โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘อรุณกาล’(Regretfully at Dawn) 10/10

11 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

ไม่คิดว่าจะชอบ..แต่ก็ชอบ ไม่น่าจะ..น้ำตาซึม..ก็ซึม เฉยๆๆ ..กับ หนังใหญ่ ”Eternity ที่รัก“ (2010)  หนังซีรี่ย์ สืบสันดาน สองงานดังของ กานต์-ศิวโรจณ์ คงสกุล แต่ ..เรื่องนี้ เฉย ไม่ลงรัก..เสียน้ำตา  ให้กับ ปู่ยงค์ กับ หลานเซียง และ เจ้าหมาแก่แรมโบ้ไปๆ มาๆ อรุณกาล ขึ้นแท่น หนังไทย ที่ชอบ อันดับต้นๆ ของปีนี้ Eternity ที่รัก (2010) พาไป ย้อนความทรงจำของตัวผู้กำกับ เป็นหนังส่วนตัว จัดเต็มในบรรยากาศบ้านๆ แต่ยังคงโทนหนังอินดี้ ‘สืบสันดาน’ฉีกมาเป็น งานเอาใจตลาด เน้น ไปที่ ความรุนแรงของ เนื้อเรื่อง การแสดง มาใน.. ‘อรุณกาล’คือหนังครอบครัว ที่ดู เพลินดูสบายอรุณกาล (Regretfully at Dawn) คือหนังไทยที่สร้างออกมาในปี 2567 ได้รับการคัดเลือกเข้าฉายในสาย New Directorsของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ San Sebastian International Film Festival และฉายเปิดในเทศกาลภาพยนตร์ World Film Festival of Bangkok ครั้งที่ 16 เพิ่งจะได้ มาเข้าฉายในโรงหนัง ในบ้านเรา ในปีนี้ “ทุกการจากลา ทิ้งบางสิ่งไว้เสมอ”
บอกลาความทรงจำครั้งเก่า…ก่อนการเดินทางครั้งใหม่

 ‘ยงค์ จันทร์แจ่ม‘ ชายชราทหารผ่านศึกผู้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของตนเองอยู่กับ ‘เซียง’ หลานสาวผู้ที่กำลังมีอนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า และ ‘แรมโบ้‘ หมาสีดำที่ผ่านช่วงชีวิตอันยาวนานมาไม่ต่างกับ ‘ยงค์’ชีวิตประจำวันของ ‘ยงค์’จึงเป็นการตื่นเช้า ทำอาหาร ส่งหลานไปเรียน และสร้างบ้านต้นไม้ให้เสร็จก่อนที่ร่างกายของตนจะไร้เรี่ยวแรง

‘อรุณกาล’หนังเรียบง่ายไม่หวือหวา แต่โดนใจกินใจ ตัวหนังมาพร้อมกับความเป็นธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่งการแสดง..ที่เป็นธรรมชาติ ธรรมชาติไร่สวน.. ชีวิตแบบชาวสวนชาวไร่ โรงเรียนในชนบท โรงพยาบาล สถานรับเลี้ยงคนชรา อุบัติเหตุในท้องถนน หนังพาคนดูไปสำรวจชีวิตของ 3 ตัวละครหลักที่เป็นตัวแทนต่างเจเนอเรชัน  ชอบในความเรียบง่ายของหนัง ไม่จำเป็นต้องขยี้ หรือตอกย้ำอะไรมากมาย แต่ในภาพ การแสดง เข้าขยี้ หัวใจคนดู และถ้า ดูจาก ตัวละครเรื่องราว แล้ว หนังยังชวนให้รู้สึกโดยที่ไม่ต้องออกมาบอก

น้าหงา-สุรชัย จันทิมาธร นิ่งๆ เรื่อยๆ กับ บท ‘ปู่ยงค์’ที่ดูใจดี มีความอบอุ่นให้กับหลานสาว เล่นเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องเล่นเยอะ สีหน้าน้ำเสียง ถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ ได้ดี(ฉากในสนามรบ ระเบิดตูมตาม แม้ น้าหงา จะไม่ได้แสดง แต่ก็ยังชวน ให้นึกถึง น้าหงาสมัยเข้าป่า ก็คงไม่ต่างอะไร กับการเป็นทหาร หรือ ภาพที่ นิ้วขาด อดนึกเล่นๆ ขำๆ แล้ว จะมาดีดกีต้าร์ ร้องเพลงได้อย่างไร

มากิ-มาชิดา สุทธิกุลพานิช เป็น ‘หลานเซียง’ ที่ สวย สดใสน่ารัก สมวัย เด็กน้อยวัย11 ขวบ ดูเป็นเด็กเรียนเก่ง เป็นเด็กที่ทั้งชีวิตอยู่กับปู่กับหมาแก่ หรือเป็นเด็กน้อยที่อ้อนครูชอบทุกๆ ฉาก ที่อยู่กับปู่/คุณครู ฉากเต้นรำเพลงอารีดัง สวยงามมากๆ

เจ้าแรมโบ้ หมาแก่ประจำบ้าน แสดงโดย เจ้าโอเลี้ยง ที่ โดนใจ ถูกใจในความแสนรู้ ในทุกฉากทุกตอนที่ออกมา  เป็นอีกหนึ่ง หมานักแสดงที่ทำให้ น้ำตาซึม ไปกับดารจากลา

ปราโมทย์ แสงศร เป็น‘อภัย’พ่อของเซียง จัดเต็มในมาดของ หนุ่มขี้เมาต่างจังหวัด ฉากที่ มาขอ ลูกสาวคืนจากพ่อ สุดยอดมากๆ เป็นฉากไฮไลท์ ฉากหนึ่งของหนัง(บทของ อภัย ในหนัง ไม่ได้ลงลึก ในรายละเอียด ว่าทำไมๆ ถึง ทิ้งลูกสาวให้อยู่กับปู่ ให้ คนดูตีความเอาเอง)

ศิขรินทร์ ลางคุลเสน เป็น ‘ครูแมรี่’ครูสาวต่างชาติ ที่ เซียง  เรียนสวยใสน่ารักในความเป็นครูสาวต่างจังหวัด แต่ก็มีบางบุคลิกของคนรุ่นใหม่ วัยเจน

อุ้ม-วัลลภ รุ่งกำจัด  รับบทเป็น ยงค์ (วัยหนุ่ม) กฤษณ์ เศรษฐธำรงค์ เป็น ศักดิ์ อดีตนายทหารเพื่อสนิทยงค์ เอม-ภูมิภัทร ถาวรศิริ รับบทเป็น ศักดิ์ (วัยหนุ่ม)นน-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์ รับบทเป็น บุรุษพยาบาล

นอกจาก เนื้อเรื่อง การแสดง แล้ว เพลงประกอบ ยังโดนใจ ทั้ง ‘อารีดัง’เพลงหลักของเรื่อง ที่มาเป็นระยะ ใช้เสียงร้องเก่าในอดีต และ ‘ต้นหญ้ากับสายลม’ กับ ‘ไหวเอน’ สองเพลงดังของ ‘คาราวาน’

อรุณกาล ผลงานของ EXTRA VIRGIN, E&W FILMS and CINEMA 22 โปรดิวเซอร์ นุช-พิมผกา โตวีระ ผู้กำกับภาพ ปิง-ม.ร.ว.อัมพรพล ยุคล ดนตรีประกอบ อ๊อพ-วุฒิพงศ์ ลี้ตระกูล ลำดับภาพโดย มานุสส วรสิงห์ บทโดย ตัว กานต์-ศิวโรจณ์( ผู้กำกับ)  จัดจำหน่ายโดย Brand Think Cinema

อรุณกาล คือ หนังที่ดีที่สุด..ชอบที่สุด ในด้านการแสดง ของ ‘น้าหงา’ และเป็นงานกำกับที่โดนใจที่สุดของ กานต์-ศิวโรจณ์ ถูกใจ..โดนใจ..เสียน้ำตา..มีรอยยิ้ม ดูอบอุ่นโดนใจ เต็มๆ 10/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง ‘อัศจรรย์วันทอง'(In the Name of Love ) ‘เขียนชะตากรรมใหม่ที่โลกไม่เคยบันทึก’

4 กันยายน 2569 เวลา 10:54 น.

หนังไทยเรื่องใหม่จากBlackDragonEntertainmentที่มีการนำเอาขุนช้างขุนแผน วรรณคดีไทย มาสร้าง ด้วยหน้าหนัง ภาพหนัง ที่มีการตีความใหม่ ให้เข้ากับ ยุคปัจจุบัน มีความร่วมสมัยมากขึ้นไม่เดินตามต้นฉบับเป๊ะๆเหมือนที่ผ่านมาผลงานการกำกับโดย มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ผู้กำกับ  Long Live Love! และซีรีส์คอมเมดี้เรื่อง เนื้อคู่ประตูถัดไปกับเนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร  ‘อัศจรรย์วันทอง’ดัดแปลงจาก ‘รติรสไม่นำพา’ของนักเขียนนามปากกา ‘ลลลา’ ที่หยิบเอาวรรณกรรม‘ขุนช้างขุนแผน’มาตีความใหม่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่(ในหนังมีการพูดถึง ตัวหนังสือ ‘รติรสไม่นำพา’จน อดนึกไปเลยว่า ตัว ‘พิมพ์มาดา’คือ ‘ลลลา’คนแต่งเรื่อง นำเอา เรื่องที่เจอะเจอในชีวิตมาใส่กับวรรณคดีไทย)‘ลลลา’(หรือนามปากกา YBSoulmate คือ หนังเขียนนิยายรุ่นใหม่ ชื่อดัง ที่มีผลงานถูกใจโดนใจ คอนิยายรุ่นใหม่ ชอบ เรื่องรัก โรแมนติกวัยรุ่น

เรื่องราวการผจญภัยข้ามห้วงเวลาของ ‘พิมพ์มาดา’หญิงสาวยุคปัจจุบันที่หลุดเข้าไปในโลกของวังวนรักแสนท็อกซิกของ “นางวันทอง” ในหน้าวรรณคดีที่สุดท้ายแล้วต้องรับโทษประหารเพราะขุนแผนและขุนช้างชายที่รักทั้งสอง แต่ทำไมต้องเป็นเธอที่ต้องก้มหน้ารับชะตากรรม ‘พิมพ์มาดา’จะขอกำหนดเส้นทางชีวิตใหม่ของ ‘วันทอง’ด้วยความคิดและหัวใจของเธอเองเพื่อหาทางเอาชีวิตรอดและหนีชะตาชีวิตอันน่าอดสูนี้ให้ได้

‘อัศจรรย์วันทอง’คือหนังที่ดูสนุกไปกับการนำเสนอเรื่องราว การเล่าเรื่อง อารมณ์ขันของตัวละครมุขตลกมีทั้งรอยยิ้ม/เสียงหัวเราะบรรยากาศ/โทนหนังการนำเสนอ อารมณ์ของหนังชวนให้ นึกถึง หนังเอเซียหลายเรื่อง ที่ นำเอา นิยายดังๆ วรรณกรรม ดังๆ ที่คุ้นเคย มาตีความใหม่ขึ้นจอใหญ่การตีความใหม่แนวตลก ชวนให้นึกไปถึง หนังฮ่องกง ในยุค 90 ออกมาในแนวเดียวกันเพียงแต่‘อัศจรรย์วันทอง’ดูไม่ออกนอกทางดูไม่เลอะเทอะดูสมจริงมากกว่า

แม้ภาพของหนังจะเหมือนการเล่าเรื่องใหม่/ตีความใหม่เหมือนมีเรื่องที่ต้องพูดถึงมากมาย หนังเดินเรื่องตามวรรณคดีต้นฉบับ มาแบบครบเรื่องตั้งแต่เด็ก มาจบที่ ‘วันทอง’ถูกประหารโดยในแต่ช่วงใส่สิ่งที่ต้องสารสื่อต้องการพูดถึงลงไปเส้นเรื่องตอกย้ำในการเป็นหญิงสองใจหญิงสองผัว เต็มใจหรือไม่เต็มใจ ผู้ชายเป็นใหญ่ มีเมียมากไม่ผิด เลือกได้แต่พอเป็น หญิง กลายเป็นเรื่องผิดและสิ่งที่ฉีกจากภาพเดิมๆ ที่ คุ้นเคยของ ‘ขุนช้างขุนแผน’ไม่ว่าจะทำการสร้างมากี่ครั้งก็ตาม คือ ‘ขุนแผน’ดูเทาๆ มากกว่า ความเป็นพระเอก ‘ขุนช้าง’จากที่เคยรักเดียวใจเดียวกลายเป็นหลายใจหรือ‘วันทอง’ที่ก๋าแก่นเก่งมากกว่าจะดูเป็นสาวอ่อนช้อย

