โอ๊ยเล่าเรื่อง ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer)  9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

ทนายปีศาจ(The Evil Lawyer) 9/10 สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ทนายปีศาจ อีกหนึ่ง ซีรี่ย์ดีๆ ของ Netflix ที่หยิบเอา เรื่องการว่าความในศาลมาสร้าง ทำออกมาได้ดีดูสนุก ชวนติดตาม ดูๆ กันไปแบบ รวดเดียว 8 EP จบ(เอาเข้าจริงๆ ระหว่างดู อดถึงถึง หนังจีนชุดของ TVB ที่เคยดูในยุค 80-90 ที่ เข้มข้นดูสนุก มีหักมุมไปหา ทำดีสนุกโดนใจ เหมือนๆกัน)

ทนายปีศาจ คือผลงานการกำกับ ร่วมกันระหว่าง  ไก่-ณฐพล บุญประกอบ กับ แซม-จักริน เทพวงค์ จากทีมเขียนบท ประกอบด้วย จักริน เทพวงค์,สุรีย์ฉาย แก้วเศษ,ปัณณพร วัฒนพงษ์,อุสิชา อุดมศักดิ์, โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล และ ณฐพล บุญประกอบ
เรื่องราวของ ‘เมฆ’ลูกชายผู้พิพากษาชั้นผู้ใหญ่  ทนายหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ ตกเป็น จำเลย ในคดี ฆาตกรรม  ‘เตชิน’ลูกชาย ‘บิ๊กอนันต์’นายตำรวจใหญ่ จนต้องจำใจใช้บริการ ‘จิตตรี’ ทนายความสาวสุดดุเดือดผู้โชกโชนในการฟอกขาวและใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อทำทุกวิถีทางให้ชนะคดีโดยไม่สนเรื่องศีลธรรม

ทนายปีศาจ จัดเจนในสิ่งที่ต้องการพูดถึง เรื่องของระบบ ระบบความยุติธรรม การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม การต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เน้นๆ ไปที่ระบบการว่าความในศาล การทำงานของตำรวจ ระบบเส้นสาย และ ระบบการเมือง

ทนายปีศาจ เดินเรื่องสนุกๆ เดินเรื่องเร็ว เล่าเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการหักมุมไปมา ใส่รายละครของแต่ละคนแต่ละเรื่องราวแต่ละคดี ออกมาได้ดี ไม่ขยี้มากๆ ทำให้ 8 EP ดูสนุกในทุกๆ ตอนสนุกไปกับ การต่อสู้นำหลักฐานต่างๆ มาสู้กันในศาล การเบิกความในศาลใช้การพาไปเหมือนไปดูในเหตุการณ์  การสืบหาหลักฐานเหมือนการสืบคดีในหนังนักสืบที่เคยดู ขยี้ความเข้มข้น ด้วย เรื่องรัก(แต่ไม่โรแมนติก) เรื่องดราม่า มีแอ็คชั่นนิดๆ เข้ามา หรือ ภาพ ความตาย ที่ภาพอาจจะไม่รุนแรงแต่กลับรุนแรงในความรู้สึก

 ตัวเรื่องหยิบเอา คดีดังๆ ที่คุ้นเคย เน้นๆ ความรุนแรง นำมาดัดแปลง ผสมกันใส่เข้ามา เป็นแค่ละคดี ย่อยๆ เพื่อ เชื่อมเข้ากับคดีหลัก ทำให้หนังดูเข้มข้น สนุกไปกับ การรอดูว่า จะสู้คดี กันอย่างไร เส้นเรื่องหลัก ถูกปูด้วย ด้วยคดีฆาตกรรม ก่อนจะค่อยๆ ขยาย ไปสู่ เรื่อง การประมง แรงงานต่างด้าว ที่ไปๆ มาๆ กลายเป็นเรื่องของ การแก้แค้นส่วนตัว ที่ค้างคาสะสม มานานนับสิบๆ ปี ภาพต่างๆ เกี่ยวกับใช้ทุกวิถีทาง ถูกมาใส่ได้แบบมีลูกเล่น เป็นเรื่องจริง ที่ หลายคนน่าจะรู้หรือเคย มีประสบการณ์ หรืออาจจะเคยเห็นเคยดูเคยรับรู้มาจาก หนังเรื่องอื่นๆ นำมาใส่ในหนัง แบบ สบายๆ

ไม่แค่จะจริงจัง เรื่อง การวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องระบบ ต่างๆ เท่านั้น ยังได้ใส่ดราม่า เข้ามา เพื่อขยี้ อารมณ์ความรู้สึก ทุกตัวละครทุกเหตุการณ์ ถูกโยงถูกขยี้ ด้วย เรื่องครอบครัว พ่อลูก แม่ลูก พี่น้อง บ้านเล็กบ้านน้อย ที่มาพร้อมกับ ปมในใจ การต่อรอง หรือผลที่ตามมา จาก การกระทำต่างๆ นานา  ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวผู้พิพากษา ทนายความ อัยการ นายตำรวจ นักการเมือง แรงงานต่างด้าวและ ยังสื่อถึง ระบบการสื่อสารการตรวจสอบ ในสังคมยุคปัจจุบัน ใส่เข้ามา เพื่อขยี้ ให้หนังดูสนุก ทั้ง เรื่องของ โลกโซเชี่ยน การปั่นยอด ปั่นข่าวสร้างกระแส อวตาร กล้องวงจรปิด การหาเสียงหาคะแนน หรือ การนำเอารายการเล่าข่าว รายการข่าว ดังๆ หลายๆ รายการ นำมาดัดแปลง ใส่ในหนัง

