#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/568721

บทความพิเศษ : รัฐบาลกำลังปล่อยให้ภาคเกษตรล่มสลายท่ามกลางโควิด-19
วันอังคาร ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
เมื่อปี พ.ศ. 2540 ประเทศไทยต้องประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ต้มยำกุ้ง” กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนที่สุดในยุคนั้นคือ สถาบันการเงินต่างๆ รวมทั้งธุรกิจใหญ่น้อยทั้งหลายที่ล้มละลายเป็นว่าเล่น แต่ภาคการผลิตทางการเกษตรกลับอยู่ได้ และสามารถกู้สถานการณ์ของประเทศให้ค่อยฟื้นคืนมาได้อย่างน่าชื่นชม ผลผลิตทางการเกษตรสำคัญๆ ทั้ง ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ต่างๆ เกษตรกรขายได้ราคาดี และสามารถส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศอย่างต่อเนื่องที่สำคัญของยุคต้มยำกุ้ง คือ มีนักธุรกิจ และ มนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยหันกลับมาสู่ภาคการเกษตร ที่ประกอบอาชีพยั่งยืนมาจนถึงทุกวันนี้
ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรก้าวหน้า ประสบปัญหา มีการแก้ปัญหา มากน้อยสลับกันไปขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลแต่ละยุคสมัย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรก็มีผลผลิต เป็นอาหารเลี้ยงดูคนไทยทั้งประเทศไม่เคยขาดแคลน และมีบางส่วนที่ส่งออกไปขายนำรายได้เข้าประเทศกอบกู้เศรษฐกิจของชาติเสมอมา
แม้แต่วิกฤติของโลกในปี พ.ศ. 2563 ที่เกิดการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพราะมาตรการที่รัฐบาลแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการระบาด ส่วนใหญ่ล้วนแต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และระหว่างประเทศทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสายการบิน การขนส่ง คมนาคม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหหารธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจการบริการ การศึกษา การกีฬา ไม่เว้นแม้กระทั่ง แรงงานรับจ้างทั่วไป แต่ถึงกระนั้นภาคการเกษตรก็ยังอยู่ได้ เพราะการทำงานในเรือกสวน ไร่ นา ไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ผลผลิตทางการเกษตรของไทยยังหล่อเลี้ยงประชากรไทยได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งไปกว่านั้นภาคเกษตรยังเป็นสาขาเดียวที่ทำให้ประเทศไทยได้ดุลการค้าด้วย
ปี พ.ศ. 2564 หลายฝ่าย แม้แต่รัฐบาลก็คงไม่คาดคิดว่าโควิด-19 จะระบาดขึ้นมาอีกระลอกสำหรับประเทศไทย การระบาดในรอบแรกในปี พ.ศ. 2563 มีกลุ่มที่เป็นต้นตอการแพร่ระบาดสำคัญจากสนามมวย และสถานบันเทิง การระบาดระลอกที่ 2 พ.ศ. 2564 เริ่มจากคนไทยที่ทำงานในสถานบันเทิงในเขตท่าขี้เหล็ก ของเมียนมา ติดกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ลักลอบกลับประเทศไทยและนำเชื้อ โควิด-19 เข้ามาแพร่กระจายด้วย ตามมาด้วยแรงงานชาวเมียนมาที่ตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร และบ่อนการพนันในจังหวัดระยอง เป็นต้นตอของการระบาดอย่างต่อเนื่องจนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง บรรยากาศของการท่องเที่ยวเริ่มจะกลับมาในช่วงสงกรานต์ แต่กลับกลายเป็นว่ามีการระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้ง เป็นการระบาดระลอกใหม่จากคลัสเตอร์สถานบันเทิงในกรุงเททพมหานคร ก่อนเทศกาลสงกรานต์เพียงไม่กี่วัน เป็นที่น่าสังเกตว่าการระบาดรุนแรงแต่ละครั้ง ล้วนเกิดจากคนในแวดวงราชการและการเมืองที่ไม่ระมัดระวัง และเพิกเฉยต่อหน้าที่ความ
รับผิดชอบเป็นส่วนใหญ่
ในขณะที่คนจำนวนมากมีใจจดจ่ออยู่กับสถานการณ์การระบาดของ โควิด-19 และรอฟังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรออกมาสกัดการระบาดในรอบนี้บ้าง ทำให้ข่าวอื่นๆ กลายเป็นข่าวเล็กๆ หรือข่าวที่สื่อมวลชนเองไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร นั่นคือข่าวที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ที่เป็นภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตของคนไทยมาโดยตลอดดังที่กล่าวแล้วข้างต้นวิกฤติโควิดที่ต่อเนื่องยาวนานข้ามปี กำลังส่งผลต่อภาคการเกษตรซึ่งเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่โควิด-19 ระบาดในปี พ.ศ.2563 ผลผลิตทางการ เกษตรหลายชนิดส่งออกไม่ได้ เนื่องจากการคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศ กับประเทศคู่ค้าหลายประเทศถูกระงับด้วยมาตรการล็อกดาวน์ของแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศหายไปทั้งหมด โรงแรม ร้านอาหาร ภัตตาคาร ต้องปิดตัวลงเป็นส่วนมาก ปริมาณการบริโภคน้อยกว่าปริมาณผลผลิต ส่งผลให้ผลราคาผลผลิตภายในประเทศตกต่ำ…เป็นปัญหาที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องเผชิญมาตลอดปี นี่ยังไม่นับรวมปัญหาภัยธรรมชาติ ทั้งน้ำท่วม และฝนแล้ง
