ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/405396

สมเด็จพระเทพรัตนฯกับพระราชปณิธาน สู่การพัฒนาอาชีพที่ยั่งยืน
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้น วรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา เห็นได้จาก พระราชจริยาวัตรที่ประชาชนทั่วไปได้ประจักษ์ คือ พระเมตตาและความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญๆ อันเป็นประโยชน์หลักของบ้านเมือง เกือบทุกด้าน
ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจสืบสาน ต่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย โดยเฉพาะการทรงงาน ด้านการบริหารองค์การ และมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในโอกาสต่างๆ อยู่เนืองๆ
นับแต่แรกของการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงจัดตั้งโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนผู้ยากไร้ในชนบท โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพอนามัย และแก้ไขปัญหาภาวะทุพโภชนาการ ทรงริเริ่มโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตั้งแต่พุทธศักราช 2523 เนื่องจากทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ให้ก่อสร้างโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ศูนย์การเรียนชุมชนสำหรับชาวไทยภูเขา ห้องเรียนเคลื่อนที่ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์เป็นค่าตอบแทนครูผู้สอน และทรงจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนพระราชทาน เพื่อให้เยาวชนมีโอกาสได้รับการศึกษาที่เหมาะสม จะได้มีความสามารถในการพึ่งตนเอง และเป็นที่พึ่งของครอบครัวได้ในอนาคต ทรงติดตามการดำเนินงาน โครงการตามพระราชดำริอย่างใกล้ชิด และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในโครงการ ด้วยพระองค์เองเสมอ
อย่างไรก็ตามทรงตระหนักว่าการพัฒนาเด็กและเยาวชนเพียงกลุ่มเดียว คงไม่เพียงพอ ที่จะทำให้เกิดความมั่นคง ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ต้องช่วยเหลือครอบครัวของเด็กและเยาวชนในชุมชนนั้นด้วย พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ส่งเสริมอาชีพ แก่ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ด้วยการดำเนินงาน“การพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชน ในถิ่นทุรกันดาร” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมาโดยทรงมีพระราชประสงค์ เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดาร รวมกันเป็นกลุ่มอาชีพ ผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ของกลุ่มขึ้นมาเพื่อนำไปจำหน่าย ซึ่งจะทำให้ครอบครัวของประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถพึ่งตนเองได้ และยังส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมทั้งยังทำให้เกิดความร่วมมือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดทักษะในการใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน และสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อีกด้วย
โดยพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนากลุ่มอาชีพประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพื้นที่ที่อยู่ตามแนวชายแดน ซึ่งห่างไกลความเจริญ การคมนาคมไม่สะดวก และเป็นพื้นที่ที่มีความขาดแคลน ได้แก่ พื้นที่หมู่บ้านที่อยู่ในเขตบริการทางการศึกษาของโรงเรียน ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” ศูนย์พัฒนาเด็กวัยเตาะแตะ และพื้นที่อื่นๆ ตามพระราชประสงค์
.jpg)
และเมื่อปี พ.ศ. 2544 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งร้านขึ้น ในกองทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร (กพด.) พระราชทานชื่อร้านว่า “ร้านภูฟ้า” เพื่อสนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของโครงการส่งเสริมอาชีพ ตามพระราชดำริฯ เป็นการสร้างวงจรการผลิตและการตลาดที่สมบูรณ์ จากการผลิตของชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารสู่กระบวนการทางการตลาดไปยังลูกค้าในเมือง เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีการจัดการคลังสินค้าที่เหมาะสม และมีแหล่งจำหน่ายประจำที่ถาวร โดยมีคณะผู้บริหารงานที่
