Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/556314

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน...แต่ไม่อ่อนแอ

Life & Health : เคล็ดลับสอนลูกรักให้อ่อนโยน…แต่ไม่อ่อนแอ

วันพุธ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พ่อแม่หลายคนรู้ดีว่าการจะเลี้ยงลูกให้เติบโตเป็นคนดี เป็นเด็กเก่ง ฉลาดรอบรู้และสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่ดูเหมือนจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน…ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมักดูแลเอาใจใส่และเตรียมความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะด้านต่างๆ ตลอดจนโภชนาการที่ดีควบคู่กันไป เพื่อให้ลูกรักได้เติบโตอย่างมีศักยภาพ ควบคู่กับจิตใจที่อ่อนโยน ดีงาม และแข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมีความสุข วันนี้มีคำแนะนำจาก รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก เปิดเผยแนวทางการเลี้ยงลูกให้เป็นคนอ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอมาฝากกัน ดังนี้

ให้เวลากับลูก แม้เวลาส่วนใหญ่ของคุณจะหมดไปกับการทำงาน การแบ่งเวลาคุณภาพสำหรับลูก ในการพูดคุย รับฟัง ชื่นชมในสิ่งที่ลูกทำความดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ต้องปรับทัศนคติ และแสดงความรักกันเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความรักความผูกพัน ความมั่นคงทางอารมณ์และการรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของลูก เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าคุณรักและห่วงใยลูกเสมอ พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างทุกเมื่อ

คำพูดและน้ำเสียงที่อ่อนโยน การพูดจากับลูกมีความสำคัญอย่างมาก เพราะหากพ่อแม่พูดจา กับลูกด้วยความโมโห ขึ้นเสียง ตวาดใส่ ด้วยอารมณ์รุนแรงบ่อยๆ ลูกก็จะซึมซับอารมณ์ที่ว่านี้ไป เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นเด็กที่มีอารมณ์รุนแรง เกรี้ยวกราดง่าย ก้าวร้าว ไม่อ่อนน้อมกับคนอื่น ฉะนั้นพ่อแม่ควรพูดคุยกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน คำพูดที่ให้กำลังใจ ชื่นชม จะช่วยให้ลูกมีพลังบวก คิดดี พูดดีและทำแต่สิ่งดีๆ

พูดขอบคุณและขอโทษเสมอ สอนให้ลูกรู้จักกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” เมื่อมีผู้อื่นให้ความช่วยเหลือหรือให้สิ่งของ และ “ขอโทษ” เมื่อตนเองกระทำผิด รวมทั้งการกล่าว “ชื่นชม” เมื่อผู้อื่นทำความดีหรือประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกกันเป็นประจำตั้งแต่ในบ้านและการดำเนินชีวิตประจำวันลูกก็จะซึมซับ จดจำพฤติกรรมเหล่านี้จนคุ้นชิน และนำไปปรับใช้กับคนรอบข้าง ซึ่งเป็นการแสดงมารยาทการเข้าสังคมอย่างอ่อนน้อม

โลกสวยด้วยน้ำใจ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการฝึกให้ลูกรับผิดชอบกิจวัตรประจำวันของตนเองก่อน และการทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว โดยการฝึกให้ลูกช่วยเหลืองานบ้าน จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ลูกสามารถทำได้ เช่น ช่วยเก็บของเล่นทุกครั้งเมื่อเล่นเสร็จ ช่วยเก็บจาน ช่วยกันทำกับข้าว ปลูกต้นไม้ เก็บสิ่งของเหลือใช้ไปบริจาค การมีน้ำใจช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในครอบครัว ด้วยความรักและความเอื้ออาทร จะช่วยหล่อหลอมให้ลูกกลายเป็นเด็กที่มีน้ำใจ มีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นต่อไป

สอนให้ลูกเข้าใจตัวเองและเคารพผู้อื่น การปล่อยให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อนอย่างอิสระหรือการเล่นกีฬา เป็นการฝึกการเข้าสังคมตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ลูกรู้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับผู้อื่นในสถานการณ์ต่างๆ ฝึกการอดทนรอคอย การช่วยเหลือซึ่งกัน รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักการให้อภัย ลูกก็จะมีภูมิต้านทาน รู้สึกเข้มแข็ง มีความมั่นใจในตนเองในการตัดสินใจ พร้อมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี ไม่ย่อท้อหรือพ่ายแพ้ต่ออุปสรรค