 ทนายปีศาจ คือ อีกหนึ่งงาน ที่ ได้ นักแสดง ฝีมือดี มาร่วมแสดง ทั้ง บทนำและบทสมทบ หญิง-รฐา โพธิ์งาม  เด่นมากๆ เด่นสุด เป็น ‘ทนายจิตตรี’ที่ ทางพลังทั่ง สีหน้าท่าทางน้ำเสียง ออร่า..ความน่ากลัว ความเก่ง ของ การเป็นทนาย มาแบบเต็มๆ แค่เห็นหน้า ไปต้องอ้าปาก รังสีอมหิต ก็แผ่ซ่าน การชนะคดีลอยมาแต่ไกล เป็น ทนายเก่งที่เล่ห์เหลี่ยม ชนะในแบบ เทาๆหรือแม่แต่ในส่วนของ ปม..ในใจ ปมในวัยเด็ก หรือ การปิดกั้นตัวเอง มีเส้นกั้นกลางระหว่างความสัมพันธ์ กับ ชานนท์ นายตำรวจคนสนิท ก็ ทำให้ ทนายจิตตรี ลดความแรง มี มุมมองอ่อนแอ ที่ใช่เลย

ณัฏฐ์ กิจจริต โชว์พลัง การแสดงเต็มที่ ทั่งสีหน้าท่าทาง ทำให้ ‘เมฆ’ดูเป็น ทนายหนุ่มที่ ดูเป็นเด็กใหม่ๆ ที่ กำลังจะเจอเรื่องร้ายๆ ดูเป็น ทนายๆ น้ำดี ที่อยู่กับความถูกต้อง ก่อนที่จะค่อยๆ เรียนรู้ เติบโต มีประสบการณ์การเป็นทนาย จากการใกล้ชิดกับ ทนายจิตตรี หรือ.. ดูเป็นเพื่อน/คนรักที่ดี กับ อดีตคนรัก และ ดราม่าดีๆ กับปมในใจ ที่รอสะสางกับ พ่อแว่นตา เครื่องแต่งกาย เป้สะพายหลัง ช่วยเสริมทำให้ เมฆ เป็นตัวละคร ทนายธรรดาๆ ที่อยู่กับ ชาวบ้าน

ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร ใสสวยลุยๆ ไปกับบท ‘อังศุมาลิน’ เด็กสาวที่ทำงานกับ การเมือง เป็นหัวเรือใหญ่ ที่เรียกคะแนน ให้ แม่นักการเมือง เหมือนที่ เคยเห็นกับใน ระบบการเมือง เล่นได้น่ารัก ชวนให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็น การช่วยเหลือเมฆอดีตคนรัก หรือ การช่วยแรงงาน

กบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี เป็น ‘ท่านอนันต์’ บิ๊กนายตำรวจ ผู้มี อิทธิพล นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูร้าย ดูมีบารมี ในระดับสั่งการ แต่ กลับไปค่อย รู้สึกกับการสูญเสีย ลูกชาย มากเท่าๆ กับ อยู่ใน เงาพ่อตา ผู้ชรา นานๆ จะได้ดู กบ เล่นบทร้าย

ต้อม- พลวัฒน์ มนูประเสริฐ เป็น ‘ฤทธิ์’พ่อ ของ ‘เมฆ’ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความเป็นกลาง แต่มีปม ในใจมีปัญหา ไม่เข้าใจกับลูก  เล่นผ่านแววตาผ่านใต้กรอบแว่นตา ที่มาพร้อมกับ คำว่า ผู้พิพากษาต้องมีความเป็นกลาง

ตู่-ภพธร สุนทรญาณกิจ ฟิตหุ่นๆ ดูดี กับบท ‘ชานนท์’นายตำรวจ คนใกล้ชิดคนใกล้ตัว ที่คอยช่วยเหลือ ‘ทนายจิตตรี’ มีโชว์กล้าม เลิฟซีน คิวบู๊นิดๆ มีปม เรื่องรัก แต่ นำเสนอแบบผิวๆ แต่พอเข้าใจ เหมือน เป็นตัวช่วย ธรรมดาๆ แต่ กลับ มา สิ่งที่ชวนติดตาม ในช่วงท้าย

เจีย-สฤญรัตน์  โธมัส รับบท แพทย์หญิง ‘อัจฉรา’หัวหน้าพรรคร่วมใจ แม่ของ อัวศุมาริน มาดนักการเมือง ท่าทาง น้ำเสียง ถอดแบบ นักการเมือง มาแบบจัดเต็ม ดูเป็น นักการเมือง ระดับ หัวหน้าพรรคจริงๆ
แกละ-องอาจ เจียมเจริญพรกุล ในบท ‘ป๊าชัย’ เจ้าของท่าเรือประมง อดีตนายตำรวจเก่า คนสนิท บิ๊กอนันต์ เสื้อผ้าหน้าผม น้ำเสียงท่าทาง แบบบ้านๆ โหดกับแรงงาน แต่รักครอบครัวแบบสุดๆ เป็น อีกหนึ่งงาน ที่ แกละ-องอาจ เล่นดี เพิ่มความสนุกให้กับเรื่อง
เพชร-เผ่าเพชร เจริญสุข ยังคง ร้ายได้ใจ เหมือน ที่ผ่านๆ มา กับบท ‘เตชิน’เปิดตัวแบบไม่มีมีอะไร ก่อนจะเผยความร้ายได้ใจ ในแบบ หนุ่มลูกนายตำรวจ ที่เอาแต่ใจ ต้นเหตุแห่งคดี ที่ แม้จะจากไป แต่ ก็อยู่กับ คนดู ตลอดเรื่อง

