#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/547661

‘ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์’คณบดีท่องเที่ยวฯ มธบ. มั่นใจหลังวิกฤติโควิด-19 ไทยยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว
วันจันทร์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
คณบดีการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ ส่งกำลังใจให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มั่นใจหลังวิกฤติประเทศไทยยังเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยว พร้อมแนะปรับตัวสู่ New Normal แต่ยังคงยึดหลัก “เอกลักษณ์ไทย” เพราะจากผลวิจัยที่ระบุชัด คือ สาเหตุหลักที่นักท่องเที่ยวกลับมาไทยซ้ำ
ผศ.ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรมมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) หรือ DPU กล่าวว่า วันนี้ สถานการณ์การระบาดใหญ่ COVID-19 ยังคงอยู่กับประเทศไทย และเราต่างรอคอยว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดลง โดยส่วนตัวเชื่อว่าการกักตัวใน ASQ แบบมี social distance ควรจะได้รับการสนับสนุนให้ทำต่อไปสำหรับเมืองท่องเที่ยวที่เน้นตลาดต่างชาติเช่น ภูเก็ต กระบี่ สมุย เนื่องจากหลายโรงแรมมีความเหมาะสมด้านสถานที่ เช่น มีระเบียงหน้าห้อง ที่นักท่องเที่ยวสามารถ นั่งเล่น และอาบแดดได้ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งจากแถบยุโรป รวมถึงประเทศที่มาจากเมืองหนาว ในระหว่างนี้โรงแรมอาจต้องประคองตัวเพื่อให้ผ่านพ้นสภาวะวิกฤตินี้ไปได้ และพิจารณาเรื่องการปรับตัวสำหรับ New Normal รวมไปถึงพัฒนาในเรื่องที่สำคัญเพื่อพร้อมให้บริการ หลังสถานการณ์โควิด-19 สิ้นสุดลงและเชื่อว่าประเทศไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกปรารถนาจะมาเยือนอีกครั้ง ด้วยประทับใจในความเป็น “คนไทย” ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์และต้นทุนสำคัญของชาติ
.jpg)
ล่าสุด ผศ.ดร.มณฑกานติ ได้ทำการศึกษาเรื่องความผูกพันต่อสถานที่(place attachment) หรือแหล่งท่องเที่ยวที่ไปเยือนชั่วคราว ที่อาจส่งผลต่อความต้องการกลับมาเยือนซ้ำอย่างมีนัยสำคัญซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการวางแผนการตลาดของแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ โดยประเด็นหลักในทฤษฎีที่ศึกษาเกี่ยวกับความผูกพันต่อสถานที่ (place attachment) จะวัดเป็น 2 ด้าน คือ ด้านกายภาพ และด้านอารมณ์ความรู้สึก
“ประเด็นเรื่องนี้น่าสนใจ เนื่องจากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ความผูกพันต่อแหล่งท่องเที่ยว แม้มาเพียงชั่วคราว จะส่งผลต่อความต้องการกลับมาเยือนซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านการวางแผนการตลาดของแหล่งท่องเที่ยวของประเทศ และสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรม อย่างไรก็ตาม คำถามที่นักวิจัยหลายคนนำมาใช้ในการวัดความผูกพันต่อสถานที่ จะเน้นคำถามกว้างๆ เกี่ยวกับความผูกพันกับสถานที่ เช่น ฉันชอบมาเยือนที่นี่ ฉันพึงพอใจในสถานที่นี้มากกว่าที่อื่น ที่นี่คือสถานที่ๆ ฉันอยากมาเยือนมากที่สุด”
คณบดีการท่องเที่ยวและการโรงแรม มธบ. กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ตนเองสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากในอดีตมักได้ยินชาวต่างชาติพูดถึงคนไทยในเรื่องความเป็นมิตร จึงได้ทำวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยในขั้นต้นใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กับนักท่องเที่ยวจำนวน 20 คน (ชาวยุโรป 13 คน อเมริกัน 2 คน มาเลเซีย 2 คน ออสเตรเลีย 2 คน นิวซีแลนด์ 1 คน เป็นนักท่องเที่ยวที่มาซ้ำ 15 คน และมาครั้งแรก 5 คน) คนที่เดินทางมาซ้ำ