การมีสัมมาคารวะ กับผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” ทักทาย หรือกล่าว “ขอบคุณครับ/ค่ะ” เมื่อผู้ใหญ่ให้สิ่งของหรือความช่วยเหลือ หรือกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ” เมื่อมีคำพูดหรือกระทำการล่วงเกินท่าน การโค้งตัวลงเมื่อต้องเดินผ่านผู้ใหญ่ การให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้ท่านในสิ่งที่ลูกช่วยได้ เช่น ลุกให้นั่ง ช่วยถือสิ่งของช่วยยกอาหารไปเสิร์ฟ เป็นการแสดงความเคารพ และการมีน้ำใจให้เกียรติผู้ที่มีอายุมากกว่า โดยเริ่มแสดงออกจากคนในครอบครัวและคนรอบข้าง เช่น สอนให้ลูกการยกมื้อไหว้ พร้อมกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณพ่อคุณแม่ก่อนไปและกลับจากโรงเรียนเป็นประจำทุกวัน สอนลูกกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ”เมื่อเดินชนเพื่อน เป็นต้น

ให้ลูกใช้สื่ออย่างเหมาะสม การให้ลูกเล่นมือถือ ดูโทรทัศน์ เล่นเกม คุณต้องทำหน้าที่เป็นเหมือนพี่เลี้ยงให้กับลูก โดยการสื่อสารพูดคุย คอยอธิบายเนื้อหาในสื่อนั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อสอนและป้องกันการเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะเดียวกันคุณควรเลือกสรรสิ่งที่ลูกจะดูหรือเล่น ว่าสิ่งไหนเหมาะและไม่ทำให้เกิดโทษ เช่น การดูยูทูบและเกมบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับการเรียนรู้ตามวัยของเด็ก เนื่องจากมีถ้อยคำและภาพพฤติกรรมที่รุนแรง น่ากลัว เป็นต้น พร้อมกำหนดเวลาที่ลูกจะดูหน้าจออย่างชัดเจน หากหมดเวลาแล้วลูกก็ต้องเลิกดู เลิกเล่นตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อลูกจะได้มีเวลาสำหรับกิจกรรมอื่นบ้าง

การเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นการสอนที่สำคัญที่สุด เพราะเด็กจะจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีในช่วงที่อายุยังน้อย พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างในการทำดี พูดดี คิดดี มีจิตใจดี มีเมตตาอ่อนโยน มีมารยาทการเข้าสังคมให้ลูกเห็นเป็นประจำสม่ำเสมอก่อน จนลูกจดจำและปฏิบัติตาม เช่น หมั่นพาลูกไปเยี่ยมเยียนดูแลปู่ย่าตายายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกได้ซึมซับเรื่องของการแสดงความรัก ความกตัญญู ความมีน้ำใจ การช่วยเหลือดูแลและการเอาใจใส่ต่อผู้อื่น ถือเป็นการฝึกให้ลูกเป็นคนมีจิตใจที่เมตตา เอาใจใส่และชอบช่วยเหลือดูแลคนอื่นไปเองโดยไม่รู้ตัวแล้วสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะเป็นนิสัยติดตัวลูกไปจนโต

เพียงแค่คุณเข้าใจพัฒนาการตามวัยและเปิดโอกาสให้เด็กได้รับผิดชอบดูแลตัวเอง กล้าคิด กล้าทำผ่านการเรียนรู้กับทุกๆ สถานการณ์รอบตัว ลูกรักวัยซนก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นเด็กดี เป็นที่รักและเอ็นดูของคนรอบข้างในสังคมที่กว้างขึ้น

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบนี้ ทั้งธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ล้วนประสบความยากลำบากทั้งสิ้น รวมทั้งองค์กรสาธารณกุศลด้วย มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ ได้ช่วยเหลือผู้พิการให้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมากว่า 30 ปีโดยเป็นสถานพักฟื้น บำบัดและฟื้นฟูคนพิการ ช่วยการฝึกอาชีพ การจัดหางานรวมทั้งการส่งเสริมอาชีพ และการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยให้ช่วยคนพิการทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ช่วงโควิด-19 นี้ มูลนิธิประสบปัญหาเรื่องของการบริจาคลดลงอย่างมากไม่เพียงพอช่วยเหลือผู้พิการในอุปถัมภ์ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคที่บัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 342-3-04066-0 สาขาบางละมุง ใบเสร็จหักภาษีได้ รายละเอียด http://www.mahatai.org/โทรศัพท์ : 02-5724042

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Leave a comment