แก๊งสัตว์น้ำ กลุ่มทีมงานของ ทนายจิตตรี เข้ามา เพื่อความสนุก รอยยิ้ม ขำๆ ด้วย ในแบบห้าวๆ ดิบๆ แบบวัยรุ่นๆ เหมือน ไม่มีอะไร แต่ มี ความสามารถในการซับพอท ช่วยเหลือ ด้วย สามหนุ่ม กั้ง/นีโม่/หมึก ที่นำแสดงโดย แก๊ปโบ้-สิระ สิมมี, BESTKANIS, โบโซ่ตามาร-กฤษชา แก้งสวัสดิ์และ เอี้ยง-สวนีย์ อุทุมมาในบท ‘ป้าหน่อย’อดีต หน้าบัลลังค์ ที่ ชอบทำกับข้าว ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่ เชี่ยวชาญ เก๋าเกมส์ในเรื่องคดีความ

 แคนดิส-ณัฐกฤตา เตชวิทูล เป็น มะนาว ทนายพลังแม่ อดีต ผู้ช่วยของ ทนายจิตตรี ที่ ต้องมาเป็น ทนายต่อสู้กันในศาล ที่เล่นดี ทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น

สามพี่น้อง แรงงาน พม่า เล่นเก่ง ทั้งสีหน้าท่าทาง น้ำเสียง จนเชื่อว่าเป็น พม่าจริงๆ ไม่ใช่ การแสดงต้า-พรรษกร ทีฆรุ่งเรือง เป็น ‘เซยะ’น้องชายคนเล็ก ที่ ออกตามหา พี่สาว เป็นตัวละคร ที่ ดึงคนดู ให้ลุ้นตาม เอาใจช่วย ให้เตอพี่สาว หรือ ไม่เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นบีม-พรรณธิดา ไพรเนืองกิจ เป็น ‘เนอู’สาวใส ดูเป็น แคทดี้สาวต้นเรื่อง ที่โดนกระทำช้ำเลือดโชก หรือ ดราม่ากับมน้องชายก็ดึงอารมณ์ได้ดีแอนนี่-กนกพร พิทักษ์หงสา เป็น ‘นีอัน’พี่สาวคนโต สวยๆ ในแบบ พนักงานบนเรือ ที่ เป็นต้นเรื่อง..ตัวจริง..ที่โยงเข่าสู่ คดีฆาตกรรมสนามกอล์ฟ

และที่ ดีงามดีส่งท้าย มาน้อย แต่ จัดเต็ม แรงๆ พอดีๆ กับ ความแรงของ ‘ทนายจิตตรี’คือ ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม เป็น ‘โกศล’ตัวละครเซอร์ไพรร์ ที่ โผล่มา ทำให้ เรื่องราวเหมือนจะจบกับปิดคดี กลับไม่จบ โหดได้ใจ โยงเข้าสู่ ความเข้มข้น โหดแบบดืบๆ รุนแรง ใน ซีซั่น2(ถ้ามี)

นักแสดงสมทบคนอื่นๆ เล่นได้ดี ดูเป็นธรรมชาติ มีทั้ง ที่คุ้นหน้าคุ้นตา อาทิ ครูบอย-พิศาล พัฒนพีระเดช ในบท ผู้สนับสนุนพรรค มนตรี แสงมณี ในบท นายศร ป่าไม้พยานคนสำคัญ สรนันท์ ร.เอกวัฒน์ กรรมการผู้พิพากษา อ.ลลิตา หาญวงษ์ กับ อ.วิโรจน์ อาลี ในบทผู้พิพากษาว่าความ เชฟป้อม-ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล เจ้าหน้าที่ห้องยื่นประกัน สรินยา ออลสัน รับบท หมอสูติฯลฯ และ หลายๆ คน ที่ ผ่านตาทั้ง ในหนังละครหรือโฆษณา

โปรดักชั่นต่างๆ ของ ทนายปีศาจ ออกมาดี บท งานด้านภาพ การตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสื้อผ้าหน้าผม นักแสดง โลเกชั่นต่างๆ นาๆ บรรยากาศ ในหนังและที่ชอบมากๆ โดนมากๆ คือ เพลง ดำสนิท ของ Hugo เพลงประกอบท้ายเรื่อง ที่มาในช่วงท้าย EP คือ สิ่งที่พูดสรุป ทนายปีศาจทั้งหมดสิ่งที่ได้แน่ๆ จากการดู ทนายปีศาจ แทบจะไม่มี ด้านดี ด้านขาว ระบบ ความยุติธรรม ล้วนต้องอยู่กับ ความเทา ด้านมืดทนาย อัยการ ใช้ช่องโหว่กฏหมาย ในการเอาชนะ  แม่แต่ ผู้พิพากษา ก็ยังไม่น่าเชื่อถือตำรวจไม่มีใครดีแรงงานต่างด้าวต้องถูกเอาเปรียบทนายปีศาจ สนุกได้ใจ จนอยากจะ รอดู ซีซั่น2ไวๆที่9/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ  ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง อร่อยถึงตาย…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ครัวสาว (Morte Cusina) 8/10

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.20 น.

หนังเกี่ยวกับ อาหาร เรื่องใหม่ล่าสุด ที่ดูแล้ว อยากกิน อาหาร อร่อยตาม ผลงานการกำกับ ของ ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง งานสร้างของ 185Flims  ‘สาว’ หญิงสาวคนหนึ่งแก้แค้น ‘กรณ์’ ด้วยการเป็นภรรยาและแม่ศรีเรือนที่ดีที่สุด ทั้งงานบ้าน งานครัว อาหารทุกมื้อไม่เคยขาด และอาวุธล้างแค้นที่ดีที่สุดของเธอ คือรสมือการปรุงอาหารที่ ‘อร่อยถึงตาย‘…โดยไม่มีแม้แต่ยาพิษ ‘ครัวสาว’ชัดเจน ในความเป็นหนังของ ต้อม-เป็นเอก ทั้งความเป็นหนัง ที่ไม่เอาใจตลาด หนังที่คนดูเฉพาะกลุ่ม หนังเรื่อยๆ อาจจะดูยาก ต้องตีความสำหรับคนดูบางคน แต่สนุกโดนใจกับคนดูกลุ่มที่ชอบหนัง แนวนี้