ในช่วง ขุนช้างขุนแผน เติมไปด้วย ความสนุก ในแบบซิทคอม หนังตลกข้ามยุคย้อนยุค มีทั้งเบาผ่อนคลายแทรกด้วยสิ่งที่ ตัวเรื่องต้องการพูดถึง สิทธิสตรี ผู้หญิงตกเป็นเบี้ยล่างของผู้ชายแม้เส้นเรื่องจะหนักแต่ไปๆมาๆด้วยโทนหนังเลยไม่รู้สึกว่าหนักออกมาเป็นแฟนตาซี  การ์ตูน คือ เวทย์มนต์ ต่างๆ โชว์เทคนิคพิเศษ ดูเพลินสนุกสนาน ช่วงยุคปัจจุบัน หนังชัดเจน ในการพูดเรื่องการเมืองความรุนแรงอิทธิพล ของผู้มีอำนาจ ทำตัวหนังดูจริงจัง ตอกย้ำสิ่งที่ต้องการสื่อ และใส่ไว้ในช่วงย้อนอดีต แต่ก็เหมือนเป็นคนละเรื่องกัน เหมือนดูหนังอีกเรื่องแต่นำมาร้อยเข้าหากัน

อิ้งค์-วรันธร เปานิล เล่นดี มีเสน่ห์ดูเป็นธรรมชาติ ดึงคนดูให้อยู่กับ การเป็น ‘พิมพิลาไลย’ที่พยายามฉีกโชคชะตาจากการเป็น‘วันทอง’ดูเป็นคนยุคใหม่ที่ย้อนกลับไปในอดีต ไม่มีเค้า ไม่เหลือภาพ ของการเป็นสาวอยุธยา  แต่ทำให้ เชื่อว่า..ทำไม ขุนแผน ขุนช้าง จะมาหลงรัก ไม่เว้นแม้แต่ ‘สายทอง’กับ‘จันสอน’จะภักดี สีหน้าทางทาง น้ำเสียง คำพูด อารมณ์ขันดีงามหรือ ตอนเป็น ‘พิมม์มาดา’มีเสน่ห์ไปอีกแบบ

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ เป็น ‘ขุนแผน’ที่ความหล่อจัดเต็ม ทั้งในยุคนี้ หรือในอดีต ลีลาท่าทางเชื่อว่าเป็น‘จอมขมังเวทย์’ดูเป็นนักรบรอยยิ้ม..พิมพ์ใจทำให้คนหลงรักหรือแม้แต่ช่วง ปัจจุบัน เป็น ‘แพลน’บุคลิกท่าทาง ..ดูเป็นนักการเมือง เป็นไฮโซ หนุ่มหล่อจริงๆและเป็นการฉีกภาพเดิมๆที่เคยเห็นกันมามาดตีกอล์ฟ (จะมีที่ดูขัดตามากคือ ช่วงเป็น เณรพลายแก้ว ภาพศีรษะโล้นดูหลอกตามากเหมือนดูละครยุคเก่าที่ใส่วิกผมเชยๆไม่เนียน)

กลัฟ-คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ รับบท‘ขุนช้าง’ที่ฉีกไปจากภาพขุนช้างในวรรณกรรม ด้วย รอยยิ้มความหล่อ อารมณ์ขัน ผมยาวสลวยไม่หัวล้าน บุคลิกท่าทางเสื้อผ้าหน้าผม เหมือนออกมาจาก มังงะ ดูมีเสน่ห์น่ารัก พอที่ ‘วันทอง’จะรัก เพิ่มเติม คือ เจ้าชู้ มีฉากต่อสู้แบบการ์ตูนๆ หรือ‘ทนายคเชนทร์’ดูอ้วนท้วนผมเผ้าหนวดเครารุงรังในยุคปัจจุบัน‘ขุนช้าง’เปลี่ยนจากใช้เงินซื้อใจมาเป็น ฝีมือล้วนๆ

ปริมมี่-วิพาวีร์ พัทธ์ณศิริ เด่นมากกับการเป็น ‘สายทอง’หญิงรับใช้คนสนิทของ ‘วันทอง’ที่มาอยู่กันเกือบทุกฉากทุกตอน เป็นตัวชง เป็นรับส่งขยี้บทให้ ‘วันทอง’เด่นขึ้น เพิ่มความความเจ้าชู้ของ ‘ขุนแผน’เสริมภาพของขุนโจร‘จันสอน’ให้มีความอ่อนโยนมีความรักหรือแม้แต่ สร้างภาพยูริกับ‘วันทอง’เป็นหนึ่งเดียว กับ ฉากหวาบหวิว เลิฟซีน ที่ไม่น่ามาแค่ ครึ่งๆ กลางๆ ถ้า..อีโรติกกว่านี้จะทำให้หนังสนุกมากขึ้นกว่านี้

เฟย-ภัทร เอกแสงกุล รับบทเป็น ‘จันสอน’ที่มาเพิ่มความสนุก อารมณ์ขันให้กับตัวเรื่อง มาในแบบตัวละครที่เป็น การ์ตูน แทบจะไม่ใช่ตัวละครที่มีชีวิตจริง เป็นตัวละครเสริม เป็นตัวช่วยฝ่ายชายของ‘วันทอง’

ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์ รับบท ‘นางศรีประจัน’แม่วันทอง เน้นขำ มาพร้อมกับ ‘โย่ง เชิญยิ้ม’รับบท‘พันศรโยธา’พ่อ‘วันทอง’ทำให้หนังชัดเจนในความเป็นหนังตลก กษาปณ์ จำปาดิบรับบท‘พระพันวษา’ดูจริงจังนิ่งมีอำนาจออร่าความเป็นใหญ่เหนือผู้หญิง แจ็ค-กิตติศักดิ์ ปฐมบูรณารับบทศรพระยาญาติขุนช้างที่คอยรับมือ‘ขุนแผน’ร่วมด้วยสามสาวสวยในบท ตามเรื่องใน วรรณคดี ฟ้อนด์-ณัฐทิชา จันทรวารีเลขา รับบท‘แก่นแก้ว’ลูกค้า‘พิมพิไลชาลอน’ อานิต้า-นิภา ยากาเนกิ รับบท ‘แม่นางลาวทอง’เมียเชลยศึกขุนแผน พีค-ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ รับบท ‘แก้วกิริยา’ สาวสวยห้อมล้อมด้วยสาวสอง และที่ต้องชมคือน้องที่เล่นเป็น ‘พิมพิลาไลย’ตอนเด็ก เล่นได้น่ารัก เล่นเก่งมากหูตาน้ำเสียงท่าทาง ดีงามเป็นช่วงเปิดเรื่องที่ดูดีดูลงตัวมากที่สุดของหนัง

 มุก-ปิยะกานต์ บุตรประเสริฐ ทำ‘อัศรรรย์วันทอง’ออกมาดูสนุก ดูดี ชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการนำเสนอ ดูสนุก ผ่าน งานด้านโปรดักชั่นดีงาม เสื้อผ้าหน้าผม ดูแฟนตาเซีย มากกว่าความเป็นหนังพีเรียส ดนตรีประกอบผสมผสานดนตรีไทยเข้ากับเพลงในสมัยนี้ บทหนังอาจจะลื่นไหล ไปเรื่อย แต่ด้วยความยาวหนัง 135นาที หลายเรื่องหลายตอน หลายตัวละคร ที่มีการปูการพูดถึง ไปๆ มาๆ กลับถูกทิ้งไป ไม่มีการต่อยอด ไม่มีอะไร จนดูลอยๆ โดยเฉพาะ ในช่วงท้ายของเรื่องสิ่งที่โดนใจ ชอบมากๆ คือ การขับเสภา การใส่ เสภา เข้ามา เล่าเรื่อง สร้างบทเสภาขึ้นมาใหม่ ใส่ คำ/ภาษา ของ GenY เข้ามา ที่แม้จะ มีบางช่วงบางตอน ที่ สัมผัส คำยังขาดๆ เกินๆแต่ก็พอจะมองข้ามได้ สิ่งที่ ขัดใจ ทำให้ลดความสนุกลงไปมากคือ CG เทคนิคพิเศษ พอมาดู ในโรงใหญ่แล้ว การแมทภาพต่างๆ ดูไม่เนียน ภาพตัวละครลอยโดดออกมาจากแบล็คกราวข้างหลัง เหมือน ย้อนกลับไปหนังดู หนังในยุค 30-40 ปี ที่แล้ว ที่มาดูตอนนี้ จะขำไปกับความเชยความไม่เนียนที่ไม่น่าจะมาเจอกับหนังฟอร์มดีอย่างเรื่องนี้

อัศจรรย์วันทอง คือ อีกหนึ่งหนังไทย ที่ตั้งใจทำ ฟอร์มดี เรื่องสนุก ดูเพลิน แม้ จะมีช่วงย้วย บางช่วงดูรวบรัดเร่งรีบ แต่ก็พอมองข้ามไป แต่ ดันมาตกม้าตาย ที่ CG การซ้อนภาพ และเณรพลายแก้วที่ศีรษะไม่เนียนเลยทำให้ลดความชอบไปเยอะ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง หมัดเทวาท้าเดิมพัน(Godskin) ‘หมัดต่อหมัดสัตว์ต่อสัตว์พลังต่อพลัง’

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:20 น.

FacebookXLineGmailCopy LinkShare

หนังไทย เรื่องล่าสุด ผลงานการสร้างร่วมกันของ M STUDIO, Jungka Studio และ Karmanline Studio ที่ นำเสนอ หนังแอ็คชั่นหมัดมวย งานกำกับของ กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา จาก ‘บอดี้..ศพ 19,  สี่แพร่ง ตอน “ยันต์สั่งตาย” , ห้าแพร่ง ตอน “หลาวชะโอน”รัก7ปีดี7หนตอน“14”,โกสต์แล็บ..ฉีกกฎทดลองผีและอนาฅตหมัดเทวา ท้าเดิมพัน พาผู้ชมเข้าสู่สังเวียนต่อสู้ใต้ดินสุดโหด ซึ่งชัยชนะไม่ได้ตัดสินกันเพียงแค่หมัดต่อหมัดแต่ยังต้องเดิมพันด้วยพลังเหนือมนุษย์และชีวิตของผู้เข้าแข่งขั

กอล์ฟ-ปวีณ ภูริจิตปัญญา ฉีกแนว จากที่เคยทำหนัง ผี ไซไฟ อย่าง บอดี้ศพ 19 หันมาทำหนังแอ็คชั่นหมัดมวย แต่ยังคง ลายเซ็นต์ของตัวเอง ที่ยังคง เน้น แฟนตาซี ผสมผสาน  โลกแฟนตาซีเข้ากับศิลปะการต่อสู้อย่างดุเดือด หนังเดินเรื่อง โดยตามติด ชีวิตของ วิน ไรเดอร์ จนตรอกเน้นไปที่การต่อสู้มีเรื่องราวของคนรอบข้างตัวเข้ามาแจม‘อิฐ’เพื่อนสนิท ผู้ชักนำเข้าวงการ
‘แพรวา’อดีตรักเยาว์วัยที่ มาเป็นคนรัก/กำลังใจในสยามมวย และ กวนอู FC ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ ‘วิน’ชนะตัวหนังมาตามสูตรหนังแนวนี้ ไม่ยากต่อการคาดเดา แค่รอดูว่า คู่ต่อสู้ เส้นทางเดินของ‘วิน’จะเป็นอย่างไร รอดูบทสุดท้ายว่าจะลงเอ่ยอย่างไรช่วงแรก หนังอาจจะดูธรรมดา เพลินแค่ฉากต่อสู้ในแบบทีเล่นทีจริงดูไปเรื่อยไม่มีจุดพีคแต่ดูได้ก่อนที่ จะมา หักมุม ในช่วงท้ายไคลแม็กซ์ บทสรุปบทเฉลย ที่อยู่ เหนือการคาดเดา เปลี่ยนโทนหนังไปโดยสิ้นเชิง หนังดู ดราม่า/จริงจัง/ทริลเลอร์ขึ้นมาทันทีและด้วย ความเป็น แนวแฟนตาซี/ไซไฟ พอมาถึงบทเฉลย อาจจะทำให้คนดูหลายคนไม่เข้าใจไม่เคลียร์กับเรื่อง