ล่าสุดในขณะที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ภาคการเกษตรก็ต้องเผชิญกับตัวเลขที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน แต่ตัวเลขที่ว่านี้เป็นราคาของปัจจัยการผลิต ราคาปัจจัยการผผลิตทางการเกษตรสูงขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนจากหน่วยงานใดๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะ ปุ๋ยเคมี และสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชซึ่งเป็นสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ รวมไปถึงปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น ท่อพีวีซี (สำหรับวางระบบน้ำในไร่นา) วัสดุเพาะกล้าวัสดุสำหรับสร้างโรงเรือนเพาะปลูก และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่นๆ
หากจะมีสายเกษตรอินทรีย์มาบอก ให้เลิกใช้สารเคมี และปุ๋ยเคมี ก็จะบอกให้ทราบว่า มูลวัว-ควาย มูลสุกร มูลไก่ ที่นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ ก็ขึ้นราคากว่า 20%
ทุกภาคส่วนของวงจรเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว คมนาคม ขนส่ง ธุรกิจ SME ร้านอาหาร ภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า แม้แต่หาบเร่ แผงลอย กำลังจะล่มสลายอีกครั้งจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้ แต่คนไทยก็ยังมีอาหารการกินไม่ขาดแคลนจากภาคเกษตร แต่มาถึงวันนี้ ภาคการเกษตรซึ่งเป็นภาคการผลิตที่มีประชากรมากที่สุดกำลังจะล่มสลายเช่นเดียวกัน เพราะต้นทุนการผลิตสูงจากการขึ้นราคาปัจจัยการผลิตเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และอุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ในขณะที่ราคาผลผลิตตกต่ำเกือบทุกชนิด (ยกเว้นพืชที่รัฐบาลประกันราคา)
เรื่องดังกล่าว รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะทราบดี แต่มิได้ออกมาให้ข้อมูลข่าวสาร หรือมีมาตรการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรแต่อย่างใด กลับทอดทิ้ง ปล่อยให้เกษตรกรต้องเผชิญชะตากรรมในขณะที่กำลังเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก
มีข้อมูลว่าผู้นำเข้าและโรงงานปุ๋ยเคมีประกาศขึ้นราคาปุ๋ยตันละ 1,000 – 1,400 บาท โดยอ้างว่า สถานการณ์โควิดระบาด ทำให้โรงงานในต่างประเทศปิดตัวลงจำนวนมาก นอกจากนี้ยังขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ และน้ำมันขึ้นราคา ค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แม่ปุ๋ยที่นำเข้ามาผลิตเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรนิยมใช้ปรับราคาขึ้นตันละ 1,500-2,000 บาท มีแหล่งข่าวยืนยันว่าปุ๋ยเคมีไม่ขาดแคลน เพียงแต่สต็อกลดลง รัฐบาลจะไม่สำรวจสต็อกปุ๋ยเคมีที่มีอยู่ก่อนหรือ ก่อนที่จะให้มีการขึ้นราคากันอย่างไม่เกรงใจเกษตรกร
ขณะเดียวกันผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลในการแบนสารกำจัดวัชพืชพาราควอต และไกลโฟเซต (ที่ราคาประมาณลิตรละ 100 บาท) ทำให้กลูโฟซิเนต ที่อ้างว่าเป็นสารที่ใช้ทดแทนอยู่ชนิดเดียวมีราคาสูงถึงลิตรละ 300-350 บาทแถมยังไม่มีประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชอย่างที่กล่าวอ้างแต่อย่างใด กรรมของเกษตรกรไทยจริงๆ …..
ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ไม่สนใจแก้ปัญหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่ราคาสูงขึ้นคราวนี้ เท่ากับเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรให้ต้องเผชิญชะตากรรมที่ยากลำบากไม่จบสิ้น….เมื่อภาคเกษตรล่มสลาย…..ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมจะอยู่ได้ฤา…..
อนันต์ ดาโลดม
นายกสมาคมพืชสวนแห่งประเทศไทย