เส้นเรื่องหลักของ ‘ครัวสาว’ อยู่ที่ การแก้แค้น ของตัวเอก ที่เปลี่ยนจาก อาวุธ มาเป็น อาหาร ไม่มีภาพความรุนแรง ไม่มีเลือดสาด แต่รับรู้ถึง พิษของ อาหาร ตัวหนัง พูดแบบชัดเจน อาหารจานเดียวกัน มีคุณกับคนกิน แต่ ในบ้างครั้ง อาจจะให้โทษกับคนกิน อาจฆ่าคนได้ อยู่ที่ คนปรุง คนกิน นอกจาก การนำเสนอเรื่องของ อาหารแล้ว ใน ครัวสาว เป็นเอก ยังใส่ เรื่อง เซ็กซ์ ออกมาอย่างชัดเจน เรื่องบนเตียงของผัวเมีย การถูกข่มขืน การร่วมรักของคนรัก เซ็กซ์ ในหลายๆ ช่วงอารมณ์ ภาพต่างๆ ที่ออกมา บนจอ อาจจะดูโจ่งครึ้ม แต่ก็มาในแนว หนังอาร์ตงานด้านภาพของ คริสโตเฟอร์ ดอยส์ ยังคง ดีงามสุดยอดสวยงาม ภาพต่างๆ มุมกล้องการจัดแสง เหมือนมีชีวิต เป็นเหมือนตัวละครที่เข้าขยี้ เพิ่ม อารมณ์ร่วมให้กับตัวหนัง ภาพที่เห็นจอ ยังเป็น สไตล์ที่คุ้นเคยกันทั้ง ในหนังของ เป็นเอก หรือ ของ หว่องกาไว ที่เขาร่วมกันเป็นประจำ ภาพต่างๆ ชวนใน นึกถึง หนังโฆษณา ดีๆ

 ‘ครัวสาว’นำเสนอ ภาพอาหารที่ดูธรรมดาๆ คุ้นกันดี บนโต๊ะอาหารที่หลากหลาย ในหลายๆ ภาค ตั้งแต่ อาหารอิสลาม อาหารอีสาน อาหารญี่ปุ่น อาหารภาคกลาง อาหารเหนือ หรือแม้แต่ อาหารฝรั่ง ง่ายๆหนังพาไปให้ ดูสึก หิว อยากกิน อาหารบนโต๊ะ ที่มา กัน แบบหลายจานเต็มโต๊ะ กินโชย มายั่วน้ำลายตั้งแต่ ในครัว ผ่าน ภาพที่คุ้นตากันดี ทั้ง ในร้านอาหาร ที่มีการสังสรรค์ พบปะพูดคุยกับเพื่อนฝูง ร้านอาหารดังๆ ที่คนต้องมาเข้าคิวรอ หรือแม้แต่ ในบ้าน

อาหาร ใน ครัวสาว ยังเป็นสัญลักษณ์ แทนสิ่งที่ หนังนำเสนอ ทั้ง การเป็นอาวุธ ใช้ทำร้ายคน หรือ ภาพการกินแบบ มูมมามแทบไส่ต่าง อะไร กับ เรื่องเซ็กซ์หนัง อธิบาย ข้อดีข้อเสีย ของ การปรุงการทำอาหาร ได้ดี ทั่ง เพศ ธาตุ ดินน้ำลมไฟ ฤดูกาล ผ่าน การสอนในครัว ผ่าน ภัทรสุดา อนุมานราชธน เชฟดัง ที่มา แบบ ม้วนเดียวจบในฉากเดียว ไม่มาซ้ำ บ่อยๆ ไม่ขยี้ซ้ำ แค่นี้ คนดูก็เข้าใจ รอดูเลยว่า ท้ายสุด คนที่ถูกล้างแค้น จะมีสภาพอย่างไร‘ครัวสาว’เขียนบทโดย ตัว ต้อม-เป็นเอก เอง ร่วมกับ คงเดช จาตุรันรัศมี ที่ยังคงมาในแนวถนัด ออกมาดีงาม ในแบบ หนัง แนวนี้ เล่าเรื่องเรื่อยๆ ง่ายๆ ไปเรื่อยๆ มีที่มาที่ไป ชัดเจน

เบลล่า บุญแสง เป็น สาว ที่เล่นดีงาม ดูเป็นธรรมชาติ สีหน้าท่าทาง แววตา ส่งอารมณ์ให้กับตัวหนัง ดึง คนดูให้ ไปอยู่กับตัวหนังได้ในทุกๆ ฉาก ออร่า เด่น ๆ มีพัฒนาการ ที่เพิ่มขึ้นๆ จาก เด็กสาวที่อยู่ในกรอบของศาสนา การถูกย่ำยีทางเพศ มาสู่กับ การแก้แค้น  แววตาที่ ‘เบลล่า’บอกทุกสิ่ง โดยไม่ต้องพูด  ‘เบลล่า’เป็น ‘สาว’ที่ยังคงเป็น นางเอกหรือนักแสดงสาวๆ ในหนัง ที่ ดูดิบๆ ไม่ปรุงแต่ง ผิวดำๆ หน้าตาโทรมๆ ในแบบ ที่ ฝรั่งต่างชาติชอบ  ‘สาว’ในชุด สาวเสริฟ มีเสน่ห์อยากอยู่ใกล้ แต่พอ ผมสั้น เป็น ‘คุณสาว’เชฟ เจ้าของร้าน กลับดูน่ากลัว

กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ กลับมารับงานแสดง อีกครั้ง สบายๆ ใน บุคลิก ที่คุ้นเคยกันดี เป็น ‘กรณ์’ที่มี ความเป็นนักธุรกิจหนุ่ม ที่ชอบสาวๆ การพูดคำจา ดูเป็น นักธุรกิจ เป็นเพื่อนที่ดีเมื่ออยู่ในกลุ่มเพื่อน เป็นแฟนที่เอาใจ และ ที่ชอบมากๆ คือ ทุกครั้ง ที่อยู่กับ อาหาร ดูแล้ว อยากกิน อาหารตามเลยดูอิ่มอร่อยไปด้วย แต่ ในขณะเดียวกัน ก็รู้สึก ขนลุก ไปกับ สุขภาพ ที่ดูทรุดโทรมลงภาพต่างๆ ของ ‘กรณ์’ที่ผ่าน การแสดงของ ‘กฤษณ์’ อดที่จะย้อนนึกไปถึง บุปผาราตรี ไม่ได้ โดยเฉพาะ ฉากขับรถหรูไปบ้านชายทะเล ฉากนั่งวิลแชร์ หรือ แม้แต่ ฉากเซ็กซ์ฉากเลิฟซีน
ไปๆ มาๆ อดรู้สึกว่า ครัวสาว ก็คือ บุปผาราตรี แค่เปลี่ยนจาก ผีเอาคืน มาแก้แค้นกัน ที่อาหาร จากใน ออสการ์อพาทเม้นท์ มาเป็น ร้านอาหาร ทั้ง ร้านครัวสาว/ครัวจันทรา หรือในบ้าน

ปีเตอร์-นพชัย ชัยนาม ในบท ‘หมออรุณ’เพื่อนสนิทของ ‘กรณ์’ที่เล่นนิ่งๆ ผ่านเสื้อผ้าหน้าผม แว่นตา ที่ดูเชย ดูเป็น หมอเรียบๆ ง่ายๆ ไปพร้อมๆ กับ ความสงสัย ความเป็น นักสืบ ผ่าน ความขี้สงสัยผ่านความเป็นหมอที่สังเกตุอาการไม่ปกติ ความเป็นแปลงของ คนไข้ ผ่านสีหน้าท่าทาง แววตา‘หมออรุณ’ อาจจะไม่ เน้น การกินอาหาร แต่ก็ ทำให้ เกิดความรู้สึก กลัว ใน พิษ ของการกินอาหาร

ทาดาโนบุ อาซาโน่ มาแสดงเป็น หนุ่มศิลปะชาวญี่ปุ่น การแสดง ในแบบ ที่คุ้นเคย แค่เห็นหน้า ก็ดีใจ ที่เห็น หน้าใน หนังของ ต้อม-เป็นเอก อีกครั้ง ใน วัยที่เปลี่ยนไปตามวัยนอกเหนือจาก บท งานด้านภาพ และ การแสดง ของ ‘ครัวสาว’โปรดักชั่น ส่วนอื่นๆ ออกมาดูดีงาม ในแบบ หนังอาร์ต หนังประกวด การตัดต่อที่ลื่นไหล ไปเรื่อยๆ เสื้อผ้าหน้าผมโดยเฉพาะบรรดาสาวเสิร์ฟที่ใช่คุ้นตาการแต่งหน้าที่ทำให้เห็นภาพการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปของตัวละคร ดนตรีประกอบ และ เพลงประกอบ ที่ เข้ากับตัวหนังหรือ สิ่งเล็กๆ ในหนัง อย่าง ป้ายร้าน อย่าง จันทรา ที่ ภาพเน้น ชัดๆ หลายครั้ง ที่ชัดๆ และเบลอ ดูดีๆ ฟรอนท์ คือ ชื่อร้าน ครัวสาว ที่เริ่มมี รอยแยก ช่วยเพิ่ม ความรู้ๆ ให้กับเรื่อง

‘ครัวสาว’คือ หนังไทย ที่มาครบใน ศิลปะของความเป็นหนัง นำเสนอแบบชัดเจนตรงๆ ตรงไปตรงมา ไม่พูดเยอะ บอกด้วยภาพที่เห็นตรงหน้า เลยทำให้ ดูสนุกเพลินไปกับ ตัวหนังและแม้จะเป็น หนังร่วมสร้าง ไทย/สิงคโปร์/ไต้หวัน แต่ ยังมีความเป็นไทย สูงจนแทบไม่รู้สึกว่าเป็นหนังร่วมสร้าง ‘ครัวสาว’มี คำบรรยายอังกฤษ ตลอดเรื่อง ที่ ที่น่าขัดใจ มากๆ คือ พอตัวละครพูดภาษาอังกฤษ กลับ ไม่มีคำบรรยายไทย ไม่มีคำแปล ไม่เอาใจ คนที่ไม่เก่งภาษา คำศัพท์ อาจจะดูไม่ยาก ฟังง่าย แต่ยังไงๆ ก็ยัง อดที่จะ อยากอ่านคำบรรยายอยู่หรือ หรือ ช่วงที่พูดภาษา อิสลาม หลายคำก็ ฟังไม่ออก ว่า พูดอะไรกัน

 ‘ครัวสาว’คือ หนังดี ที่ โดนใจคอ หนังแนวนี้ ที่ชอบแน่นอน แต่ ไม่น่าจะสนุก สำหรับ คนหนัง บ้านๆ ก็เหมือน กับ อาหารบนโต๊ะ ที่จะ อร่อย หรือไม่อร่อย ขึ้นอยู่กับ รสนิยม ของคน ทานคนอื่น เป็นไร ไม่รู้ แต่ส่วนตัว ชอบ ในแบบ ของคะแนนอาหาร เอาไปเลย 8/10 ดาว