บรรยากาศของ หนังไทย ในยุคนี้ มาแบบจัดเต็ม ตัวละครแบบบ้านๆ การพูดคำจา ที่เห็นกันได้โดยทั่วๆไป ทำให้หนังดูติดดิน โลเกชั่นดูหม่นหมองอึ้มครึม ตามโทนเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในสนามมวยที่อยู่อาศัยหรือที่ร้านสักยันต์อาจารย์ทศ  แต่จะมีดูธรรมดาๆ ขัดตาไปสักนิด คือในบรรดานักพนันหรือในโรงพยาบาลรู้สึกลอยโดดออกมาจากตัวหนัง

ฉากแอคชั่นติวบู๊ต่างๆ นานา ทำออกมาได้ดี โดยทีม พันนาสตั้นท์(Panna-stunt) ลีลาการต่อสู้ บุคลิกท่าทาง ชวนให้นึกถึง หนังบู๊ขายสาย ของ ทีมพันนา ฤทธิไกร ในอดีต ลีลาแบบทีเล่นทีจริง เน้นขำๆ นักชกบนสังเวียน ลักษณะ หลากหลาย เหมือนไม่มีอะไร ท่าทางไม่เก่ง แต่เอาจริง แล้ว ไม่ธรรมดา มีทั้ง ผอมแห้งแรงน้อย อ้วนท้วนสมบูรณ์ สาวบอบบาง สาวเพศสอง เด็กน้อยนักร้องฯลฯ

ดีไซด์ฉากบู๊ ออกมา ในแบบของ เกมส์ การ์ตูน มังงะ การต่อสู้ที่เน้น ลีลาท่าทางของ สัตว์ต่างๆ ที่ ใส่ ภาพกราฟฟิคสัตว์ เข้ามาประกอบเวลาต่อสู้ ยิ่งทำให้ หนัง ออกมา เป็น แฟนตาซีมากขึ้นและที่ต้องชม คือ ฉากต่อสู้ยาวๆ แบบ ลองเทค ในห้องล้อกเกอร์ ดูโอเค สนุกตื่นเต้น ดูเข้าขากันดียิ่งปล่อยยาวคิวต้องเป๊ะต้องซ้อมกันเป็นอย่างดี

จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร มาพร้อมกับ หุ่นฟิตเปี๊ยะ ฉีกภาพเดิมๆ ที่ เคยดูมา ลีลาคิวบู๊ ท่ามวย ชั้นเชิงการต่อสู้ ดูปราดเปียวว่องไว ฉาก ดราม่า รัก ยังคงออกมาดูดี แบกหนังได้ทั้งเรื่อง

จ๋าย-อิชณน์กร พึ่งเกียรติรัศมี ลื่นไหลไปกับบท อิฐ ที่มีทั้งความเป็นเพื่อน ควบกับ นักธุรกิจ เล่นดี ดูแล้วเชื่อว่า เป็น คนไหลลื่น มีประสบการณ์ เก๋าเกมส์ จริงๆ เป็น ผู้จัดการ ที่ เขี้ยวลาก แม้จะ..ไม่มี ฉากต่อสู้ แต่ก็ทำให้ คนดู สนุกไปกับเรื่อง ทุกฉาก ที่ออกมา เด่นทุกฉาก

 มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร เป็น แพรวา สาวพีอาร์ ในสนามมวย ดูสวย มีเสน่ห์ ตามบท เข้ามาเสริมในส่วน เรื่องรักได้ดี เสียดาย แค่ โชว์เนื้อหนังมังสา ฉากเลิฟซีน ดูธรรมดา ยังไม่ร้อนแรงตามโทนหนังถ้ามามากกว่านี้จะทำให้หนังสนุกขึ้น

บอนชอน-ธนวัฒน์ เชี่ยวอร่าม (น้องชาย โดม เดอะสตาร์) เป็น กวนอู FC สปอนเซอร์ รายใหญ่ของ มาวิน ชัดเจน มาเสริม ในบทเฮฮา เรียกร้อยยิ้ม เป็นตัวช่วยที่ดี ในแบบ ลูกคุณหมู เด็กเนิร์ดติดเกมส์

เป้-อารักษ์ อมรศุภศิริ เป็น บิลลี่ บรองโก้ นักต่อยสู้ระดับตำนาน ที่ ดูดี ดูเป็นคู่ต่อสู้ ที่สูสีพริ้วไหวไปกับลีลาการต่อสู้ในแบบกวนๆ

อ.โต้ง-อัจฉริยะ ศรีทา มารับบท เป็น ทศ อาจารย์สักยันต์ ที่ ชัดเจน ให้ภาพของ ไซไฟ แฟนตาซี

น้าติง-สุวัฒน์ กลิ่นเกษร และ บอ.บู๋-บูรณิจฉ์ รัตนวิเชียร จับคู่กันมาเป็น  นักพากย์ประจำสังเวียนที่ออกทุกฉากต่อสู้ดูลื่นไหลบรรยากาศสนามมวยมาแบบเต็มๆ หมัดเทวาท้าเดิมพัน(Godskin) ดูสนุก สบายๆ เพลินไปกับ หนังแนวนักมวยใน สนามใต้ดิน ที่อาจจะ ยังดูขาดๆ เกินๆมีสะดุดไปบ้างแต่ถ้าดูแบบปล่อยใจก็ไม่เลวร้ายอะไรสู้กันมาทั้งเรื่อง โทนผนังแอ็คชั่น มาแบบจัดเต็ม หนังปิดท้ายเอนเครดิต พูดคุยกับ ตัวละคร..ทุกๆ คนในเรื่อง  บอกที่มาที่ไป ของ ทุกคนได้ดี..เก๋ไปอีกแบบชอบๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง น้ำตาซึม มีความสุข จดหมายรักถึงอาม่า DearYou 10/10

น้ำตาซึม มีความสุข  จดหมายรักถึงอาม่า DearYou 10/10

น้ำตาซึม มีความสุข จดหมายรักถึงอาม่า DearYou 10/10

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ความรักความอบอุ่นและหัวใจของ“ครอบครัว”มาเปิดอ่านจดหมายจาก(ถึง)อาม่าจดหมายที่จะพาทุกหัวใจกลับบ้านจดหมายรักจากอาม่า( Dear You) คือ หนังจีน ที่ อยากดู ตั้งแต่เห็นชื่อ หนัง ที่ดูเรียบง่าย แต่ โดนใจหนังเล็กธรรมดา ไม่ใช่หนัง ที่ขายดาราขายนักแสดงแต่งานที่ออกมากลับดูไม่ธรรมดาผลงานการนำเข้าของสหมงคลฟิลม์ร่วมกับBlackDragon
Dear You  เล่าเรื่องราวของ “เหี่ยวอุ่ย” ชายหนุ่มผู้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาอากงที่ขาดการติดต่อมานาน โดยมีจดหมายส่งเงินกลับบ้านเป็นเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่จะนำพาเขาไปค้นพบความจริงของครอบครัว รากเหง้าของชาวจีนโพ้นทะเลที่ถ่ายทอดส่งต่อผ่านกาลเวลา หลานหงชุน ผู้กำกับ ทำจดหมายรักถึงอาม่า( Dear You) ออกมาดีงาม ชัดเจนในความเป็น หนังที่อิง มาจากชีวิตจริง ทำหนังที่ดูอบอุ่น เล่าเรื่อง ทั้งในยุคเก่า กับ ปัจจุบันได้ดี จดหมายฉบับน้อยของ อาม่า พาย้อนกลับไปสู่อดีต ภาพในอดีตของ ชาวจีนจากโพ้นทะเล ที่มาทำมาหากิน ในไทยเน้นย่าน เยาวราช เห็นชีวิตความเป็นอยู่ สภาพบ้านเรือนตึกแถวเก่าๆ

แต่ละช่วงของ จดหมายน้อยๆ หนังนำเสนอใน อารมณ์ที่ต่างกันออกไป มีครบทุกรสดูหลายแนวช่วงการเดินทางหาอากง ดูผ่อนคลายสบายในแบบ คนจีนมาไทย ที่เห็นกันโดยทั่วไป ในหนังจีน และรู้สึก เหมือน การ มาทำความรู้จักกับ สมาคมแต้จิ๋ว ในบ้านเราช่วงย้อนอดีต ดราม่า/โรแมนติก มิตรภาพของเพื่อนฝูง ชีวิตความเป็นอยู่ของ ชาวจีน กึ่งสารคดี บันทึกความทรงจำ ผ่านตัวละครปิดท้ายด้วย ช่วงเวลาปัจจุบัน เรื่องคลี่คลาย หลังจาก ค้างคาใจมานานหลายสิบปี เหมือน ตามดู คนสูงวัย มาพบปะกัน ที่ดูแล้ว มีความอบอุ่นหนังเน้น การใช้สำเนียงแต้จิ๋ว ไม่ใช่ จีนกลาง เหมือนใน หนังจีนโดยทั่วไป แต่โดยส่วนตัว กลับไม่มีผลอะไรกับการดู การบิ้ว อารมณ์ของหนัง แยกไม่ออก ว่า ไหนคือ จีนกลาง อันไหนคือ แต้จิ๋วแต่สิ่งที่ขัดใจ มากๆ คือ เสียงตัวละครฝั่งไทย ที่ พากษ์เสียงไทยทับ ในขณะที่ บางคนใช้เสียงจริง เลยทำให้ รู้สึก ขัดหู ลดอารมณ์ในช่วงนั้นลงไปเยอะๆ

“เจี่ยหน่ำกี”  เด็กสาวชาวแต้จิ๋วที่อพยพมากับพ่อเพื่อตั้งรกรากในแผ่นดินไทย คอยดูแลโรงเตี๊ยม ช่วยเหลือ และให้ที่พักพิงแก่พี่น้องชาวจีนโพ้นทะเล พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมสายใยของผู้คนจากสองแผ่นดินเข้าด้วยกัน

“เอี๊ยบซกยิ้ว”  เมียของ ‘บักเช็ง’ในเมืองจีน ที่ต้องเลี้ยงลูกน้อยตามลำพัง  เชื่อมความสัมพันธ์ กับสามี ผ่านจดหมาย โพยก๊วนนักแสดงทุกคน ในเรื่อง ดีงาม เล่นดี ดูเป็นธรรมชาติ ทุกคน ‘หวังเหยียนทง’เป็น ‘แต้บักเซ็ง’หรือ อากง ที่มีเสน่ห์ ชวนให้ ติดตาม ลุ้นเอาใจช่วย ดูบอบบาง แต่ก็ สู้ชีวิต ดูใจดีกับทุกๆคนเล่นดี ทั่ง ดราม่า แอ็คชั่น หรือบทเบาๆ สบายๆ  หลี่ซือถง ในบท  เจี่ยหน่ำกี (ช่วงเยาว์วัย) สวยใส น่ารักมากๆ เล่นทั้งสีหน้าท่าทาง การเก็บอารมณ์ความรู้สึก ดูแล้ว อดรักเธอไม่ได้จริงๆ หลงรักเธอ ชอบตัวละครตัวนี้ มากที่สุด

‘ยายแต๋ว-อุษา เสมคำ’จาก หลานม่า มาร่วมแสดง มาน้อย แต่โดนใจ ทำให้ หนังอบอุ่น มีรอยยิ้ม ‘หวังเซี่ยวหุย’เป็น  ‘เอี๊ยบ ซกยิ้ว อาม่า’ในวัยสาว ที่ดูสวย น่ารัก ในแบบ สาวจีน แม่เลี้ยงเดี่ยว ‘อู๋เส้าชิง’รับบทเป็น  ‘เอี๊ยบ ซกยิ้ว’อาม่า ในวัยชรา ที่ดูอบอุ่น ใจดี เรียบๆ ง่ายๆ เจิ้งหรุ่นฉี เป็น ‘เหี่ยวอุ่ย’ต้นเรื่อง ที่ทำให้ จดหมายอาม่า ถูกเปิดอ่านอีกครั้ง เล่นแบบสบายๆ เรียยกเสียงเฮฮา รอยยิ้มนักแสดงสมทบทุกคน ดูเป็นธรรมชาติ ออกมาดูน่ารักทั้งกลุ่มชาวจีนในเยาวราชคนเขียนโพยก๊วน ครูสอนภาษา เพื่อนสนิท ป๊าขี้เมาพ่อของ ‘หน่ำกี’หรือแม้แต่ บรรดาเด็กน้อยๆ ที่มาเรียน ภาษาจีนครอบครัวของ ในจีน ทั่ง ช่วงอดีต ปัจจุบัน ‘เจ๊กฮัว’ลูกชาย  ‘หน่ำกี’รวมทั้ง บรรดาคนชราในยุคปัจจุบัน ในไทย

