#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/549807

วัฒนา แตงมณี หนึ่งในผู้ห่วงใยคนสาคร : อาทร จันทวิมล
วันอังคาร ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564, 12.11 น.
ตอนที่ไวรัสโควิดบุกเข้าโจมตีเมืองสมุทรสาครตอนปลายปี พ.ศ. 2563 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อกว่าพันคนและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทำให้เกิดปัญหาว่าจะนำคนที่ตรวจพบว่าติดเชื้อไปกักตัว 14 วันที่ไหน เพราะผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นคนงานต่างชาติ เช่นพม่า มอญ ทั้งที่เข้ามาทำงานอย่างถูกและผิดกฎหมาย ไม่มีเงินไปอยู่ตามโรงแรมที่กักตัวราคาแพง ถ้าไม่ควบคุมคนที่ตรวจพบแล้วว่าติดเชื้อโควิด ไว้ในที่เหมาะสมก็อาจจะไม่อยู่ที่บ้านหรือห้องพักตามคำแนะนำ แต่คงไปเดินเที่ยวตามตลาด เยี่ยมญาติ เที่ยวเตร่กินหมูกระทะ หรือ กินเหล้า เล่นการพนัน ทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายไปสู่คนจำนวนมากทั่วประเทศและทั่วโลก จนหาต้นตอ เส้นทางแพร่เชื้อและหาวิธีป้องกันรักษาไม่ได้ในวงกว้างเหมือนที่ประสบอยู่ในบางประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา อินเดีย หรือบราซิล
ดังนั้น จึงมีการเตรียมจัดตั้งสถานที่เป็นโรงพยาบาลสนาม สำหรับควบคุมดูแล กักบริเวณ คนที่ตรวจพบเชื้อไวรัสโควิด โดยใช้ชื่อว่า “ศูนย์ห่วงใยคนสาคร” โดยในตอนแรกคิดว่าจะใช้สถานที่มหาวิทยาลัยการกีฬา หรือสวนน้ำสมุทรสาคร แต่ถูกขัดขวางด้วยการชุมนุมปิดทางเข้าออกโดยประชาชนบริเวณใกล้เคียงเพราะเกรงจะนำเชื้อโควิดมาเผยแพร่ ต่อมาสามารถจัดตั้งได้ที่สนามกีฬาใกล้บ้านพักผู้ว่าราชการจังหวัด และศาลาปฏิบัติธรรมวัดโกรกกราก แต่สามารถรับผู้ติดเชื้อได้จำนวนไม่มากนัก
นายวัฒนา แตงมณี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล อบต. พันท้ายนรสิงห์ และเจ้าของโครงการพัฒนาที่ดินเพื่ออุตสาหกรรม “วัฒนาแฟคตอรี่” ได้ตระหนักถึงความพยายามของผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะในการจัดตั้งศูนย์ห่วงใยคนสาคร จึงประกาศมอบอาคารโกดังเก็บของสร้างใหม่ 2 หลังในบริเวณโครงการวัฒนาแฟคตอรี่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อปรับปรุงเป็น ศูนย์ห่วงใยคนสาครแห่งที่ 3 โดยสามารถรับผู้ติดเชื้อได้ 280 เตียง ดำเนินการโดยโรงพยาบาลบ้านแพ้ว สมุทรสาคร นอกจากนั้นนายวัฒนายังยกที่ดินอีก 8ไร่ หรือมากกว่าถ้าต้องการ และเงินอีก 5 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงพยาบาลสนามให้สามารถรับผู้ป่วยได้ถึง 1,000 เตียง โดยอาคารโรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ได้สร้างเสร็จภายใน 15 วัน โดยมีกำลังทหารมาช่วยก่อสร้างตลอดทั้งวันทั้งคืน
วัฒนาบอกว่า “โควิดนั้นเหมือนโรคที่ระบาดในบ่อปลาคาร์พ เราต้องแยกปลาตัวที่ติดโรคออกมา ไม่งั้นปลาจะตายหมดทั้งบ่อ เวลานี้โทษใครไม่ได้ ถ้าใครทำอะไรได้ ก็ต้องทำ ก่อนหน้านี้มีคนในตำบลพันท้ายฯ ติดโควิด ต้องถูกส่งไปที่รักษาตัวที่นครปฐม ผมได้ยินแบบนั้นแล้วสะเทือนใจ”เขาขยายความว่า “ต้องการกอบกู้ชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรสาครที่เสมือนเป็นผู้ร้ายของคนทั้งประเทศ รวมถึงต้องการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในยามยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นชนชาติใด โดยเฉพาะพวกแรงงานชาวเมียนมาที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย”
นายวัฒนา กล่าวต่อไปว่า “ อยากฝากถึงคนที่รวยแล้ว ขอให้ช่วยเสียสละเพื่อสังคม ในช่วงวิกฤตของบ้านเมือง ขอให้เรามาร่วมด้วยช่วยกันทำให้ภัยโควิดของสมุทรสาครครั้งนี้พ้นผ่านไปให้ได้ ขอให้ผู้ที่มีกำลังทรัพย์ สิ่งของ หรือสถานที่ ที่พอจะช่วยเหลือได้ มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งโควิท19 ก่อนที่จะระบาดไปมากกว่านี้ ”
นายวัฒนา แตงมณี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “นายก นา” ได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบต.พันท้ายนรสิงห์มา 2 สมัยแล้ว ประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่ เพื่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมหมู่บ้านจัดสรร และสวนน้ำ บริเวณรอยต่อของเขตบางขุนเทียนกรุงเทพฯ กับสมุทรสาคร ชื่อว่า โครงการวัฒนาแฟคตอรี่ มีที่ดินประมาณ 100 ไร่ ซึ่งเดิมเป็นนาเกลือและป่าชายเลน นายวัฒนาได้พัฒนาศาลพันท้ายนรสิงห์ บริเวณริมคลองโคกขาม ซึ่งเดิมเป็นเพียงศาลเพียงตาเล็กๆ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์สำคัญ เพื่อเชิดชูวีรกรรมของพันท้ายนรสิงห์ นายท้ายเรือพระที่นั่งของสมเด็จพระเจ้าเสือที่ถูกประหารชีวิตสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะยอมรับการกระทำหน้าที่ที่ผิดพลาด
การกระทำของนายวัฒนา แตงมณี ได้ช่วยบรรเทาปัญหา คลายทุกข์ให้ผู้ที่ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิดในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าว ที่เข้ามาทำงานในโรงงานและตลาดในจังหวัดสมุทรสาคร ผลิตสินค้าส่งออกนำรายได้มาสู่ประเทศไทย นับเป็นความดีที่เป็นกุศลยิ่ง ต่อเพื่อนมนุษย์ขณะประสบความทุกข์ยากชนิดไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร เป็นการห่วงใยคนสาคร ที่น่ายกย่องชมเชยเป็นอย่างยิ่ง