#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/entertain/574657

โอ๊ยเล่าเรื่อง : Zack Snyder’s Justice League
วันเสาร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ในตอนที่ดู Justice League ฉบับปี 2017 แค่มีฮีโร่มาเจอกันก็ได้ใจไปเต็มๆ แม้หนังจะออกมาผิดแนว DC ไปบ้าง หรือคำวิจารณ์ ไม่ค่อยดีนัก Zack Snyder’s Justice League คือฉบับที่ “สไนเดอร์” นำเอาฉบับที่ตัวเองถ่ายไว้นำมาทำใหม่ ไม่ได้ฉายโรง แต่ทำลงสตรีมมิ่ง เปิดตัวในช่อง HBO Max
Justice League แซ็ก สไนเดอร์ ถ่ายทำเสร็จสิ้นไปด้วย แต่ด้วยปัญหามากมาย ลูกสาวฆ่าตัวตาย จนหมดใจทำอะไรต่อ จนขอถอนตัว จอสส์ วีดอน ผู้กำกับ The Avengers เลยถูกดึงตัว มาทำ Justice League ต่อให้เสร็จ โดยมีการถ่ายเพิ่ม เปลี่ยนแปลงรายละเอียดบางอย่าง และต้องคุมเวลาจากที่ สไนเดอร์ตั้งใจจะทำเป็น 3 ภาค ถ่ายไว้ยาวกว่า 4 ชม. ให้จบภายใน 2 ชั่วโมง ไม่ยาวไปกว่านั้น
Justice League ฉบับของ จอสส์ วีดอน ออกมาในโทนที่สว่าง สดใสในแบบของ มาร์เวล แทบจะไม่มืดทึบ ดำมืด อันเป็นเอกลักษณ์ของ DC แม้ตัวละคร สถานที่ในเรื่องจะเคยถูกนำเสนอมาแล้ว ก็ยังขาดความมืด จนมาในปี 2020 แซ็ก สไนเดอร์ นำเอาJustice League ที่ตัวเองถ่ายทำเอาไว้ มาถ่ายเพิ่มตัดต่อใหม่ ใส่ดนตรีและเพลงประกอบใหม่ ทำให้ภาพให้เป็น 4 : 3 เพื่อฉายทางจอเล็ก เพื่อนำออกฉายเปิดตัวช่อง HBO MAX
ในตอนที่ดู Zack Snyder’s Justice League แทบจะลืมเลือนภาพต่างๆ ของฉบับ 2017 ดูแบบโล่งๆโปร่งๆ แต่ดูไป ใจอคติไปกับการที่คนเปรียบเปรยว่าฉบับหนังใหญ่ๆ ไม่สนุกสู้ฉบับนี้ไม่ได้ บรรจบกันไม่ได้ แถมนำเอาที่สไนเดอร์มาใช้แค่นิดเดียว พอดู Zack Snyder’s Justice League จบ เพื่อฟื้นความจำเลย ย้อนกลับไปดูฉบับ 2017 ซ้ำอีก ต่อกันยาวๆ ไป6 ชั่วโมงรวด ผลคือชอบทั้งสองเวอร์ชั่น ใน 2 รูปแบบหนังโรงก็สนุก ดูสบายๆ ในแบบซูเปอร์ฮีโร่ จอใหญ่สั้นกะทัดรัด มาฉบับ 2021 ดีในแง่การขยายรายละเอียดแต่อาจจะยาวเกินไปสักนิด ถ้านำ 2 เรื่องมาดูต่อกันก็เป็นการเพิ่มรายละเอียดเข้าใจตัวละครได้มากขึ้น
อีกส่วนหนึ่งที่งง!! คำวิจารณ์ ก็หนังเดินเรื่องเหมือนกันทุกฉากตั้งแต่เปิดฉากจน ปิดจอหลังแอนเครดิต จะต่างกันแค่รายละเอียดในฉากนั้นๆ เหมือนกับ“วีดอน” ถ่ายเพิ่มนิดเดียว ใช้ สไนเดอร์ เป็นเมนท์หลักแต่กลับบอกเหมือนดูหนังคนละม้วน นำมาใช้แค่นิดเดียว