ผลการวิจัย ชี้ชัดว่า ปัจจัยที่ทำให้เขาอยากกลับมาอีก 5 อันดับต้น คือ คนไทย (87%) รองลงมา คือ อาหารไทย (73%) สินค้าราคาถูก (60%)วัฒนธรรม (33 %) วิถีชีวิต (13%) ส่วนคนที่มาครั้งแรก 5 คน กล่าวถึงปัจจัยที่จะทำให้เขาอยากกลับมาอีก คือ คนไทย (80%) รองลงมา คือ อาหารไทย (40%) สินค้าราคาถูก (40%) วัฒนธรรม (20%) การช็อปปิ้ง (20%)
สำหรับด้านกายภาพ สิ่งทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้ว รู้สึกผูกพัน คือ เกาะ ชายหาด ภูมิทัศน์ธรรมชาติ (80%) ภูมิอากาศ แสงแดด (60%) วัดวาอาราม (13%) และอื่นๆ เช่น โรงแรม สนามกอล์ฟ ส่วนนักท่องเที่ยวที่มาครั้งแรกสิ่งที่ทำให้รู้สึกผูกพันและและต้องการกลับมาเยือนอีก คือ เกาะ และชายหาด (40%) และภูมิอากาศ (40%)
“จากการสัมภาษณ์จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวผูกพันและต้องการกลับมาเยือนเมืองไทย ในด้านสังคม คือ อัธยาศัยของคนไทย รองลงมาคือ อาหารไทย สินค้าราคาไม่แพง วัฒนธรรมไทย และวิถีชีวิตคนไทย ส่วนด้านกายภาพ ประเด็นสำคัญ คือ เกาะแก่งและชายหาดที่สวยงาม ภูมิทัศน์และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ภูมิอากาศ แสงแดด วัดวาอาราม และมีโรงแรมที่ดี
แต่สิ่งที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือความเป็นมิตรของคนไทย โดยนักท่องเที่ยวกล่าวถึงคนไทยโดยใช้ประโยคที่ว่า “Thaipeople are friendly”. (คนไทยเป็นมิตร) “I like mentality of the Thais”. (ฉันชอบจิตใจของคนไทย) “Thai people are the best”. (คนไทยดีที่สุด) “Thai people are kind, sweet and open” คนไทยใจดี อ่อนหวาน และเปิดเผยเมื่อถามนักท่องเที่ยวว่าหากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติมีความสวยงามเท่าๆ กันกับประเทศอื่น เขาจะเลือกไปที่ไหน พวกเขาตอบว่าจะมาเมืองไทย เพราะคนไทยเป็นมิตรกว่า อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวที่มาซ้ำบางคน กล่าวว่า“Thai people are slightly less friendly than before”. (ความเป็นมิตรของคนไทยค่อยๆ ลดน้อยลงกว่าแต่ก่อน)”
ท้ายสุด ผศ.ดร.มณฑกานติ ย้ำว่าคุณลักษณะของ “คนไทย” ที่นักท่องเที่ยว กล่าวถึงคือ ความเป็นมิตร ความมีจิตใจดี ความใจดีชอบช่วยเหลือ และมีน้ำใจต่อผู้มาเยือน “คนไทย” คือ ต้นทุนที่สำคัญของการท่องเที่ยวไทย และเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนซ้ำ ดังนั้น การปลูกฝังความมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือ และการถ่ายทอดวัฒนธรรมไทยจากคนรุ่นเก่าไปยังเยาวชน เช่น การไหว้ ความอ่อนน้อม การยิ้มแย้ม การใช้คำพูดที่เหมาะสม จึงควรปลูกฝัง ตั้งแต่ในระดับครอบครัว โรงเรียน มหาวิทยาลัย เพราะเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ และได้รับความชื่นชมจากผู้มาเยือน
“แน่นอนที่สุดในยุคโลกาภิวัตน์ความเจริญทางเทคโนโลยี่ สื่อสังคมออนไลน์ (social media) อาจทำให้คนรุ่นใหม่และเยาวชนไทยได้รับอิทธิพลและรับวัฒนธรรมจากประเทศอื่นๆ จึงอาจทำให้วิธีคิด และปฏิบัติของแบบไทยเปลี่ยนไป จึงอยากให้เยาวชนศึกษาเรียนรู้และเลือกรับแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกันก็รักษาคุณลักษณะของความเป็นไทยไว้
และแม้ผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ส่งผลต่อเศรษฐกิจการจ้างงาน ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างมาก แต่เชื่อว่าหากสถานการณ์คลี่คลายลงการท่องเที่ยวจะกลับมามีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทยและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องพร้อมปรับวิถีการทำงานสู่ยุคนิว นอร์มอล โดยอย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาประเทศไทย คือ คนไทย รอยยิ้ม การต้อนรับขับสู้อย่างยินดี ให้สมกับเป็น “Thailand is the land of smiles.” ดังนั้น แม้คนไทยจะผ่านความทุกข์ยากและลำบากในช่วงวิกฤตินี้ หากเราพร้อม
เปิดรับการท่องเที่ยวได้เมื่อไหร่ ก็จะต้องคงรักษาลักษณะความเป็นไทยนี้ไว้ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยยังยิ้มสู้ต่อไป”