รายละเอียดต่างๆ ภาพต่างๆ ของ เยาวราช ในช่วงยุค 1960 ทำออกมา ได้ดี แม้บางสิ่งบางอย่าง อาจจะดูสร้างขึ้นมา ก็พอจะมอง ข้ามไปได้ ได้เห็น ตึกแถวเก่า สามล้อ ชีวิตคนจีนบ้านๆ อาหารการกิน ป้ายโฆษณา ป้ายภาษาไทย ในยุคนั่น ฯลฯ แค่่นี้ก็มีความสุข ไปกับตัวหนังแล้วที่ยิ้มได้มาก และที่ขยี้อารมณ์ เพิ่มความรู้สึก ให้ กับ หนังมากๆ คือ เพลงประกอบ ดูดี ทั้ง เสียงร้อง ทำนอง ความหมาย ที่ พาย้อนไป ถึง เพลงจีนไพเราะๆ ที่ชื่นชอบ คุ้นเคย ในอดีต ทุกเพลง มี คำแปล ภาษาไทย ประกอบเพลง ‘หง่วยแอ่จื๋อแต๊’(ชงชาใต้แสงจันทร์) ในช่วง ที่ สองอาม่า มาเจอกัน ร่วมกับ ‘ดอกงิ้ว’ทำเอาน้ำตาซึม  หนังจบ..แต่..จดหมายยังไม่จบ ในช่วง เครดิต ท้าย มี การนำเอาจดหมายจริงๆ มา แสดงส่งท้าย (หลายๆ ฉบับ มี แทรก ไว้ในหนัง) ทำให้ หนังจบ อย่างสวยงาม  จดหมายรักถึงอาม่า( Dear You)  เป็น หนังเล็กๆ เรียบง่ายแต่โดนใจ รักชอบมากมาย ทั้ง ความเป็นหนังจีน หนังที่เกี่ยวกับจดหมาย ที่ เข้าไปอยู่ในใจ ในแบบนี้ ไม่ต้องขยี้หรือบิ้วอะไรมากมาย โดนใจแบบไม่รู้ตัวเสียน้ำตา น้ำตาซึม มีความสุข แบบนี้ เอาไปเลย 10/10 

โอ๊ยเล่าเรื่อง ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer)  9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ทนายปีศาจ อีกหนึ่ง ซีรี่ย์ดีๆ ของ Netflix ที่หยิบเอา เรื่องการว่าความในศาลมาสร้าง ทำออกมาได้ดีดูสนุก ชวนติดตาม ดูๆ กันไปแบบ รวดเดียว 8 EP จบ(เอาเข้าจริงๆ ระหว่างดู อดถึงถึง หนังจีนชุดของ TVB ที่เคยดูในยุค 80-90 ที่ เข้มข้นดูสนุก มีหักมุมไปหา ทำดีสนุกโดนใจ เหมือนๆกัน)

ทนายปีศาจ คือผลงานการกำกับ ร่วมกันระหว่าง  ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ แซม-จักริน เทพวงค์ จากทีมเขียนบท ประกอบด้วย จักริน เทพวงค์,สุรีย์ฉาย แก้วเศษ,ปัณณพร วัฒนพงษ์,อุสิชา อุดมศักดิ์, โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล และ ณฐพล บุญประกอบ
เรื่องราวของ ‘เมฆ’ลูกชายผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่  ทนายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ ตกเป็น จำเลย ในคดี ฆาตกรรม  ‘เตชิน’ลูกชาย ‘บิ๊กอนันต์’นายตำรวจใหญ่ จนต้องจำใจใช้บริการ ‘จิตตรี’ ทนายความสาวสุดดุเดือดผู้โชกโชนในการฟอกขาวและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อทำทุกวิถีทางให้ชนะคดีโดยไม่สนเรื่องศีลธรรม

ทนายปีศาจ จัดเจนในสิ่งที่ต้องการพูดถึง เรื่องของระบบ ระบบความยุติธรรม การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เน้นๆ ไปที่ระบบการว่าความในศาล การทำงานของตำรวจ ระบบเส้นสาย และ ระบบการเมือง

ทนายปีศาจ เดินเรื่องสนุกๆ เดินเรื่องเร็ว เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการหักมุมไปมา ใส่รายละครของแต่ละคนแต่ละเรื่องราวแต่ละคดี ออกมาได้ดี ไม่ขยี้มากๆ ทำให้ 8 EP ดูสนุกในทุกๆ ตอนสนุกไปกับ การต่อสู้นำหลักฐานต่างๆ มาสู้กันในศาล การเบิกความในศาลใช้การพาไปเหมือนไปดูในเหตุการณ์  การสืบหาหลักฐานเหมือนการสืบคดีในหนังนักสืบที่เคยดู ขยี้ความเข้มข้น ด้วย เรื่องรัก(แต่ไม่โรแมนติก) เรื่องดราม่า มีแอ็คชั่นนิดๆ เข้ามา หรือ ภาพ ความตาย ที่ภาพอาจจะไม่รุนแรงแต่กลับรุนแรงในความรู้สึก

 ตัวเรื่องหยิบเอา คดีดังๆ ที่คุ้นเคย เน้นๆ ความรุนแรง นำมาดัดแปลง ผสมกันใส่เข้ามา เป็นแค่ละคดี ย่อยๆ เพื่อ เชื่อมเข้ากับคดีหลัก ทำให้หนังดูเข้มข้น สนุกไปกับ การรอดูว่า จะสู้คดี กันอย่างไร เส้นเรื่องหลัก ถูกปูด้วย ด้วยคดีฆาตกรรม ก่อนจะค่อยๆ ขยาย ไปสู่ เรื่อง การประมง แรงงานต่างด้าว ที่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องของ การแก้แค้นส่วนตัว ที่ค้างคาสะสม มานานนับสิบๆ ปี ภาพต่างๆ เกี่ยวกับใช้ทุกวิถีทาง ถูกมาใส่ได้แบบมีลูกเล่น เป็นเรื่องจริง ที่ หลายคนน่าจะรู้หรือเคย มีประสบการณ์ หรืออาจจะเคยเห็นเคยดูเคยรับรู้มาจาก หนังเรื่องอื่นๆ นำมาใส่ในหนัง แบบ สบายๆ

ไม่แค่จะจริงจัง เรื่อง การวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องระบบ ต่างๆ เท่านั้น ยังได้ใส่ดราม่า เข้ามา เพื่อขยี้ อารมณ์ความรู้สึก ทุกตัวละครทุกเหตุการณ์ ถูกโยงถูกขยี้ ด้วย เรื่องครอบครัว พ่อลูก แม่ลูก พี่น้อง บ้านเล็กบ้านน้อย ที่มาพร้อมกับ ปมในใจ การต่อรอง หรือผลที่ตามมา จาก การกระทำต่างๆ นานา  ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวผู้พิพากษา ทนายความ อัยการ นายตำรวจ นักการเมือง แรงงานต่างด้าวและ ยังสื่อถึง ระบบการสื่อสารการตรวจสอบ ในสังคมยุคปัจจุบัน ใส่เข้ามา เพื่อขยี้ ให้หนังดูสนุก ทั้ง เรื่องของ โลกโซเชี่ยน การปั่นยอด ปั่นข่าวสร้างกระแส อวตาร กล้องวงจรปิด การหาเสียงหาคะแนน หรือ การนำเอารายการเล่าข่าว รายการข่าว ดังๆ หลายๆ รายการ นำมาดัดแปลง ใส่ในหนัง

 ทนายปีศาจ คือ อีกหนึ่งงาน ที่ ได้ นักแสดง ฝีมือดี มาร่วมแสดง ทั้ง บทนำและบทสมทบ หญิง-รฐา โพธิ์งาม  เด่นมากๆ เด่นสุด เป็น ‘ทนายจิตตรี’ที่ ทางพลังทั่ง สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออร่า..ความน่ากลัว ความเก่ง ของ การเป็นทนาย มาแบบเต็มๆ แค่เห็นหน้า ไปต้องอ้าปาก รังสีอมหิต ก็แผ่ซ่าน การชนะคดีลอยมาแต่ไกล เป็น ทนายเก่งที่เล่ห์เหลี่ยม ชนะในแบบ เทาๆหรือแม่แต่ในส่วนของ ปม..ในใจ ปมในวัยเด็ก หรือ การปิดกั้นตัวเอง มีเส้นกั้นกลางระหว่างความสัมพันธ์ กับ ชานนท์ นายตำรวจคนสนิท ก็ ทำให้ ทนายจิตตรี ลดความแรง มี มุมมองอ่อนแอ ที่ใช่เลย

ณัฏฐ์ กิจจริต โชว์พลัง การแสดงเต็มที่ ทั่งสีหน้าท่าทาง ทำให้ ‘เมฆ’ดูเป็น ทนายหนุ่มที่ ดูเป็นเด็กใหม่ๆ ที่ กำลังจะเจอเรื่องร้ายๆ ดูเป็น ทนายๆ น้ำดี ที่อยู่กับความถูกต้อง ก่อนที่จะค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต มีประสบการณ์การเป็นทนาย จากการใกล้ชิดกับ ทนายจิตตรี หรือ.. ดูเป็นเพื่อน/คนรักที่ดี กับ อดีตคนรัก และ ดราม่าดีๆ กับปมในใจ ที่รอสะสางกับ พ่อแว่นตา เครื่องแต่งกาย เป้สะพายหลัง ช่วยเสริมทำให้ เมฆ เป็นตัวละคร ทนายธรรดาๆ ที่อยู่กับ ชาวบ้าน

ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ใสสวยลุยๆ ไปกับบท ‘อังศุมาลิน’ เด็กสาวที่ทำงานกับ การเมือง เป็นหัวเรือใหญ่ ที่เรียกคะแนน ให้ แม่นักการเมือง เหมือนที่ เคยเห็นกับใน ระบบการเมือง เล่นได้น่ารัก ชวนให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือเมฆอดีตคนรัก หรือ การช่วยแรงงาน

กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี เป็น ‘ท่านอนันต์’ บิ๊กนายตำรวจ ผู้มี อิทธิพล นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูร้าย ดูมีบารมี ในระดับสั่งการ แต่ กลับไปค่อย รู้สึกกับการสูญเสีย ลูกชาย มากเท่าๆ กับ อยู่ใน เงาพ่อตา ผู้ชรา นานๆ จะได้ดู กบ เล่นบทร้าย

ต้อม- พลวัฒน์ มนูประเสริฐ เป็น ‘ฤทธิ์’พ่อ ของ ‘เมฆ’ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นกลาง แต่มีปม ในใจมีปัญหา ไม่เข้าใจกับลูก  เล่นผ่านแววตาผ่านใต้กรอบแว่นตา ที่มาพร้อมกับ คำว่า ผู้พิพากษาต้องมีความเป็นกลาง

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ฟิตหุ่นๆ ดูดี กับบท ‘ชานนท์’นายตำรวจ คนใกล้ชิดคนใกล้ตัว ที่คอยช่วยเหลือ ‘ทนายจิตตรี’ มีโชว์กล้าม เลิฟซีน คิวบู๊นิดๆ มีปม เรื่องรัก แต่ นำเสนอแบบผิวๆ แต่พอเข้าใจ เหมือน เป็นตัวช่วย ธรรมดาๆ แต่ กลับ มา สิ่งที่ชวนติดตาม ในช่วงท้าย

เจีย-สฤญรัตน์  โธมัส รับบท แพทย์หญิง ‘อัจฉรา’หัวหน้าพรรคร่วมใจ แม่ของ อัวศุมาริน มาดนักการเมือง ท่าทาง น้ำเสียง ถอดแบบ นักการเมือง มาแบบจัดเต็ม ดูเป็น นักการเมือง ระดับ หัวหน้าพรรคจริงๆ
แกละ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล ในบท ‘ป๊าชัย’ เจ้าของท่าเรือประมง อดีตนายตำรวจเก่า คนสนิท บิ๊กอนันต์ เสื้อผ้าหน้าผม น้ำเสียงท่าทาง แบบบ้านๆ โหดกับแรงงาน แต่รักครอบครัวแบบสุดๆ เป็น อีกหนึ่งงาน ที่ แกละ-องอาจ เล่นดี เพิ่มความสนุกให้กับเรื่อง
เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคง ร้ายได้ใจ เหมือน ที่ผ่านๆ มา กับบท ‘เตชิน’เปิดตัวแบบไม่มีมีอะไร ก่อนจะเผยความร้ายได้ใจ ในแบบ หนุ่มลูกนายตำรวจ ที่เอาแต่ใจ ต้นเหตุแห่งคดี ที่ แม้จะจากไป แต่ ก็อยู่กับ คนดู ตลอดเรื่อง

