แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/573288

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

แหวกฟ้าหาฝัน : Masterpiece in Guggenheim Bilbao

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสเยือน Bilbao และมาถึง Guggenheim Museum แล้ว นอกจากจะยลความงามและความแปลกตาของอาคารแล้วMasterpiece ก็เป็น The must ที่ต้องดูให้ได้อีกเช่นกัน Masterpiece ชิ้นแรกที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมนั้น ตั้งอยู่ภายนอกอาคาร เรียกได้ว่าเห็นแต่ไกลพร้อมๆ กับอาคารเลยทีเดียวนั่นคือ Puppy หรือสุนัขเทอเรียตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้ามิวเซียมอันเป็นผลงานของ Jeff Koons ศิลปินชาวอเมริกัน

Koons เกิดในเมืองยอร์ก มลรัฐเพนซิลวาเนียในครอบครัวช่างเฟอร์นิเจอร์และตกแต่งภายใน เขาได้มีโอกาสฝึกศิลปะตั้งแต่ 9 ขวบ เพราะพ่อของเขาเอาภาพรุ่นเก่าๆ มาวางไว้ที่หน้าต่างให้เขาฝึกวาด ในช่วงวัยรุ่นเขาชื่นชมผลงานของ Salvador Dali ศิลปินแนว Surrealism มากจนถึงกับลงทุนเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อพบกับ Dali เขาเริ่มเรียนจิตรกรรมที่ Maryland Institute College of Art ในบัลติมอร์ ต่อด้วย School of the Art Institute of Chicagoจนได้พบกับ Ed Paschke ที่ได้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อเขาในเวลาต่อมา หลังจบการศึกษาเขาย้ายไปทำงานที่ Museum of Modern Art เมืองนิวยอร์ก และเริ่มงานศิลปะ ในปี 1980 เขาได้รับใบอนุญาตให้ทำงานทางด้านกองทุน และเริ่มงานเป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ แต่กลางทศวรรษที่ 1980 เขากลับหันมาให้ความสนใจกับศิลปะอย่างจริงจังโดยเน้นสร้างงานประติมากรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เช่น สัตว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากสเตนเลส และกระจก เขาประสบความสำเร็จมากจนสามารถขายงานศิลปะได้ด้วยเงินมหาศาลยิ่งกว่าการเป็นนายหน้ากองทุนเสียอีก

Puppy หรือสุนัขขนาดใหญ่ของ Koons หน้ามิวเซียมนี้ใช้คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์โดยอาศัยข้อมูลอ้างอิงของสวนยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 18 สุนัขเทอเรียตัวใหญ่มหึมาที่ถูกตกแต่งด้วยดอกไม้หลากสีนี้ไม่เพียงสร้างความปีติยินดีให้กับนักท่องเที่ยว มันยังเป็นอนุสาวรีย์แห่งความอ่อนหวานที่เน้นย้ำถึงความมั่นใจ แปลกใหม่ ทันสมัยและปลอดภัย Tulips หรือ ช่อดอกไม้หลากสีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 5 เมตรผลงานอีกชิ้นหนึ่งใน Celebration Series ของ Koons ที่รังสรรค์ขึ้นในปี 1994 นั้นเป็นชุดงานประติมากรรมที่เน้นไปที่การใช้ของทั่วไปในเทศกาลเฉลิมฉลอง เช่น เค้ก ไข่อิสเตอร์ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมในมิวเซียมแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานทั้งสองชิ้นของเขาไม่เพียงมีขนาดใหญ่ น่าดึงดูดใจ ยังสะท้อนให้เห็นมุมมองของความเป็นเด็ก ความขี้เล่น และความสร้างสรรค์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจสมกับที่เขาสามารถทำเงินได้หลายสิบล้านเหรียญจากงานประติมากรรมแต่ละชิ้นเลยทีเดียว

The Matter of Time ของ Richard Serra ศิลปินชาวอเมริกัน เขาเกิดที่ซานฟรานซิสโกบิดาของเขาเป็นชาวสเปนที่ทำงานเป็นผู้คุมเครื่องในโรงงานทำลูกกวาด ส่วนมารดาของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีบิดาเป็นลูกครึ่งรัสเซียยิวอพยพ Serra เรียนวรรณคดีอังกฤษที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ก่อนย้ายไปจบที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียแซนตาบาร์บารา เขาเรียนศิลปะกับ HowardWarshaw แล้วเข้าทำงานที่โรงงานถลุงเหล็ก เขาเรียนจิตรกรรมที่ Yale School of Art และได้รับอิทธิพลจากศิลปินและอาจารย์หลายคนจากที่นี่ หลังจบการศึกษาเขาได้ทุนจากมหาวิทยาลัยให้เดินทางไปปารีส และฟลอเรนซ์ก่อนกลับมานิวยอร์กเพื่อเริ่มกิจการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ในปี1966 เขาได้เริ่มสร้างงานประติมากรรมชิ้นแรกด้วยวัสดุแปลกใหม่ที่เรียกว่า Fiberglass และแผ่นยางในแนวทางศิลปะแบบ Abstract และ Process based ในปี 1970 เขาเริ่มหันมาสร้างงานประติมากรรมขนาดใหญ่นอกอาคารโดยเน้นไปที่การใช้โลหะโค้ง

The Matter of Time ของ Serra ซึ่งเป็นโลหะโค้งจัดแสดงอยู่เต็มห้องจัดแสดงนี้อนุญาตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงวิวัฒนาการของผลงานของศิลปินตั้งแต่ความเรียบง่ายของวงรีคู่ไปจนถึงความซับซ้อนของเกลียว ห้อง ทั้งห้องจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานซึ่งแต่ละชิ้นที่ประกอบด้วยงานซ้อนกันไปมาจะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าตัวเองกำลังเคลื่อนตัวผ่านช่องว่างที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะกว้าง แคบ สูง ต่ำ หรือบีบอัดนักท่องเที่ยวที่เดินผ่านผลงานแต่ละชิ้นจะสามารถสัมผัสได้ถึงความพิศวงและความซับซ้อน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมได้จริงๆ

Leave a comment