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มาช่วยงาน
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิต จำแนกออกได้เป็น 6 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 ผ้าฝ้ายและผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้าย ประเภทที่ 2 เครื่องจักสาน แกะสลักและวัสดุจากธรรมชาติ ประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ไม้กวาด ผลิตภัณฑ์จักสาน และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ ประเภทที่ 3 ผลผลิตทางการเกษตร ประเภทที่ 4 ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหม ประเภทที่ 5 ผลิตภัณฑ์ตัดเย็บเสื้อผ้า ประเภทที่ 6 ผลิตภัณฑ์ปักและตกแต่งผ้า ประกอบด้วย กลุ่มผ้าปัก และกลุ่มผลิตภัณฑ์บาติก
พระเมตตาของพระองค์ ยังไม่จำกัดเฉพาะประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ทรงได้พระราชทาน ไปยังประชาชน ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรกัมพูชา สหภาพพม่า และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม รวมทั้งกลุ่มประเทศเอเชีย ในการพระราชทานความร่วมมือระดับนานาชาตินี้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในประเทศเหล่านั้น ให้มีสุขภาพดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ปัจจุบันมีโครงการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ดำเนินการอาทิ โครงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเจ้าแขวงจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการฝึกอบรมเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขสำหรับบุคลากรทางการแพทย์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหภาพพม่าในการพัฒนาเด็ก โครงการความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนในกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิก โครงการความสัมพันธ์ไทย-จีน โครงการฝึกอบรม เรื่องการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชนด้านการเกษตรโภชนาการและสุขภาพอนามัย
.jpg)
สำหรับครูจากแขวงเซกองและแขวงอัตตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการศึกษาดูงานอาหารโรงเรียน ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ในราชอาณาจักรภูฏาน โครงการฝึกอบรมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนในโรงเรียนบ้านกะดงกะนิ อำเภอโบกาเลย์ ภาคอิระวดี สหภาพพม่า ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการศึกษาดูงานโครงการอาหารโรงเรียน สำหรับคณะจากรัฐบาลประเทศมองโกเลีย ในพระอุปถัมภ์ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทูตพิเศษเพื่อโครงการอาหารโรงเรียน ของโครงการอาหารโลกแห่งสหประชาชาติ เป็นต้น
เกี่ยวกับแรงบันดาลพระทัยที่ทรงอุทิศพระองค์ให้ทรงดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในการพัฒนาช่วยเหลือประชาชน อย่างทุ่มเทถึงเพียงนี้ จากพระราชกระแส ของสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีต่อเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กปร.ในตอนหนึ่งทรงมีพระราชดำรัส ว่า.. “เหตุที่ชอบการพัฒนาช่วยเหลือประชาชนนั้นเห็นจะเป็นเพราะความเคยชินตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ก็เห็นทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงคิดหาวิธีการต่างๆ ที่จะยกฐานะความเป็นอยู่คนไทยให้ดีขึ้น…ได้ตามเสด็จฯไป …เห็นความทุกข์ยากลำบากของพี่น้องเพื่อนร่วมชาติก็คิดว่าช่วยอะไรได้ควรช่วย ไม่ควรนิ่งดูดาย เมื่อโตขึ้นพอมีแรงทำอะไรก็ทำไปอย่างอัตโนมัติ โดยทำตามพระราชกระแส หรือทำตามแนวพระราชดำริ การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องทำประจำอยู่แล้ว อนึ่ง การช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น ก็สอดคล้องกับคำสอนในพุทธศาสนาด้วย ผู้ที่ทำบุญย่อมได้รับความอิ่มอกอิ่มใจคือได้บุญ”
นอกจากนี้ ยังพระราชทาน ทัศนะในเรื่องการพัฒนาของพระองค์ ต่อไปอีกว่า…
“อีกประการหนึ่ง ….รู้สึกอยู่เสมอว่าการเป็นเจ้าฟ้านั้น ได้เปรียบผู้อื่นหลายอย่าง คือ ได้รับความสะดวก สบาย ความเชื่อถือ ความเอื้อเฟื้อจากผู้อื่นได้รับความรู้ ความร่วมมือนานัปการ จะพูดจาติดต่อกับใครก็ง่าย ถือเป็นผลประโยชน์ที่เกิดในตระกูลที่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เคยทำคุณแก่บ้านเมือง ผลดีก็ตกอยู่กับลูกหลานดังที่ได้กล่าวมา ฉะนั้นจึงควรนำข้อได้เปรียบนี้มาทำประโยชน์แก่คนอื่น
การออกไปพัฒนานั้น เป็นเรื่องสนุกเป็นการท้าทายสติปัญญาว่าถ้ามีโจทย์ คือมีปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ก็ต้องพยายามหาข้อเฉลยคือ วิธีแก้ปัญหาการแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งกินเวลานานกว่าจะคิดออก การออกไปพัฒนานั้น ทำให้ได้ไปเที่ยวเปิดหูเปิดตาด้วย นอกจากจะได้ความรู้ และประสบการณ์มากมายแล้วยังได้เห็นทิวทัศน์งดงามอย่างกับได้ไปดูภาพเขียนฝีมือจิตรกรชั้นเยี่ยมในหอศิลปะ”
.jpg)
การอุทิศพระองค์ ทรงงานลำบากตรากตรำ อย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย และกระทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่างานนั้นจะยากลำบากปานใด เนื่องจาก “การช่วยเหลือประชาชนเป็นหน้าที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องทำประจำอยู่แล้ว” นั้น แสดงให้เห็นแจ้งชัดถึงการถ่อมพระองค์ที่มิได้ต้องการการสรรเสริญเยินยอ ยกย่อง ทั้งๆ ที่ประชาชนชาวไทยได้ประจักษ์แจ้งชัดกันทั้งประเทศว่า“น้ำพระทัย” ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นั้นยิ่งใหญ่ไพศาลเพียงใด สิ่งนี้นับได้ว่าเป็นคุณลักษณะพิเศษที่เห็นเด่นชัด ในพระบุคลิกลักษณะของพระองค์ ผู้ที่เคยได้เฝ้าถวายงานหรือเฝ้าในโอกาสอื่นใด ทั้งผู้ใกล้ชิดและมิเคยใกล้ชิด จะได้พบความเรียบง่าย ไม่ถือพระองค์ ทรงมีพระปิยวาจาที่อ่อนหวานเป็นกันเอง และทรงมีพระอารมณ์ขันแทรกอยู่เป็นเนืองนิจ ทรงสนพระทัยในสรรพศาสตร์ และสามารถเรียนรู้ได้น่าอัศจรรย์ ทรงสนพระทัยในสรรพสิ่งรอบข้าง ทรงจำชื่อผู้คนต่างๆ และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องได้มากมายน่าประหลาด และสามารถกล่าวถึงได้อย่างถูกต้องแม้เรื่องรายละเอียดเล็กน้อย ทำให้ผู้ที่ได้รับใช้ ถวายงานมีความรู้สึกผ่อนคลาย เกิดความภาคภูมิใจและพร้อมที่จะทำงานถวายอย่างสุดชีวิต
การทุ่มเทพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้ได้มีโอกาสยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นนั้น เป็นการดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้เพราะเป็นงานที่ทั้งสองพระองค์ได้ทรงมุ่งมั่นวางรากฐานไว้ และปฏิบัติต่อเนื่องมาโดยตลอดและบังเกิดผลคุณูปการใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ และประชาชน ดังได้ประจักษ์ชัดแจ้งแล้ว อย่างไรก็ดี นอกเหนือไปจากงานพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งทรงเอาพระทัยใส่ดูแลอย่างจริงจัง เป็นการถวายงานแด่พระบรมชนกชนนีโดยตรงแล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับงานด้านการพัฒนาตามโครงการต่างๆ เป็นของพระองค์เองอีกมากมาย ซึ่งโครงการต่างๆ ทั้งหลายเหล่านี้ ก็เป็นไปตามแนวพระราชดำริ และเป็นโครงการที่มีส่วนสนับสนุนและส่งเสริม ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่การพัฒนาประเทศชาติเป็นส่วนรวม
และเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 2 เมษายนนี้ ขอพระองค์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