แก๊งสัตว์น้ำ กลุ่มทีมงานของ ทนายจิตตรี เข้ามา เพื่อความสนุก รอยยิ้ม ขำๆ ด้วย ในแบบห้าวๆ ดิบๆ แบบวัยรุ่นๆ เหมือน ไม่มีอะไร แต่ มี ความสามารถในการซับพอท ช่วยเหลือ ด้วย สามหนุ่ม กั้ง/นีโม่/หมึก ที่นำแสดงโดย แก๊ปโบ้-สิระ สิมมี, BESTKANIS, โบโซ่ตามาร-กฤษชา แก้งสวัสดิ์และ เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมาในบท ‘ป้าหน่อย’อดีต หน้าบัลลังค์ ที่ ชอบทำกับข้าว ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่ เชี่ยวชาญ เก๋าเกมส์ในเรื่องคดีความ

 แคนดิส-ณัฐกฤตา เตชวิทูล เป็น มะนาว ทนายพลังแม่ อดีต ผู้ช่วยของ ทนายจิตตรี ที่ ต้องมาเป็น ทนายต่อสู้กันในศาล ที่เล่นดี ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

สามพี่น้อง แรงงาน พม่า เล่นเก่ง ทั้งสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง จนเชื่อว่าเป็น พม่าจริงๆ ไม่ใช่ การแสดงต้า-พรรษกร ทีฆรุ่งเรือง เป็น ‘เซยะ’น้องชายคนเล็ก ที่ ออกตามหา พี่สาว เป็นตัวละคร ที่ ดึงคนดู ให้ลุ้นตาม เอาใจช่วย ให้เตอพี่สาว หรือ ไม่เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นบีม-พรรณธิดา ไพรเนืองกิจ เป็น ‘เนอู’สาวใส ดูเป็น แคทดี้สาวต้นเรื่อง ที่โดนกระทำช้ำเลือดโชก หรือ ดราม่ากับมน้องชายก็ดึงอารมณ์ได้ดีแอนนี่-กนกพร พิทักษ์หงสา เป็น ‘นีอัน’พี่สาวคนโต สวยๆ ในแบบ พนักงานบนเรือ ที่ เป็นต้นเรื่อง..ตัวจริง..ที่โยงเข่าสู่ คดีฆาตกรรมสนามกอล์ฟ

และที่ ดีงามดีส่งท้าย มาน้อย แต่ จัดเต็ม แรงๆ พอดีๆ กับ ความแรงของ ‘ทนายจิตตรี’คือ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม เป็น ‘โกศล’ตัวละครเซอร์ไพรร์ ที่ โผล่มา ทำให้ เรื่องราวเหมือนจะจบกับปิดคดี กลับไม่จบ โหดได้ใจ โยงเข้าสู่ ความเข้มข้น โหดแบบดืบๆ รุนแรง ใน ซีซั่น2(ถ้ามี)

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ เล่นได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ มีทั้ง ที่คุ้นหน้าคุ้นตา อาทิ ครูบอย-พิศาล พัฒนพีระเดช ในบท ผู้สนับสนุนพรรค มนตรี แสงมณี ในบท นายศร ป่าไม้พยานคนสำคัญ สรนันท์ ร.เอกวัฒน์ กรรมการผู้พิพากษา อ.ลลิตา หาญวงษ์ กับ อ.วิโรจน์ อาลี ในบทผู้พิพากษาว่าความ เชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล เจ้าหน้าที่ห้องยื่นประกัน สรินยา ออลสัน รับบท หมอสูติฯลฯ และ หลายๆ คน ที่ ผ่านตาทั้ง ในหนังละครหรือโฆษณา

โปรดักชั่นต่างๆ ของ ทนายปีศาจ ออกมาดี บท งานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสื้อผ้าหน้าผม นักแสดง โลเกชั่นต่างๆ นาๆ บรรยากาศ ในหนังและที่ชอบมากๆ โดนมากๆ คือ เพลง ดำสนิท ของ Hugo เพลงประกอบท้ายเรื่อง ที่มาในช่วงท้าย EP คือ สิ่งที่พูดสรุป ทนายปีศาจทั้งหมดสิ่งที่ได้แน่ๆ จากการดู ทนายปีศาจ แทบจะไม่มี ด้านดี ด้านขาว ระบบ ความยุติธรรม ล้วนต้องอยู่กับ ความเทา ด้านมืดทนาย อัยการ ใช้ช่องโหว่กฏหมาย ในการเอาชนะ  แม่แต่ ผู้พิพากษา ก็ยังไม่น่าเชื่อถือตำรวจไม่มีใครดีแรงงานต่างด้าวต้องถูกเอาเปรียบทนายปีศาจ สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2ไวๆที่9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ  ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

หนังเกี่ยวกับ อาหาร เรื่องใหม่ล่าสุด ที่ดูแล้ว อยากกิน อาหาร อร่อยตาม ผลงานการกำกับ ของ ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง งานสร้างของ 185Flims  ‘สาว’ หญิงสาวคนหนึ่งแก้แค้น ‘กรณ์’ ด้วยการเป็นภรรยาและแม่ศรีเรือนที่ดีที่สุด ทั้งงานบ้าน งานครัว อาหารทุกมื้อไม่เคยขาด และอาวุธล้างแค้นที่ดีที่สุดของเธอ คือรสมือการปรุงอาหารที่ ‘อร่อยถึงตาย‘…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ‘ครัวสาว’ชัดเจน ในความเป็นหนังของ ต้อม-เป็นเอก ทั้งความเป็นหนัง ที่ไม่เอาใจตลาด หนังที่คนดูเฉพาะกลุ่ม หนังเรื่อยๆ อาจจะดูยาก ต้องตีความสำหรับคนดูบางคน แต่สนุกโดนใจกับคนดูกลุ่มที่ชอบหนัง แนวนี้

เส้นเรื่องหลักของ ‘ครัวสาว’ อยู่ที่ การแก้แค้น ของตัวเอก ที่เปลี่ยนจาก อาวุธ มาเป็น อาหาร ไม่มีภาพความรุนแรง ไม่มีเลือดสาด แต่รับรู้ถึง พิษของ อาหาร ตัวหนัง พูดแบบชัดเจน อาหารจานเดียวกัน มีคุณกับคนกิน แต่ ในบ้างครั้ง อาจจะให้โทษกับคนกิน อาจฆ่าคนได้ อยู่ที่ คนปรุง คนกิน นอกจาก การนำเสนอเรื่องของ อาหารแล้ว ใน ครัวสาว เป็นเอก ยังใส่ เรื่อง เซ็กซ์ ออกมาอย่างชัดเจน เรื่องบนเตียงของผัวเมีย การถูกข่มขืน การร่วมรักของคนรัก เซ็กซ์ ในหลายๆ ช่วงอารมณ์ ภาพต่างๆ ที่ออกมา บนจอ อาจจะดูโจ่งครึ้ม แต่ก็มาในแนว หนังอาร์ตงานด้านภาพของ คริสโตเฟอร์ ดอยส์ ยังคง ดีงามสุดยอดสวยงาม ภาพต่างๆ มุมกล้องการจัดแสง เหมือนมีชีวิต เป็นเหมือนตัวละครที่เข้าขยี้ เพิ่ม อารมณ์ร่วมให้กับตัวหนัง ภาพที่เห็นจอ ยังเป็น สไตล์ที่คุ้นเคยกันทั้ง ในหนังของ เป็นเอก หรือ ของ หว่องกาไว ที่เขาร่วมกันเป็นประจำ ภาพต่างๆ ชวนใน นึกถึง หนังโฆษณา ดีๆ

 ‘ครัวสาว’นำเสนอ ภาพอาหารที่ดูธรรมดาๆ คุ้นกันดี บนโต๊ะอาหารที่หลากหลาย ในหลายๆ ภาค ตั้งแต่ อาหารอิสลาม อาหารอีสาน อาหารญี่ปุ่น อาหารภาคกลาง อาหารเหนือ หรือแม้แต่ อาหารฝรั่ง ง่ายๆหนังพาไปให้ ดูสึก หิว อยากกิน อาหารบนโต๊ะ ที่มา กัน แบบหลายจานเต็มโต๊ะ กินโชย มายั่วน้ำลายตั้งแต่ ในครัว ผ่าน ภาพที่คุ้นตากันดี ทั้ง ในร้านอาหาร ที่มีการสังสรรค์ พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง ร้านอาหารดังๆ ที่คนต้องมาเข้าคิวรอ หรือแม้แต่ ในบ้าน

อาหาร ใน ครัวสาว ยังเป็นสัญลักษณ์ แทนสิ่งที่ หนังนำเสนอ ทั้ง การเป็นอาวุธ ใช้ทำร้ายคน หรือ ภาพการกินแบบ มูมมามแทบไส่ต่าง อะไร กับ เรื่องเซ็กซ์หนัง อธิบาย ข้อดีข้อเสีย ของ การปรุงการทำอาหาร ได้ดี ทั่ง เพศ ธาตุ ดินน้ำลมไฟ ฤดูกาล ผ่าน การสอนในครัว ผ่าน ภัทรสุดา อนุมานราชธน เชฟดัง ที่มา แบบ ม้วนเดียวจบในฉากเดียว ไม่มาซ้ำ บ่อยๆ ไม่ขยี้ซ้ำ แค่นี้ คนดูก็เข้าใจ รอดูเลยว่า ท้ายสุด คนที่ถูกล้างแค้น จะมีสภาพอย่างไร‘ครัวสาว’เขียนบทโดย ตัว ต้อม-เป็นเอก เอง ร่วมกับ คงเดช จาตุรันรัศมี ที่ยังคงมาในแนวถนัด ออกมาดีงาม ในแบบ หนัง แนวนี้ เล่าเรื่องเรื่อยๆ ง่ายๆ ไปเรื่อยๆ มีที่มาที่ไป ชัดเจน

เบลล่า บุญแสง เป็น สาว ที่เล่นดีงาม ดูเป็นธรรมชาติ สีหน้าท่าทาง แววตา ส่งอารมณ์ให้กับตัวหนัง ดึง คนดูให้ ไปอยู่กับตัวหนังได้ในทุกๆ ฉาก ออร่า เด่น ๆ มีพัฒนาการ ที่เพิ่มขึ้นๆ จาก เด็กสาวที่อยู่ในกรอบของศาสนา การถูกย่ำยีทางเพศ มาสู่กับ การแก้แค้น  แววตาที่ ‘เบลล่า’บอกทุกสิ่ง โดยไม่ต้องพูด  ‘เบลล่า’เป็น ‘สาว’ที่ยังคงเป็น นางเอกหรือนักแสดงสาวๆ ในหนัง ที่ ดูดิบๆ ไม่ปรุงแต่ง ผิวดำๆ หน้าตาโทรมๆ ในแบบ ที่ ฝรั่งต่างชาติชอบ  ‘สาว’ในชุด สาวเสริฟ มีเสน่ห์อยากอยู่ใกล้ แต่พอ ผมสั้น เป็น ‘คุณสาว’เชฟ เจ้าของร้าน กลับดูน่ากลัว

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ กลับมารับงานแสดง อีกครั้ง สบายๆ ใน บุคลิก ที่คุ้นเคยกันดี เป็น ‘กรณ์’ที่มี ความเป็นนักธุรกิจหนุ่ม ที่ชอบสาวๆ การพูดคำจา ดูเป็น นักธุรกิจ เป็นเพื่อนที่ดีเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อน เป็นแฟนที่เอาใจ และ ที่ชอบมากๆ คือ ทุกครั้ง ที่อยู่กับ อาหาร ดูแล้ว อยากกิน อาหารตามเลยดูอิ่มอร่อยไปด้วย แต่ ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึก ขนลุก ไปกับ สุขภาพ ที่ดูทรุดโทรมลงภาพต่างๆ ของ ‘กรณ์’ที่ผ่าน การแสดงของ ‘กฤษณ์’ อดที่จะย้อนนึกไปถึง บุปผาราตรี ไม่ได้ โดยเฉพาะ ฉากขับรถหรูไปบ้านชายทะเล ฉากนั่งวิลแชร์ หรือ แม้แต่ ฉากเซ็กซ์ฉากเลิฟซีน
ไปๆ มาๆ อดรู้สึกว่า ครัวสาว ก็คือ บุปผาราตรี แค่เปลี่ยนจาก ผีเอาคืน มาแก้แค้นกัน ที่อาหาร จากใน ออสการ์อพาทเม้นท์ มาเป็น ร้านอาหาร ทั้ง ร้านครัวสาว/ครัวจันทรา หรือในบ้าน