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

โอ๊ยเล่าเรื่อง ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) 8/10

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) คือ หนึ่งใน ซูเปอร์ฮีโร่สาว ใน คอมมิค DC ที่ชอบ มาตั้งแต่ ตอนเป็นเด็ก ที่ดูทีไร รู้สึกถึง ความเป็น เด็กสาวตัวน้อย จากต่างดาว ที่มาช่วยโลกยังช่วยเพิ่มความอบอุ่น ความเป็นครอบครัวของ ซูเปอร์แมนตอนเป็นหนังคนแสดง Supergirl (1984) ที่นำแสดงโดย เฮเลน สเลเดอร์ ก็ชอบ สนุกไปกับตัวหนังมาในยุคนี้ ชอบทั้ง ที่มาเปิดตัวจากหนังเรื่องก่อนหน้านี้ ทั้งจากใน เดอะเฟลซ (The Flash)(2023) หรือ ซูเปอร์แมน (Superman)(2025) จนทำให้ รอดู หนังเต็มของเธอ

 เมื่อศัตรูปริศนาผู้โหดเหี้ยมและคาดไม่ถึงเข้ามาคุกคามใกล้ตัวเกินไป คารา ซอร์-เอล ที่กำลังฉลองวันเกิดครบ 21 ปี จำใจต้องร่วมมือกับ รูธี คู่หูที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ ออกเดินทางผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ข้ามจักรวาล เพื่อการล้างแค้นและความยุติธรรม ภายใต้ชื่อ ซูเปอร์เกิร์ล

ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) ในเวอร์ชั่นนี้ มานำเสนอ ผสม ยำหนังแอ็คชั่นฮีโร่ ไซไฟ หลายๆ เรื่อง มารวมกัน แต่ยังคงไว้ ในความเป็น หนัง DC ความเป็น ซุเปอร์เกิร์ล ยังคงอยู่ครบ
บรรยากาศ ภาพรวม ชวนให้นึกถึง Mad Max แอ็คชั่นแรงๆ ที่เปลี่ยนจาก บนถนน มาเป็นต่างดาว กลุ่มตัวร้าย อาวุธ พาหนะ นี่ใช่เลย ตัวละครต่างดาว หน้าตาแปลกๆ รู้สึก เหมือน มาดู มนุษย์ต่างดาว ใน Star Wars

โลเกชั่น บนดวงดาว ทะเลทราย พระอาทิตย์ นึกว่า Dune เส้นเรื่อง หมาข้า ใครอย่าแตะ นี่มัน จอห์น วิค แม้จะรู้สึกว่ายำใหญ่ หลายเรื่อง แต่ด้วย ชุดที่คุ้นเคย หรือ ซูเปอร์แมน ที่ร่วมเฟรม ก็ดึงให้ รู้สึกเหมือน ได้อ่าน การ์ตูน คออมิกชอบ ท่าเหาะ มากชวนให้ นึกถึง ท่าเหาะ ในหนังยุคสมัยคริสโตเฟอร์ รีฟ เป็น ซูเปอร์แมน จริงๆ
หนังให้ภาพของ Supergirl ที่ ฉีกภาพเดิมที่เคยดูมา ดูลุยๆ โดนๆ ขมุกขมัว ไม่สดใสมาก แต่ก็ดูสมวัย ไม่ดูแก่เกินตัว (หลายคน อาจจะติดภาพ ด้านมืด ดาร์คๆ ของ ฮีโร่ ฝั่ง DC เลยอาจจะผิดหวัง ที่ เรื่องนี้ แทบจะไม่ดาร์ค ไม่รุนแรงนัก)

เส้นเรื่องอาจจะดูเรียบง่ายแทบไม่มีอะไรใหม่ มาตามสูตร ไม่มีหักมุม บางช่วงบางตอน อาจจะดูย้วยๆ ไปบ้าง แต่ การเล่าเรื่อง ก็ไม่ได้แย่ พอดูเพลินๆ ได้งานด้านภาพ เทคนิคพิเศษ อยู่ใน ขั้นโอเค ทำได้ดีฉากแอ็คชั่นCG ยังคง ออกมา ในแบบที่คุ้นเคย ใน หนังDC ตัวเรื่อง ไปลุยในจักรวาล ไม่ใช่บนโลก เลยไม่ค่อยรู้สึกเป็น หนังDC ปกติจะคุ้นเคย กันแต่บน โลก พอ ย้ายไป บนดวงดาว เลยรู้สึก ขัดๆ ไม่ใช่ ยังดี ที่ เป็น ฮีโร่ ที่คุ้นเคย เลยดึง ความรู้สึกสนุกกลับมาได้และยังดีที่ เป็นเรื่องของ นางคนเดียว มีแค่ ซูเปอร์แมน มาเป็นตัวเชื่อม ไม่มี ฮีโร่คนอื่น มาแย่งความเด่น

เอาเข้าจริงๆ Supergirl ชวนให้ นึกถึง หนัง DC หลายๆ เรื่อง ใน ยุคก่อน ที่เปิดตัว เรื่องแรก อาจจะดูธรรมดา ปูเรื่องราว มากไป คิวบู๊ ตัวร้าย อาจจะยังไม่เก่งนัก
น่าเสียดาย ที่ ในช่วงปู คาร่า ก่อนมาโลก ดู ธรรมดาๆไปสักนิดและเมื่อ เป็นฮีโร่สาวน้อย ตัวละครหญิง เลยเด่น ปมปัญหาเรื่องของผู้หญิง สาวๆถูกลักพาตัว เลย ถูกนำมาใส่ เป็น เส้นเรื่องเป็นเรื่องราว ในหนังหนังยังใส่ เพลงเข้ามา เพิ่ม อารมณ์ ให้ หนังดูสดใส มากยิ่งขึ้น
 