Justice League ทั้งสองฉบับ เดินเรื่องในเส้นเรื่องเดียวกัน จะต่างกันแค่ ความยาวครึ่งๆ2 ชั่วโมง กับ 4 ชั่วโมง 2 นาที มีบางฉากที่ถูกเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนกัน มีทั้งที่ถูกตัดออก เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนทั้งดุ้น อันนี้เฉพาะรายละเอียด แต่เส้นหลักเล่าเรื่องเหมือนเดิมหมด
Justice League สนุก ชัดเจนในความเป็นหนังโรง ภาคเดียวจบ ไม่ยาวมากแค่ 2 ชั่วโมง ขาดไปไม่กี่วินาที Zack Snyder’s Justice League ให้ความรู้สึกของความเป็นมินิซีรี่ส์ ไม่ยาวมาก ที่นำเอาฉบับหนังโรงมาขยายใส่รายละเอียด ขยายเรื่องให้ชัดเจนให้คนดูสนุกขึ้น เข้าใจตัวละครมากขึ้น (แต่ถ้ามองในมุมที่ฉบับนี้ทำมาก่อน ก็จะกลายเป็นฉบับหนังโรงนั้น สรุปฉบับซีรี่ส์ให้สั้นลงเอาแต่เนื้อๆ)
บรรยากาศของความเป็น DC มืดทึมๆ แทบจะหาความสว่างไม่ได้ ตัวละครมีปมในใจ ขยี้ด้วยบรรยากาศอันหม่นหมอง บทสนทนา และดนตรีประกอบที่แยกธีมแยกอารมณ์ในของแต่ตัวละครรายละเอียดในส่วนของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมนแทบจะไม่มีอะไรที่ต่างกัน ส่วน สาวน้อยมหัศจรรย์กับ จ้าวสมุทร นั้นได้มีตอนย่อยตอนส่วนตัวออกมาแล้วพอดูฉบับนี้เลยสนุกมากขึ้นไปกับสิ่งที่ตัวละครพูดถึงมีแค่ ไซเบิร์ก เท่านั้น ที่คนละเรื่องกะในหนังใหญ่รายละเอียดเพียบ ทั้งที่มา-ที่ไป ปมในใจ ความขัดแย้งในตัวเอง รวมไปถึง ด็อกเตอร์สโตน ผู้พ่อ ส่วน แบร์รี่เดอะ แฟลซ มีมุมน่ารักๆ เพิ่มขึ้น แต่ที่รู้สึกเหมือนกันทั้ง 2 ฉบับ คือ ไม่ได้รู้อะไรเพิ่มเติมถึงที่มา-ที่ไป ที่มาของพลังในฉบับ แซ็ก สไนเดอร์ แม้จะยาวกว่า 4 ชั่วโมงแต่ก็ดูได้เรื่อยๆ แบบไม่น่าเบื่อ ตื่นตาตื่นใจไปกับเทคนิคพิเศษ CG การถ่ายทำในแบบของหนังใหญ่
ฉากใหญ่ที่เปลี่ยนไปแบบชัดเจนคือ ฉากลุยถล่มกันแหลกในช่วงท้าย เหมือนดูหนังคนละเรื่องแต่ก็สนุกกันไปคนละแบบ ส่วนตัวจะชอบฉบับหนังโรงมากกว่า เพราะมีมุขขำๆ ของ ซูเปอร์แมน กับเดอะเฟลซ ของ สไนเดอร์ ไม่มี หรือที่หนังใหญ่ เพิ่มคือมีครอบครัวพ่อแม่ลูกชาวรัสเซีย ที่อยู่ในรังของตัวร้าย ที่ใน สไนเดอร์ ไม่มีส่วนนี้ในหนังใหญ่สเตพเพนวูล์ฟ คือ หัวหน้าใหญ่ตัวร้าย แต่ฉบับล่าสุด ในหัวหน้าใหญ่คุม ดาร์คไซด์ อีกที
