#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/449032
.jpg)
LIFE & HEALTH : ดื่มน้ำอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
การมีสุขภาพดีเป็นพื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาว ปัจจุบันบ่อยครั้งการดำเนินชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ การแข่งขัน ความกดดันหลากหลายทางทั้งด้านเศษฐกิจ การงานต่างๆส่งผลให้คนเมืองส่วนใหญ่กลายเป็นคนใจร้อนและมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว จึงต้องหมั่นดูแลสุขภาพกายและจิตใจให้เข้มแข็งเสียแต่เนิ่นๆก็จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายและจิตใจในระยะยาว
ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดี อาหารและโภชนาการเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาพดี การมีโภชนาการที่ดีมีผลต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต ความต้องการทางโภชนาการของคนในแต่ละช่วงอายุจะมีความแตกต่างกันไป ในทุกช่วงวัยการบริโภคอาหารที่ถูกหลักและสมดุลช่วยให้มีการเจริญเติบโต พัฒนาการ และมีความสามารถในการเรียนรู้และการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งลดโอกาสเจ็บป่วยหรือตายด้วยโรคต่างๆ พบว่าในอาหารมีองค์ประกอบของสารอาหารที่เกิดขึ้นในธรรมชาติอย่างมากมาย
ข้อมูลจาก ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ ชมรมโภชนวิทยามหิดล เปิดเผยว่า น้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะร่างกายประกอบด้วยน้ำถึง 70% และน้ำยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียนโลหิต การย่อย การดูดซึมและนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ที่สำคัญน้ำยังมีส่วนช่วยให้สมองทำงานได้ดีและทำให้ผิวพรรณดูสดใส เปล่งปลั่งอีกด้วย
ประโยคที่ได้ยินกันมาตั้งแต่สมัยเด็กก็คือ “ใน 1 วัน ควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว” แต่หลายคนมักไม่ชอบดื่มน้ำ โดยเฉพาะ “น้ำเปล่า” แล้วจะมีสักกี่คนที่ดื่มน้ำได้อย่างเพียงพอซึ่งหากในแต่ละวันร่างกายได้รับน้ำน้อยจนเกินไปก็จะส่งผลเสียให้กับร่างกาย เช่น เลือดจะมีความหนืด จนทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงส่งผลให้เส้นเลือดตีบตัน สมองเสื่อมเพราะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น
ทั้งนี้ในแต่ละวันร่างกายจะสูญเสียน้ำตลอดเวลา ทั้งจากทางเหงื่อ การหายใจ และการขับถ่าย โดยเฉพาะประเทศเราเป็นเมืองร้อนทำให้มีโอกาสเสียน้ำได้ง่าย ร่างกายจึงต้องการน้ำในปริมาณที่มากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุจะไม่ค่อยมีความรู้สึกกระหายน้ำ แม้ในยามที่ร่างกายต้องการก็ตาม จึงต้องเน้นย้ำการได้รับน้ำอย่างเพียงพอในผู้สูงอายุ โดยปกติคนเราต้องการน้ำ 0.05 ลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น น้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม ควรได้รับน้ำ2.5 ลิตร (หรือ 2,500 ซีซี) โดยกาแฟและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มักจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และไม่นับสิ่งเหล่านี้เป็นปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวันรวมไปถึงนมด้วย เพราะนมเป็นอาหารดังนั้นไม่ควรจะคิดว่าการดื่มนมนั้นจะทดแทนการดื่มน้ำเปล่าได้ สำหรับหญิงให้นมบุตรอาจต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้นจากปกติ เนื่องจากต้องสูญเสียน้ำไปในน้ำนม หรือถ้าหากคุณเป็นไข้หวัด คุณควรพยายามดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ และเพื่อช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย สำหรับผู้ที่มักมีปัสสาวะสีเหลืองเข้มอาจเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าร่างกายของคุณกำลังต้องการน้ำเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจข้อควรรู้และการดื่มน้ำที่ฉลาดอย่างถูกวิธี เพื่อการมีสุขภาพดีกันดีกว่า…
น้ำที่ดื่ม ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากสิ่งปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และควรเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิปกติคือไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ยกเว้นในบางกรณี เช่น ตอนเช้าถ้าเป็นไปได้ควรดื่มน้ำอุ่นๆ เพราะจะช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น
ร่างกายต้องการน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (1 แก้วมีขนาดประมาณ 240 ซีซี) ไม่นับ รวมชา กาแฟ ควรแบ่งการดื่มน้ำเป็นช่วงๆ ดังนี้
ตอนเช้า หรือหลังตื่นนอนควรดื่ม 1 แก้ว เนื่องจากในขณะที่เราหลับอยู่ ร่างกายของเราขาดน้ำมานาน เลือดจึงมีความเข้มข้นสูง และอยู่ในสภาวะที่ขาดน้ำ
ตอนสาย ประมาณ 09.00-10.00 น. หลังจากร่างกายสูญเสียน้ำจากการทำกิจกรรมในช่วงเช้าไปแล้ว เราควรดื่มน้ำในเวลานี้ 2 แก้ว
ช่วงบ่าย ประมาณ 13.00-14.00 น. หลังรับประทานอาหารกลางวัน ให้ค่อยๆ จิบน้ำไปเรื่อยๆ ให้ได้2-3 แก้ว
ในตอนเย็น ช่วงเวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ควรดื่มให้ได้2-3 แก้ว จนกว่าจะเข้านอน และก่อนที่จะเข้านอนควรดื่มอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนเข้าไปชะล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นก็จะช่วยให้หลับสบาย
.jpg)
แนวทางการปฏิบัติในการดื่มน้ำให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนี้
l จิบน้ำทีละน้อยตลอดทั้งวันโดยไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะรู้สึกกระหาย และไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้วติดต่อกันทันทีแต่ให้ดื่มตามปกติ
l อย่าดื่มน้ำมากเกินไปก่อนที่จะรับประทานอาหาร หากจะดื่มควรดื่มน้ำก่อนสักประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 45 นาที และในระหว่างรับประทานอาหารไม่ควรดื่มน้ำตลอดเวลา เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ทำให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่ อาหารไม่ย่อยและเกิดอาการท้องอืด
l หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว 40 นาที ค่อยดื่มน้ำตามปกติ ไม่ควรดื่มน้ำทันที เพื่อให้กระเพาะจะได้ย่อยอาหารเสียก่อน
l ควรดื่มน้ำทุกครั้งที่รู้สึกกระหาย และควรค่อยๆ ดื่ม อย่าดื่มทีละมากๆ เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับไต ปอด ม้าม ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย
รู้เคล็ดลับดีๆ ของการ
ดื่มน้ำแล้ว อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันดู เพราะนอกจากจะช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงห่างไกลโรคภัยแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ผิวพรรณดูสวยสดใสแล้ว คุณก็จะมีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิต
ในทุกๆ วัน
ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