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ในบท ‘หมออรุณ’เพื่อนสนิทของ ‘กรณ์’ที่เล่นนิ่งๆ ผ่านเสื้อผ้าหน้าผม แว่นตา ที่ดูเชย ดูเป็น หมอเรียบๆ ง่ายๆ ไปพร้อมๆ กับ ความสงสัย ความเป็น นักสืบ ผ่าน ความขี้สงสัยผ่านความเป็นหมอที่สังเกตุอาการไม่ปกติ ความเป็นแปลงของ คนไข้ ผ่านสีหน้าท่าทาง แววตา‘หมออรุณ’ อาจจะไม่ เน้น การกินอาหาร แต่ก็ ทำให้ เกิดความรู้สึก กลัว ใน พิษ ของการกินอาหาร

ทาดาโนบุ อาซาโน่ มาแสดงเป็น หนุ่มศิลปะชาวญี่ปุ่น การแสดง ในแบบ ที่คุ้นเคย แค่เห็นหน้า ก็ดีใจ ที่เห็น หน้าใน หนังของ ต้อม-เป็นเอก อีกครั้ง ใน วัยที่เปลี่ยนไปตามวัยนอกเหนือจาก บท งานด้านภาพ และ การแสดง ของ ‘ครัวสาว’โปรดักชั่น ส่วนอื่นๆ ออกมาดูดีงาม ในแบบ หนังอาร์ต หนังประกวด การตัดต่อที่ลื่นไหล ไปเรื่อยๆ เสื้อผ้าหน้าผมโดยเฉพาะบรรดาสาวเสิร์ฟที่ใช่คุ้นตาการแต่งหน้าที่ทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปของตัวละคร ดนตรีประกอบ และ เพลงประกอบ ที่ เข้ากับตัวหนังหรือ สิ่งเล็กๆ ในหนัง อย่าง ป้ายร้าน อย่าง จันทรา ที่ ภาพเน้น ชัดๆ หลายครั้ง ที่ชัดๆ และเบลอ ดูดีๆ ฟรอนท์ คือ ชื่อร้าน ครัวสาว ที่เริ่มมี รอยแยก ช่วยเพิ่ม ความรู้ๆ ให้กับเรื่อง

‘ครัวสาว’คือ หนังไทย ที่มาครบใน ศิลปะของความเป็นหนัง นำเสนอแบบชัดเจนตรงๆ ตรงไปตรงมา ไม่พูดเยอะ บอกด้วยภาพที่เห็นตรงหน้า เลยทำให้ ดูสนุกเพลินไปกับ ตัวหนังและแม้จะเป็น หนังร่วมสร้าง ไทย/สิงคโปร์/ไต้หวัน แต่ ยังมีความเป็นไทย สูงจนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นหนังร่วมสร้าง ‘ครัวสาว’มี คำบรรยายอังกฤษ ตลอดเรื่อง ที่ ที่น่าขัดใจ มากๆ คือ พอตัวละครพูดภาษาอังกฤษ กลับ ไม่มีคำบรรยายไทย ไม่มีคำแปล ไม่เอาใจ คนที่ไม่เก่งภาษา คำศัพท์ อาจจะดูไม่ยาก ฟังง่าย แต่ยังไงๆ ก็ยัง อดที่จะ อยากอ่านคำบรรยายอยู่หรือ หรือ ช่วงที่พูดภาษา อิสลาม หลายคำก็ ฟังไม่ออก ว่า พูดอะไรกัน

 ‘ครัวสาว’คือ หนังดี ที่ โดนใจคอ หนังแนวนี้ ที่ชอบแน่นอน แต่ ไม่น่าจะสนุก สำหรับ คนหนัง บ้านๆ ก็เหมือน กับ อาหารบนโต๊ะ ที่จะ อร่อย หรือไม่อร่อย ขึ้นอยู่กับ รสนิยม ของคน ทานคนอื่น เป็นไร ไม่รู้ แต่ส่วนตัว ชอบ ในแบบ ของคะแนนอาหาร เอาไปเลย 8/10 ดาว

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) คือ หนึ่งใน ซูเปอร์ฮีโร่สาว ใน คอมมิค DC ที่ชอบ มาตั้งแต่ ตอนเป็นเด็ก ที่ดูทีไร รู้สึกถึง ความเป็น เด็กสาวตัวน้อย จากต่างดาว ที่มาช่วยโลกยังช่วยเพิ่มความอบอุ่น ความเป็นครอบครัวของ ซูเปอร์แมนตอนเป็นหนังคนแสดง Supergirl (1984) ที่นำแสดงโดย เฮเลน สเลเดอร์ ก็ชอบ สนุกไปกับตัวหนังมาในยุคนี้ ชอบทั้ง ที่มาเปิดตัวจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้ ทั้งจากใน เดอะเฟลซ (The Flash)(2023) หรือ ซูเปอร์แมน (Superman)(2025) จนทำให้ รอดู หนังเต็มของเธอ

 เมื่อศัตรูปริศนาผู้โหดเหี้ยมและคาดไม่ถึงเข้ามาคุกคามใกล้ตัวเกินไป คารา ซอร์-เอล ที่กำลังฉลองวันเกิดครบ 21 ปี จำใจต้องร่วมมือกับ รูธี คู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ ออกเดินทางผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ข้ามจักรวาล เพื่อการล้างแค้นและความยุติธรรม ภายใต้ชื่อ ซูเปอร์เกิร์ล

ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) ในเวอร์ชั่นนี้ มานำเสนอ ผสม ยำหนังแอ็คชั่นฮีโร่ ไซไฟ หลายๆ เรื่อง มารวมกัน แต่ยังคงไว้ ในความเป็น หนัง DC ความเป็น ซุเปอร์เกิร์ล ยังคงอยู่ครบ
บรรยากาศ ภาพรวม ชวนให้นึกถึง Mad Max แอ็คชั่นแรงๆ ที่เปลี่ยนจาก บนถนน มาเป็นต่างดาว กลุ่มตัวร้าย อาวุธ พาหนะ นี่ใช่เลย ตัวละครต่างดาว หน้าตาแปลกๆ รู้สึก เหมือน มาดู มนุษย์ต่างดาว ใน Star Wars

โลเกชั่น บนดวงดาว ทะเลทราย พระอาทิตย์ นึกว่า Dune เส้นเรื่อง หมาข้า ใครอย่าแตะ นี่มัน จอห์น วิค แม้จะรู้สึกว่ายำใหญ่ หลายเรื่อง แต่ด้วย ชุดที่คุ้นเคย หรือ ซูเปอร์แมน ที่ร่วมเฟรม ก็ดึงให้ รู้สึกเหมือน ได้อ่าน การ์ตูน คออมิกชอบ ท่าเหาะ มากชวนให้ นึกถึง ท่าเหาะ ในหนังยุคสมัยคริสโตเฟอร์ รีฟ เป็น ซูเปอร์แมน จริงๆ
หนังให้ภาพของ Supergirl ที่ ฉีกภาพเดิมที่เคยดูมา ดูลุยๆ โดนๆ ขมุกขมัว ไม่สดใสมาก แต่ก็ดูสมวัย ไม่ดูแก่เกินตัว (หลายคน อาจจะติดภาพ ด้านมืด ดาร์คๆ ของ ฮีโร่ ฝั่ง DC เลยอาจจะผิดหวัง ที่ เรื่องนี้ แทบจะไม่ดาร์ค ไม่รุนแรงนัก)

เส้นเรื่องอาจจะดูเรียบง่ายแทบไม่มีอะไรใหม่ มาตามสูตร ไม่มีหักมุม บางช่วงบางตอน อาจจะดูย้วยๆ ไปบ้าง แต่ การเล่าเรื่อง ก็ไม่ได้แย่ พอดูเพลินๆ ได้งานด้านภาพ เทคนิคพิเศษ อยู่ใน ขั้นโอเค ทำได้ดีฉากแอ็คชั่นCG ยังคง ออกมา ในแบบที่คุ้นเคย ใน หนังDC ตัวเรื่อง ไปลุยในจักรวาล ไม่ใช่บนโลก เลยไม่ค่อยรู้สึกเป็น หนังDC ปกติจะคุ้นเคย กันแต่บน โลก พอ ย้ายไป บนดวงดาว เลยรู้สึก ขัดๆ ไม่ใช่ ยังดี ที่ เป็น ฮีโร่ ที่คุ้นเคย เลยดึง ความรู้สึกสนุกกลับมาได้และยังดีที่ เป็นเรื่องของ นางคนเดียว มีแค่ ซูเปอร์แมน มาเป็นตัวเชื่อม ไม่มี ฮีโร่คนอื่น มาแย่งความเด่น

เอาเข้าจริงๆ Supergirl ชวนให้ นึกถึง หนัง DC หลายๆ เรื่อง ใน ยุคก่อน ที่เปิดตัว เรื่องแรก อาจจะดูธรรมดา ปูเรื่องราว มากไป คิวบู๊ ตัวร้าย อาจจะยังไม่เก่งนัก
น่าเสียดาย ที่ ในช่วงปู คาร่า ก่อนมาโลก ดู ธรรมดาๆไปสักนิดและเมื่อ เป็นฮีโร่สาวน้อย ตัวละครหญิง เลยเด่น ปมปัญหาเรื่องของผู้หญิง สาวๆถูกลักพาตัว เลย ถูกนำมาใส่ เป็น เส้นเรื่องเป็นเรื่องราว ในหนังหนังยังใส่ เพลงเข้ามา เพิ่ม อารมณ์ ให้ หนังดูสดใส มากยิ่งขึ้น
 

มิลลี่ อัลค็อก สวยใสน่ารัก ดูเด่นดูดีในทุกๆ ฉาก เสน่ห์ เหลือล้น เป็น ซูเปอร์เกิร์ล ที่ OK เลย ยิ่ง สวมชุด ด้วยแล้ว สวยเท่ห์ ดูดี น่ารัก สมวัย จริงๆ
อีฟ ริดลีย์ ในบท รูธี ก็น่ารัก ในแบบ เด็กๆ แม้จะเป็นตัวละคร ที่ อาจจะดูน่าเบื่อน่ารำคาญ อยู่บ้าง เป็นตัว ถ่วงมากกว่าตัวช่วย แต่ เพราะ ความสดใส ในตัว น้องนาง เลย ก็เลย หยวนๆ ไม่เกลียด

ตัว รูธี เข้ามาช่วย ทำให้ คาร่า ดูเป็น ผู้ใหญ่ ดูโตขึ้น มีความเป็นพี่เมื่ออยู่ด้วยกัน ผิดกับ ตอนที่ คาร่า อยู่กับ ซูเปอร์แมน ที่ดูยังไงๆ ก็เป็น เด็กน้อยยังไม่โต
ส่วน เจสัน โมโมอา ที่พาร่างบึ้กๆ มาช่วยเพิ่ม ความสนุก ให้กับเรื่อง แต่ไปๆ มาๆ กลับไม่มีอะไร และยังรู้สึกน่ารำคาญ ไม่มีไม่ต้องมา ก็ได้ แถมยังแต่งหน้าใส่ชุด นึกว่า มาดู วง Kiss แสดงหนัง สีหน้าท่าทาง โผล่มาทีไร นึกถึง ตัวร้าย ใน  ศึกชิงดาบคู่ค้างคาวทอง (Bat Without Wings) (1980) หนังชอว์บราเดอร์ ทุกที หรือ มัทเธียส โชนาร์ตส์ ในบท เครน ตัวร้าย ที่ หนังพยายาม ให้ร้าย แต่ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้ว่าร้าย ไม่รู้สึกว่าเก่งกาจอะไร กลับรู้สึก เป็นตัวร้าย ที่ง่อยๆ ที่สุดในขณะที่ น้องหมาคริสโต้ มาน้อย แต่ดูน่ารัก ดูไปยิ้มไปในความซน ของหมาน้อย ขโมยซีนน่ารักๆ ได้ในทุกฉากส่วน เดวิด โคเรนสเวต ในบทั้ง ซูเปอร์แมน อาจจะไม่มี อะไรมากนัก แต่ ก็ช่วยให้ หนังดูอบอุ่น ดูเป็นครอบคัว ดาวคริสตัน ให้ภาพของ ความเป็น DC ที่ชัดเจน
ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) เป็นหนัง ที่แค่ดูได้เพลินๆ ดูแบบสบายๆ สนุกสนานในแบบ ที่ไม่ต้องคิดมาก แม้ หลายๆอย่าง ดราม่า อาจจะไม่ดึงไม่รู้สึกอิน ฉากแอ็คชั่น อาจจะดูน้อยไปสักนิด แต่ เพราะ น้องมิลลี่ อัลค็อก ก็เลย  พอจะดึงให้กลับมาสนุกไปกับตัวหนัง สนุก เพลิน ดูสบายหนังไม่เลวร้าย ในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