ฉากปิดท้ายใน ฉบับสไนเดอร์ ถูกนำไปใส่ในฉากจบและหลังแอนเครดิต ติ่งปิดท้ายในหนังใหญ่ทิ้งเชื้อไว้ภาคต่อไปในขณะที่ ตัด มาร์เชียน แมนฮันเตอร์ฮีโร่ตัวเก่งที่เสนอตัวมาร่วมทีม ในท้ายเรื่องฉบับสไนเดอร์ ออกไป
การดูในครั้งนี้ อดรู้สึกไม่ได้ว่าทั้งทีม จัสติช ลีก กับ อเวนเจอร์ มีอะไรหลายๆ อย่างที่ชวนให้นึกถึงกันเหมือนสองค่ายสร้างฮีโร่ เหตุการณ์คล้ายๆ กันสเตพเพนวูล์ฟ ตามหา มาร์เธอร์บ็อกซ์ ก็เหมือนธานอช ตามหาอัญมณีหินทั้ง 6 มาร์เธอร์บ็อกซ์กับหินมีพลังมหาศาลเหมือนกัน เดอะ แฟลซ ดูเป็นเด็กน้อยไม่โต เหมือน ไอ้แมงมุม ชุดไปคล้ายกับตัวอเมริกาสาวน้อยมหัศจรรย์ คือ ดาบกับจ้าวสมุทร นึกถึง ธอร์ในความเป็นเทพ โล่ เหมือนของกัปตัวอเมริกา ความสวยสูสีกับกัปตันมาร์เวล แบทแมนไม่มีพลังพิเศษแต่รวยเหมือน ไอรอนแมน โทนี่ สต๊าค ไซบอร์กก็เหมือนไอคอนแมนที่มีเกราะผสมๆ กับวิชั่น
Zack Snyder’s Justice League คืออีกหนึ่งหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่ดีครบถ้วนทั้งโปรดักชั่น ความสนุกในโทนของค่าย DC มืดๆ ทึบๆ มีปมในใจ ในรูปแบบดิบๆ ของ ร็อบ ชไนเดอร์ ที่ไม่อยากให้พลาดดูจบแล้วอยากจะย้อนกลับไปตอนย่อยๆ ของทุกตัวมั่ง แบทแมนซุปเปอร์แมน สาวน้อยมหัศจรรย์ จ้าวสมุทร อีกครั้งสนุกโดนใจแบบนี้ เอาใจไปเต็ม 10/10 คะแนน เท่าๆ กับฉบับ 2017 เลยก็แล้วกัน
แม้ว่าดูแล้ว กัล การ์โดล ที่ดูสว่างๆ สวยๆ หรือฉากที่ชอบมากๆ คือ ซูเปอร์แมน ท้าประลองความเร็วกับ เดอะ เฟลซ ในฉบับหนังใหญ่จะทำให้ชอบฉบับหนังใหญ่มากกว่าฉบับสตรีมมิ่งนิดหนึ่งก็ตาม
Justice League/Zack Snyder’s Justice League จับความหลัง ซูเปอร์แมนตาย บรู๊ซ เวนย์ออกตามหาผู้มีพลังวิเศษเพื่อเตรียมรับมือกับวายร้ายต่างดาวที่กำลังบุกโลก
สเตพเพนวูล์ฟ ออกตามหา มาร์เธอร์บ็อกซ์ขุมพลัง ที่ถูกแยกออกไป 3 ส่วน ดูแล อเมซอนแอตแลนติส และมนุษย์สาวน้อยมหัศจรรย์ จ้าวสมุทรไซบอร์ก ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ 3 กล่องพลังและ เดอะ แฟลซ ตัดสินใจรวมทีมกับแบทแมนแต่นี่อาจจะยังไม่พอ ซูเปอร์แมน จึงถูกปลุกขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง