อและพอมาเห็นด้วยตาจึงช็อกเข้าไปใหญ่ และกระสือเป็นคนรู้สึกที่สนิทสนมด้วย แต่ก็ยังคงความเป็นคนดื้อคิดว่ากระสือเป็นแค่โรคร้ายแรงคิดว่ารักษาได้ เลยไปหาวิธีการเพื่อที่จะรักษาสายให้หาย
ซึ่งการเลือกช่วงเวลาในการถ่ายทำเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่2 เลือกให้เป็นเรื่องที่อยู่ในต่างจังหวัด คิดว่าต่างจังหวัดน่าจะเล่าเรื่องพวกนี้ได้ดีกว่า มีท้องทุ่ง มีความมืด และอยากให้ย้อนยุคและรู้สึกว่าเป็นโรคที่เราสามารถจะเล่าเรื่องอะไรก็ได้ มีช่วงว่างทางประวัติศาสตร์ มีความลึกลับ ส่วนเรื่องกระแสตอบรับคิดว่าคนส่วนใหญ่จะคิดว่า เฮ้ยหนังไทยหรอวะงานภาพหรือCG มันขนาดนี้เลยหรอ รู้สึกว่าสวยงามและแปลก ก็ได้รับกระแสตอบรับดี
สำหรับโอบ ก็มีเรื่องภาพในการถ่ายทำ คนบอกว่าภาพสวยมาก ตอนที่เล่นเสร็จไปดูโมนิเตอร์ก็รู้สึกว่าแสงมันสวย ภาพก็ดีแล้วแต่พอมาเห็นเป็นตัวหนังจริงๆมันก็เกินกว่าที่ดูมากเหมือนกัน ตอนที่เล่นมันต้องเป็นจินตนาการ พอออกมาจริงเป็นCG รู้สึกว่ามันขนาดนี้เลยหรอ ตอนเล่นมินนี่จะใส่ชุดสีเขียวเห็นแต่คอ ส่วนตัวเป็นคนไม่เชื่อเรื่องนี้นะแต่ว่ากลัวผีและไม่อยากเจอผี พอได้ลองมาเล่นก็มีทัศนคติที่ตรงกับตัวละครพอดีก็เลยเอาตรงนี้มานำเสนอ ผู้กำกับก็ขอเสริมเลยว่าจริงๆหนังมันเหมือนนิทานเรื่องราว เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจริงอะไรปลอม เหมือนเวลาเราฟังนิทานดีๆสักเรื่องมันก็อาจะเป็นเรื่องที่ไม่จริงแต่ว่าหนังเรื่องมันมันก็พูดถึงเรื่องความจริงของความรักที่เอาชนะทุกอย่าง แม้กระทั้งความเกลียดชัง คิดว่าอันนี้คือความจริง
ทั้งสองหนุ่มก็ขอฝากหนังเรื่องแสงกระสือ 14 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ ถอดหัวเหมือนเดิมแต่ตำนานที่ทำยังเป็นยังไง เป็นกระสือวัยรุ่น อยากให้ไปดูในโรงภาพยนตร์เพราะงานภาพดีจริงๆและยกระดับCG และทำให้รู้สึกว้าว พัฒนาอุสาหกรรมหนังไทยอีกขึ้น ไม่อยากให้พลาด ถึงแม้จะถูกฉายในโรงหนังเยงแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่มันคือความตั้งใจของพวกเรา ถ้าดีก็ฝากบอกต่อด้วยครับ