ละครเวทีดีๆ เรื่องล่าสุดของ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ที่ ครั้งนี้ เปลี่ยนแนวมาเป็น ละครพูด ที่แทบจะไม่เห็นบนเวทีนี้ แต่ยัง คงมี นักแสดงฝีมือดี มานำแสดง มาเป็นจุดขาย..เหมือนเดิมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในบ้านเช่าหลังหนึ่งที่มีทั้งสุขและทุกข์ที่ ความรักความสัมพันธ์ของคน 3 คู่ ต่างรูปแบบ ต่างเวลา แต่มีบางอย่างเชื่อมโยงกันคู่แรก.. ธนา กับ นภา สถาปนิกหนุ่มกับทนายสาว ที่ตัดสินใจ ใช้ชีวิตคู่ ร่วมกัน จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์คู่ที่สอง พายุ กับ อารัณย์ คู่รักชายรักชาย ผู้กำกับหนังกับคุณหมอหนุ่ม ทั้งสองเหมือนจะเช่าบ้านหลังนี้ไว้เป็นรังรัก แอบมาพบกันและใช้เวลาร่วมกันคู่ที่สาม ต้า กับ มีนา เพื่อนซี้ที่โตมาด้วยกัน เช่าบ้านเพื่อใช้เวลาสั้นๆ ในการทำโปรเจกต์

หนิง-พันพัสสา ธูปเทียน ผู้กำกับ กับ บัว-ปริดา มโนมัยพิบูลย์ คนเขียนบท สองสาวเก่งที่คร่ำหวอดกับ ละครเวทีดีๆ มานาน จับมือกัน ทำ Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก ออกมา ในแบบ ที่ถนัด ชัดเจน ในลายเซ็นต์ของตัวเอง ผ่าน การดูแลการผลิต โดย บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณจนทำให้  Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก เป็น ละครพูด ที่ ไม่ค่อย เห็น บนเวทีใหญ่ๆ แต่ออกมาดี ในแบบ รัชดาลัย

บรรยากาศ การนำเสนอ เล่าเรื่อง การแสดง ชวนให้ นึกถึง ละครเวทีเล็กๆ เน้นการแสดง มีครบรส รัก/ยิ้ม/หัวเราะ/น้ำตาซึม/เสียน้ำตา ที่เขยิบ มาขึ้นเวทีใหญ่ๆ อลังการจาก เรื่องราวเล็กๆ เวทีเล็กๆ คนดูใกล้ชิดตัวละคร ซึมซับอารมณ์ง่ายๆ เมื่อขยายมาขึ้น เวทีใหญ่ คนดูมากมาย แม้ ความใกล้ชิด จะลดน้อยลงไป แต่ก็ชดเชย ด้วย โปรดักชั่นที่ง่ายๆ แต่สวยงาม และ นักแสดงที่มีชื่อ เข้ามาช่วยเติมเต็มทดแทน

Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก พากลับ มาดู ละครเวทีที่คุ้นเคย ละครพูด ฉากเดียวโลเคชั่นเดียว ไม่มีการเปลี่ยนฉาก นักแสดงไม่กี่คน Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก นำเสนอ เรื่องราวความรัก ในสามรูปแบบสามวัย การเริ่มความสัมพันธ์ พัฒนา มาจนถึง การแตกหัก การกลับมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งท้าย จะ มูฟออน จากไป หรือ กลับมา เริ่มใหม่อีกครั้ง

บทละครสนุก ชวนติดตาม ตัดสลับไปมา ของ3 คู่รัก ได้แบบมีชั้นเชิง ไม่น่าเบื่อ กระจายบทให้กับ นักแสดงได้ดี เท่าๆกัน ในรูปแบบที่ต่างกัน เรื่องไม่ซับซ้อน ดูง่ายเข้าใจง่าย
ไม่เพียงแต่ ความสนุกไปกับ การแสดงของนักแสดง ผ่าน อินเนอร์ พลังการแสดงเท่านั่น หนังมีการ แฝง การเชื่อมเรื่องราว ความหมายซ่อน อยู่กับ สิ่งๆ ต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ในแต่ละคู่

นักแสดงทั้ง6 คน แม้จะดูเป็นมือใหม่ สำหรับละครเวที บางคน หรือ บางคนอาจจะนานๆ เล่นที บางคนอาจจะเก๋า/เก่งบนจอหนังจอละคร แต่ทุกคน ก็เล่นได้ดี สีหน้าท่าทาง แววตาน้ำเสียง สุดๆ สะกดคนดู

บอย-ปกรณ์ ดูอบอุ่น น่ารักๆ รักครอบครัว สามี ในฝันของ หลายๆ คน นุ่น-ศิรพันธ์ ดูเป็น ทำงาน สาวเก่ง สาวมั่น แต่ดูอ่อนลงเมื่ออยู่กับสามีบอย-นุ่น ดูเคมีเข้ากัน ดูแล้วเชื่อ/อิน/เข้าถึง ความเป็นครอบครัว ที่อบอุ่น แต่ พอถึง เวลาแตกหัก มีปัญหา ฉากดราม่าหนักๆ ต้องชอบ และ ปรบมือให้ น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำตา การบ่งบอก สิ่งที่อยู่ข้างใน สุดยอด มากจริงๆ เล่นเอาขนลุก เสียงน้ำตา/น้ำตาซึม เงียบกริบ กันทั้งโรงละครเปิดที่นุ่น ที่ว่า สุดยอดแล้ว มาขยี้ปิดที่ บอย ได้อย่างงดงาม มีพลัง

ยูโร ยศวรรธน์ กับ ต้นข้าว ชยุตม์ มาในแบบ เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ จากการเป็น ตัวละครชายรักชาย ในละครเวทีได้ดี เน้นๆเลิฟซีน เผ็ด แซ่บ น่ารักๆ โชว์หุ่นโชว์กล้าม พอถึง ดราม่าก็เปลี่ยนโหมด เล่นแรง เล่นดี ไม่แพ้บทเฮฮา ทำเอาคนดูอึ้ง

เอม ภูมิภัทร และ เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา ชัดเจน น่ารัก ในแบบของ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ สนุกไปกับ คำพูดคำจา แนวคิด ที่เห็นได้ชัด กับเด็กรุ่นนี้ น่ารักในแบบ ใสๆ แทบไม่มีความหวาน ถกเถียงกันตลอด เข้าใจ ในแบบ คนที่แอบรักเพื่อน แต่เพื่อนไม่เคยรู้

Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก คือ ละครเวที อีกเรื่อง ที่ดูแล้ว ชอบ/รัก สนุกโดนใจ แทบจะไม่มี อะไรที่ไม่ชอบ

ปล..ในระหว่างดู รู้สึก ตลอด เหมือน เคยดูเรื่องนี้ มาแล้ว เหมือนนำมาทำใหม่ ปรับเปลี่ยนบางอย่าง ให้ทันสมัย ไม่รู้ว่า เป็นเพราะ ดูหนังดูละคร ดูละครเวที มากเกินไป จนคิดไปเอง หรือว่า นำมาปัดฝุ่นทำใหม่จริงๆมาพิสูจน์ด้วยตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตว่า หากมีโอกาสอีกสักครั้ง หากมีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขรอยร้าวในอดีต คุณจะเลือก “ซ่อม” มันอีกสักครั้งหรือไม่? เพราะบางที…การที่ความสัมพันธ์ต้องพังลง อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตและจดจำความรักได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้คุณจะเลือก..“เจ็บ” เหมือนเดิม” หรือ “เริ่ม” ใหม่อีกครั้ง 

“Once Againอีกสักครั้ง…ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก”เปิดแสดงวันที่ 15 มิถุนายน – 5 กรกฎาคมนี้  ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ บัตรราคาเริ่มต้น 600 บาท เปิดขายบัตรแล้วที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกช่องทาง

โอ๊ยเล่าเรื่อง แด่การจากลา…จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

แด่การจากลา...จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

แด่การจากลา…จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

เรื่องราวของ”ความตาย”ที่จะทำให้เข้าใจความหมายของ”การมีชีวิตอยู่หนังญี่ปุ่นดีๆ จากค่าย MStudio ดีงามยอดเยี่ยม เรียกน้ำตา ทำให้ ดูแล้ว รู้สึก จุกอก ขยี้ เข้าไปถึงข้างใน จากนวนิยายชื่อดัง ‘Hodonaku, Owakare desu’ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์ระดับมาสเตอร์พีช ของ อ.นางาสึกิอามาเนะ(สำนักพิมพ์โชวาคุคังบุงโกะ)และสามารถคว้ารางวัลใหญ่Shogakukan BunkoNovelAward  ผลงานการกำกับของ  มิกิ ทาคาฮิโระ ได้ โอกาดะ โยชิคาซึ มาเป็นที่ปรึกษาเรื่องบท จากบทหนังของ ‘ฮอนดะ ทากาอากิ’ที่นำเนื้อหาจากนิยายทั้ง 3 เล่มมาผสมผสานกันให้ออกมาลงตัวที่สุด

เรื่องราวของ “ชิมิซึ มิโซระ” หญิงสาวผู้ล้มเหลวในการหางานครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่มีที่จะอยู่แต่เธอมีความสามารถที่ไม่สามารถบอกใครได้นั่นคือ “เธอสามารถสัมผัสกับวิญญาณได้” จนโชคชะตานำพาให้มาพบกับจุดเปลี่ยนเมื่อ “อุรุชิบาระ เรย์จิ” นักวางแผนงานศพมืออาชีพ สังเกตเห็นความลับของเธอ จึงชักชวนให้เธอเข้ามาฝึกงานที่บริษัทจัดงานศพ “บันโดไคคัง” และใช้ความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์ จนกลายเป็น “คู่หูนักวางแผนงานศพ” ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์”พิธีศพที่ดีที่สุด”แม้ว่าจะเป็น หนังเกี่ยวกับ ”การจากลา“ “คนตาย กับ คนเป็น” แต่ ตัวหนัง กลับ ไม่นำเสนอ ความเศร้าหมองไม่ต้องขยี้อะไรมากมากมายหนังเลือก ที่จะ ดึง คนดู ให้รู้สึก เศร้า/เสียน้ำตา/น้ำตาซึม ไปกับ ตัวละคร ผ่านสีหน้าท่าทาง การแสดงออก และอารมณ์ สิ่งที่อยู่ภายในใจ โดยไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย

ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต…ปาฏิหาริย์จะบังเกิด..“.. งานวางแผนงานศพ ก็ เหมือน งานแต่งงาน เป็นงานที่ทำให้มีความสุข ไม่ใช่เศร้า ต่างกันแค่ งานศพ ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า..”
งานศพคืองานที่ทำเพื่อผู้ล่วงลับและครอบครัว..แด่การจากลา… จนกว่าจะพบกันใหม่(Until We MeetAgain)คือหนังโรแมนติกดราม่า/ครอบครัวที่ดูอบอุ่นเล่าเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน ตรงไปตรงมา ชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการนำเสนอหนังพาไป สู่ การจากลา คนตาย กับ คนเป็น ผ่าน บริษัทการจัดการวางแผนงานศพของ ญี่ปุ่น ในทุกๆ ขั้นตอน การรับศพ เคลื่อนศพแต่งตัวแต่งหน้าศพงานสวดพิธีไว้อาลัยมาจนถึงงานณาปณกิจ

”ถึงเวลาต้องจากลากันแล้วค่ะครับ“

แม้ว่าจะเป็น หนังเกี่ยวกับ ”การจากลา“ “คนตาย กับ คนเป็น” แต่ ตัวหนัง กลับ ไม่นำเสนอ ความเศร้าหมองไม่ต้องขยี้อะไรมากมากมายหนังเลือก ที่จะ ดึง คนดู ให้รู้สึก เศร้า/เสียน้ำตา/น้ำตาซึม ไปกับ ตัวละคร ผ่านสีหน้าท่าทาง การแสดงออก และอารมณ์ สิ่งที่อยู่ภายในใจ โดยไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย แต่ ก็ทำให้คนดูเกิด ความรู้สึกเศร้า ..จนค่อยๆ หลั่งน้ำตา มาแบบ ไม่รู้ตัว

หนังเล่าเรื่องสนุก ค่อยๆ ตามดู เด็กสาว เข้ามา ฝึกงาน กับ รุ่นพี่จอมเนี้ยบ (มาตามสูตร หนังแนวนี้)ที่ค่อยๆมีพัฒนาการผ่านเคสงานต่างๆที่เข้ามาหนังพูดถึง เรื่องของ “ผู้ล่วงลับ/คนตาย” กับ “ครอบครัวที่ยังอยู่” การ Move on การปล่อยวาง แต่ละเคส ที่ถูกใส่เข้ามา ชัดเจน ในเรื่อง เกิด/แก่/ตาย/เจ็บในวัยต่างๆในครรภ์/เด็กน้อย/ผู้ใหญ่/คนชรา หนังพาสนุกซาบซึ้งไปกับการดูสาวน้อยใช้สัมผัสพิเศษแก้ปมในใจผู้ล่วงลับสาวท้องแก่ที่อยากให้สามีใช้ชีวิตแบบมีความสุขเด็กน้อย ที่ทั้งชีวิต อยู่แต่ใน โรงพยาบาล อ่อนวัย เกินกว่า จะเข้าใจเรื่องการจากลาหญิงหม้ายที่ลูกๆเกลียดพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปเพราะหนี้สินคุณย่าหญิงชราที่ค้างคาใจกับการจากไปของหลานตัวน้อยไปพร้อมๆ กับ รุ่นพี่หนุ่ม ใช้ ประสบการณ์ ปลดปล่อย คนในครอบครัวผู้ล่วงลับชายผู้สูญเสียภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์คู่สามีภรรยาที่สูญเสียลูกสาวตัวน้อยชายผู้ไม่อาจอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้ายของคนรักที่แยกกันอยู่รวมทั้ง ในระหว่างทาง นอกจาก ความสัมพันธ์ ที่ค่อยๆ ดีขึ้น ของ พี่เลี้ยงรุ่นพี่ กับน้องฝึกงาน แล้วยังมีการคลายปมที่ค้างอยู่ในใจของทั้งคู่อีกด้วย

หนังเต็มไปด้วย ภาพต่างๆ ที่สดใส สีสันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ภาพต่างๆ เหมือน ภาพจากโปสการ์ด สวยๆ ของสถานที่ต่างๆ เหมือนเป็นตัวแทน การเดินทาง ของตัวละครตลอดเรื่องไม่มีภาพที่สลดหดหู่ไม่มีภาพมืดครึ้มอึมครึมเศร้าหมองหรือ การที่ นางเอก มองเห็นผี แต่ หนังไม่มีเทคนิคพิเศษ ไม่มีผีน่ากลัว ไม่มี อิทธิปาฏิหารย์ แต่ ก็ทำให้ดูแล้วรู้สึกได้ถึงวิญญาณดนตรีประกอบออกมาไพเราะ ฟังสบายๆ ไม่ฟังแล้ว รุ้สึกเศร้า ผลงาน คาเมดะเชจิแม้แต่บรรดานักแสดงยังออกมาหน้าตาดีดูดีกันทุกคน

ฮามาเบะ มินามิ สวย..สวย..เป็น ชิมิซึ มิโซระ สาวเห็นผี ที่ดูสดใส น่ารักมากๆ ทำให้ หนังดูสนุกไม่เครียดแต่พอมาถึงฉากดราม่าก็เรียกน้ำตาให้คนดูร้องไห้ตาม

 เมงุโระ เรน หล่อดูดี นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูมีอะไร  เป็น  อุรุชิบาระ ที่มีเสน่ห์ สายตา ที่แอบ/ชำเลือง มองน้องฝึกงาน ดีงามมากๆนักแสดงสมทบคนอื่นๆ มาน้อย แต่ดูดี เล่นดี เล่นเป็นธรรมชาติ ทุกๆ คน อาทิ โมริตะ มิชาโตะ/ฟุรุงาวะโคโตเนะ, คิตามุระ ทาคุมิ, ชิดะ มิไร, วาตานาเบะเคสุเกะโนนามิ มาโฮะ, นิชิกาคิ โซ, คุโบะ ซิโอริ / ฮาราดะ ไทโซ มิตสีอิชิ เคน,ซูซูกิ โคสุเกะ, นางาชากุ ฮิโรมิ,นัตสึกิมาริ ที่ชอบมากรักมากทำเอาน้ำตาซึมกับสองเด็กน้อยที่มารับบท เด็กน้อยในโรงพยาบาลกับพี่สาวของมิโซระทำเอาน้ำตาซึมได้หนังปิดท้ายอย่างงดงาม ด้วย AMAZING GRACE ของ เทชิมะ อาโออิ เพลงไพเราะ ส่งท้ายช่วง เอนเครดิต และ คำพูดดีๆ ส่งท้าย
“แด่การจากลา(ชั่วคราว)…จนกว่าจะพบกันใหม่เมื่อถึงเวลา”น้ำตาไหล..น้ำตาซึม..ยิ้มทั้งน้ำตา แบบนี้เอาไปเลย10/10คะแนน

ปล.เรื่องอินมากไปกับการมองเห็นผีแล้วช่วยแก้ปมในใจเพราะในชีวิตจริงเคยมีประสบการณ์ตรงจากการเปิดไพ่ทำนายดวงที่เคยสัมผัส กับ คนตาย แบบใน หนังเปี๊ยบ ในหลายครั้ง ..จนช่วย ลูกดวง คลายปม

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“จักรวาลผีมหา’ลัย” หนังผีจากค่ายสหมงคลฟิล์ม เดินทางมาถึง เทอม4 ต่อจาก มหา’ลัยสยองขวัญ(2552)เทอม2สยองขวัญ(2565)เทอม3(2567)หนังผี4เรื่องสั้น4ผู้กำกับนำเสนอ ความน่ากลัว จาก เรื่องเล่าเรื่องผีๆ จากรั้วมหาวิทยาลัย 4ภาค แต่ละเรื่อง ไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องของใครของมันแต่ละเรื่อง มีแนวทางที่ต่างกัน  แต่ยังคง ชัดเจน ใน ลายเซ็น ความเป็น หนังผี ของค่ายใบโพธิ์สหมงคลฟิล์มทั้งบรรยากาศโทนเรื่องการนำเสนอ(กลายเป็นจักรวาลหนังผี นักศึกษา-สหมงคลฟิล์มพี่นาค/ครูพนอ-ไฟว์สตาร์ธี่หยด-MStudio)“เปิดเทอมใหม่..ใครจะอยู่?ใครจะตาย?”

สะพานขาว (30นาที)..เส้นทางความเฮี้ยน วิญญาณทับซ้อน คลุ้งคาวเลือดหลอน คู่รัก สุดสะพรึงบนสะพานที่ห้ามบอกเลิก..อย่าเลิกผิดที่..มายด์ กับ บอส คู่รักปี1-4 รักๆ เลิกๆ จนตัดสินใจ ยุติความสัมพันธ์ เลิกกันบน สะพานขาว สะพานที่มีตำนาน โศกนาฏกรรมคู่รัก จนทำให้ ทั่งคู่เจอดี เผชิญหน้า ผีร้ายเรื่องรัก แบบผีๆ ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว ทำออกมา ดูน่ากลัว สร้างความหลอน จาก สะพานขาว ผีคู่รักหัวแบะดูสยอง แม้จะน่ากลัว แต่ไม่หลุดจากเรื่องของ ความรัก น่าเสียดาย ที่ พอ ผีมาเป็นเบือ บนสะพาน ดูไม่ค่อยน่ากลัว แถม ยังออกแนว บู๊ๆ มอไซด์ ท้าชนผี วี-วิโอเลต วอเทียร์ กับ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ส่งพลัง ความเป็นคู่รักจริงๆ นอกจอ ทำให้ อิน..ไปกับ คู่รัก ในจอ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การแสดง จน รู้สึก ลุ้น เอาใจช่วยให้ ในเรื่อง กลับมาคืนดีกันเกรซ-บุศรินทร์ วงศ์ลีลนนท์ นิ่งๆ เรียบๆ แต่ พอเป็น ผี น่ากลัวทีเดียว

เรือนนางสนม (33นาที)…เรือนร้างอาถรรพ์และความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความลับ อย่าคบผิดคน ถ้าไม่อยากเจอความสยองที่นำไปสู่ความตาย…เกรซ นักศึกษาสาวแฟชั่น มี บิวช่างภาพสาวรุ่นพี่เป็นไอดอล จนเธอล่วงรู้ความลับของบิว  ทั้งคู่ มาถ่ายแบบ ที่ เรือนนางสนม ทำให้เผชิญหน้า กับ ผีร้าย ในบ้านร้าง มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ นำเสนอ หนังผีออกมาในแบบ หนังผียุคใหม่ หนังแบบเจนซี สลัดภาพ หนังผีแบบเดิมๆ ออกแนวหนังอินดี้ หนังอาร์ต ไม่เอาใจตลาดนัก ‘เรือนนางสนม’ ดูหลอน น่ากลัว จาก ภาพ/แสง/สี ความมืด ของบ้านร้าง ที่ชวนขนหัวลุก อารมณ์ประมาณ ไปล่า ท้าผี บุกบ้านผีสิง โจริญ คัมภีรพันธุ์ (4EVE) จับคู่ ปะทะกับ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ ได้ดี มีพลังตลอดเรื่อง ออกมาแรง เหมือนไม่ได้แสดง ดูธรรมชาติ มากๆ ดูเป็นรุ่นน้องรุ่นพี่ที่ใช่ความหลอน..ชวนขนหัวลุค มาแบบเต็มร้อย

คืนดีเดย์ (31นาที)..เขาบอกว่า ถ้าใครไม่เข้าบูมรับน้อง รุ่นพี่ที่ตายไปแล้ว จะตามมาบูมสยองให้ถึงที่ อย่าบูมผิดวัน ถ้าไม่อยากเจอเรื่องหลอน… ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา ทำ  ‘คืนดีเดย์’ ออกมาเป็น หนังผีที่ดูน่ารักสดใส ผีเป็นผีจริงๆ ที่มาพร้อมกับอารมณ์ขันของ ตัวละครที่เป็นคน รถบัส/ผีรุ่นผี เรือนนอน โรงพละ ดูหลอนใช้ได้ ดีทีเดียว แทด-ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์ (วง ATLAS) เป็นเป๋า สดใสเล่นแบบน่ารัก แบบมีลูกคู่ เจน-กุลจิราณัฐ วรรักษา ในบท นุ้ย บัดดี้ สาว กับ ตังโก้-ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์ เป็น ชัตเตอร์ หนุ่มวิศวะผมยาวแหล่งใต้ ที่ขโมยซีน เรียกเสียงหัวเราะ ได้ในทุกๆ ฉากมี เจนนี่ ปาหนัน มาเพิ่มความสนุก ในบท นักศึกษารุ่นพี่ นำรับน้องคืนดีเดย์..สนุก ขำน่ารัก เน้ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่มากำลังดี ผ่านตำนาน เรื่องผีๆ กับ การบูมรุ่นน้อง..

 ห้องชมพู (30นาที).. ห้องสีชมพู ที่มีเสียงลือกันว่ามีคนตายในห้องนั้น อย่าเช่าผิดห้อง ถ้าไม่อยากเจอเรื่องหลอน.. คะนิ้ง  นักศึกษาปีหนึ่ง ตัดสินใจ ย้ายมาอยู่หอพัก ห้องในตำนานฆาตกรรม จนเธอต้องเผชิญ กับ เรื่องลี้ลับ ที่ดึง ให้ เพื่อนใหม่ ในชั้นเรียน เข้ามาเกี่ยวข้อง พั้น-พันธิตา บุญชวน น่ารักมากๆ ตรึงให้ ใจจดใจจ่อไปกับตัวหนัง จนอดเอาใจช่วยลุ้น ให้ รอดพ้นจากผี  เพอซ-นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน เป็น ผีสาวในห้อง เน้น น่ากลัวผักกาด-ปลายกันยา ฐิติสุรวัฒน์, เปรม-กฤตภาส สันติลินนท์, โค้ด-อัฐพล สำเภากลาง เป็นสามเพื่อนใหม่ ที่ เข้ามาเสริมทีม ยังเล่นแบบ ไม่โดนนัก เลยไม่ช่วยหนังสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นไปเพิ่มความเด่นให้กับน้องพั้นรักแมวสิ่งที่ ติดตาตรึงใจ คือ ผีที่มาพร้อมเหล็กฟุต และ ถ้าไม่เจอผี แบบจะๆ เต็มๆ คงไม่เชื่อ จนกว่า จะเจอกับตัวเองโทนหนังห้องชมพูเหมือนดูละครคุณธรรม ‘เทอม4’คืออีกหนึ่งงานหนังผีที่ชอบที่โดนเรียงตามลำดับความชอบจากมากไปน้อย สะพานขาว-คืนดีเดย์-ห้องชมพู-เรือนนางสนมได้ใจไปเต็มๆ 7/10 หัวกระโหลก