มิลลี่ อัลค็อก สวยใสน่ารัก ดูเด่นดูดีในทุกๆ ฉาก เสน่ห์ เหลือล้น เป็น ซูเปอร์เกิร์ล ที่ OK เลย ยิ่ง สวมชุด ด้วยแล้ว สวยเท่ห์ ดูดี น่ารัก สมวัย จริงๆ
อีฟ ริดลีย์ ในบท รูธี ก็น่ารัก ในแบบ เด็กๆ แม้จะเป็นตัวละคร ที่ อาจจะดูน่าเบื่อน่ารำคาญ อยู่บ้าง เป็นตัว ถ่วงมากกว่าตัวช่วย แต่ เพราะ ความสดใส ในตัว น้องนาง เลย ก็เลย หยวนๆ ไม่เกลียด

ตัว รูธี เข้ามาช่วย ทำให้ คาร่า ดูเป็น ผู้ใหญ่ ดูโตขึ้น มีความเป็นพี่เมื่ออยู่ด้วยกัน ผิดกับ ตอนที่ คาร่า อยู่กับ ซูเปอร์แมน ที่ดูยังไงๆ ก็เป็น เด็กน้อยยังไม่โต
ส่วน เจสัน โมโมอา ที่พาร่างบึ้กๆ มาช่วยเพิ่ม ความสนุก ให้กับเรื่อง แต่ไปๆ มาๆ กลับไม่มีอะไร และยังรู้สึกน่ารำคาญ ไม่มีไม่ต้องมา ก็ได้ แถมยังแต่งหน้าใส่ชุด นึกว่า มาดู วง Kiss แสดงหนัง สีหน้าท่าทาง โผล่มาทีไร นึกถึง ตัวร้าย ใน  ศึกชิงดาบคู่ค้างคาวทอง (Bat Without Wings) (1980) หนังชอว์บราเดอร์ ทุกที หรือ มัทเธียส โชนาร์ตส์ ในบท เครน ตัวร้าย ที่ หนังพยายาม ให้ร้าย แต่ดูยังไงๆ ก็ไม่รู้ว่าร้าย ไม่รู้สึกว่าเก่งกาจอะไร กลับรู้สึก เป็นตัวร้าย ที่ง่อยๆ ที่สุดในขณะที่ น้องหมาคริสโต้ มาน้อย แต่ดูน่ารัก ดูไปยิ้มไปในความซน ของหมาน้อย ขโมยซีนน่ารักๆ ได้ในทุกฉากส่วน เดวิด โคเรนสเวต ในบทั้ง ซูเปอร์แมน อาจจะไม่มี อะไรมากนัก แต่ ก็ช่วยให้ หนังดูอบอุ่น ดูเป็นครอบคัว ดาวคริสตัน ให้ภาพของ ความเป็น DC ที่ชัดเจน
ซูเปอร์เกิร์ล(Supergirl) เป็นหนัง ที่แค่ดูได้เพลินๆ ดูแบบสบายๆ สนุกสนานในแบบ ที่ไม่ต้องคิดมาก แม้ หลายๆอย่าง ดราม่า อาจจะไม่ดึงไม่รู้สึกอิน ฉากแอ็คชั่น อาจจะดูน้อยไปสักนิด แต่ เพราะ น้องมิลลี่ อัลค็อก ก็เลย  พอจะดึงให้กลับมาสนุกไปกับตัวหนัง สนุก เพลิน ดูสบายหนังไม่เลวร้าย ในระดับ 8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

โอ๊ยเล่าเรื่อง Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

ละครเวทีดีๆ เรื่องล่าสุดของ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ ที่ ครั้งนี้ เปลี่ยนแนวมาเป็น ละครพูด ที่แทบจะไม่เห็นบนเวทีนี้ แต่ยัง คงมี นักแสดงฝีมือดี มานำแสดง มาเป็นจุดขาย..เหมือนเดิมเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในบ้านเช่าหลังหนึ่งที่มีทั้งสุขและทุกข์ที่ ความรักความสัมพันธ์ของคน 3 คู่ ต่างรูปแบบ ต่างเวลา แต่มีบางอย่างเชื่อมโยงกันคู่แรก.. ธนา กับ นภา สถาปนิกหนุ่มกับทนายสาว ที่ตัดสินใจ ใช้ชีวิตคู่ ร่วมกัน จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์คู่ที่สอง พายุ กับ อารัณย์ คู่รักชายรักชาย ผู้กำกับหนังกับคุณหมอหนุ่ม ทั้งสองเหมือนจะเช่าบ้านหลังนี้ไว้เป็นรังรัก แอบมาพบกันและใช้เวลาร่วมกันคู่ที่สาม ต้า กับ มีนา เพื่อนซี้ที่โตมาด้วยกัน เช่าบ้านเพื่อใช้เวลาสั้นๆ ในการทำโปรเจกต์

หนิง-พันพัสสา ธูปเทียน ผู้กำกับ กับ บัว-ปริดา มโนมัยพิบูลย์ คนเขียนบท สองสาวเก่งที่คร่ำหวอดกับ ละครเวทีดีๆ มานาน จับมือกัน ทำ Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก ออกมา ในแบบ ที่ถนัด ชัดเจน ในลายเซ็นต์ของตัวเอง ผ่าน การดูแลการผลิต โดย บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณจนทำให้  Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก เป็น ละครพูด ที่ ไม่ค่อย เห็น บนเวทีใหญ่ๆ แต่ออกมาดี ในแบบ รัชดาลัย

บรรยากาศ การนำเสนอ เล่าเรื่อง การแสดง ชวนให้ นึกถึง ละครเวทีเล็กๆ เน้นการแสดง มีครบรส รัก/ยิ้ม/หัวเราะ/น้ำตาซึม/เสียน้ำตา ที่เขยิบ มาขึ้นเวทีใหญ่ๆ อลังการจาก เรื่องราวเล็กๆ เวทีเล็กๆ คนดูใกล้ชิดตัวละคร ซึมซับอารมณ์ง่ายๆ เมื่อขยายมาขึ้น เวทีใหญ่ คนดูมากมาย แม้ ความใกล้ชิด จะลดน้อยลงไป แต่ก็ชดเชย ด้วย โปรดักชั่นที่ง่ายๆ แต่สวยงาม และ นักแสดงที่มีชื่อ เข้ามาช่วยเติมเต็มทดแทน

Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก พากลับ มาดู ละครเวทีที่คุ้นเคย ละครพูด ฉากเดียวโลเคชั่นเดียว ไม่มีการเปลี่ยนฉาก นักแสดงไม่กี่คน Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก นำเสนอ เรื่องราวความรัก ในสามรูปแบบสามวัย การเริ่มความสัมพันธ์ พัฒนา มาจนถึง การแตกหัก การกลับมาเจอกันอีกครั้ง ครั้งท้าย จะ มูฟออน จากไป หรือ กลับมา เริ่มใหม่อีกครั้ง

บทละครสนุก ชวนติดตาม ตัดสลับไปมา ของ3 คู่รัก ได้แบบมีชั้นเชิง ไม่น่าเบื่อ กระจายบทให้กับ นักแสดงได้ดี เท่าๆกัน ในรูปแบบที่ต่างกัน เรื่องไม่ซับซ้อน ดูง่ายเข้าใจง่าย
ไม่เพียงแต่ ความสนุกไปกับ การแสดงของนักแสดง ผ่าน อินเนอร์ พลังการแสดงเท่านั่น หนังมีการ แฝง การเชื่อมเรื่องราว ความหมายซ่อน อยู่กับ สิ่งๆ ต่างๆ ที่ใส่เข้ามา ในแต่ละคู่

นักแสดงทั้ง6 คน แม้จะดูเป็นมือใหม่ สำหรับละครเวที บางคน หรือ บางคนอาจจะนานๆ เล่นที บางคนอาจจะเก๋า/เก่งบนจอหนังจอละคร แต่ทุกคน ก็เล่นได้ดี สีหน้าท่าทาง แววตาน้ำเสียง สุดๆ สะกดคนดู

บอย-ปกรณ์ ดูอบอุ่น น่ารักๆ รักครอบครัว สามี ในฝันของ หลายๆ คน นุ่น-ศิรพันธ์ ดูเป็น ทำงาน สาวเก่ง สาวมั่น แต่ดูอ่อนลงเมื่ออยู่กับสามีบอย-นุ่น ดูเคมีเข้ากัน ดูแล้วเชื่อ/อิน/เข้าถึง ความเป็นครอบครัว ที่อบอุ่น แต่ พอถึง เวลาแตกหัก มีปัญหา ฉากดราม่าหนักๆ ต้องชอบ และ ปรบมือให้ น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำตา การบ่งบอก สิ่งที่อยู่ข้างใน สุดยอด มากจริงๆ เล่นเอาขนลุก เสียงน้ำตา/น้ำตาซึม เงียบกริบ กันทั้งโรงละครเปิดที่นุ่น ที่ว่า สุดยอดแล้ว มาขยี้ปิดที่ บอย ได้อย่างงดงาม มีพลัง

ยูโร ยศวรรธน์ กับ ต้นข้าว ชยุตม์ มาในแบบ เรียกรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ จากการเป็น ตัวละครชายรักชาย ในละครเวทีได้ดี เน้นๆเลิฟซีน เผ็ด แซ่บ น่ารักๆ โชว์หุ่นโชว์กล้าม พอถึง ดราม่าก็เปลี่ยนโหมด เล่นแรง เล่นดี ไม่แพ้บทเฮฮา ทำเอาคนดูอึ้ง

เอม ภูมิภัทร และ เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา ชัดเจน น่ารัก ในแบบของ หนุ่มสาวรุ่นใหม่ สนุกไปกับ คำพูดคำจา แนวคิด ที่เห็นได้ชัด กับเด็กรุ่นนี้ น่ารักในแบบ ใสๆ แทบไม่มีความหวาน ถกเถียงกันตลอด เข้าใจ ในแบบ คนที่แอบรักเพื่อน แต่เพื่อนไม่เคยรู้

Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก คือ ละครเวที อีกเรื่อง ที่ดูแล้ว ชอบ/รัก สนุกโดนใจ แทบจะไม่มี อะไรที่ไม่ชอบ

ปล..ในระหว่างดู รู้สึก ตลอด เหมือน เคยดูเรื่องนี้ มาแล้ว เหมือนนำมาทำใหม่ ปรับเปลี่ยนบางอย่าง ให้ทันสมัย ไม่รู้ว่า เป็นเพราะ ดูหนังดูละคร ดูละครเวที มากเกินไป จนคิดไปเอง หรือว่า นำมาปัดฝุ่นทำใหม่จริงๆมาพิสูจน์ด้วยตัวเองเพื่อทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตว่า หากมีโอกาสอีกสักครั้ง หากมีโอกาสย้อนเวลากลับไปแก้ไขรอยร้าวในอดีต คุณจะเลือก “ซ่อม” มันอีกสักครั้งหรือไม่? เพราะบางที…การที่ความสัมพันธ์ต้องพังลง อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราเติบโตและจดจำความรักได้ชัดเจนยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้คุณจะเลือก..“เจ็บ” เหมือนเดิม” หรือ “เริ่ม” ใหม่อีกครั้ง 

“Once Againอีกสักครั้ง…ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก”เปิดแสดงวันที่ 15 มิถุนายน – 5 กรกฎาคมนี้  ณ เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ บัตรราคาเริ่มต้น 600 บาท เปิดขายบัตรแล้วที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกช่องทาง

โอ๊ยเล่าเรื่อง แด่การจากลา…จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

แด่การจากลา...จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

แด่การจากลา…จนกว่าจะพบกันใหม่(UntilWeMeetAgain)

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.00 น.

เรื่องราวของ”ความตาย”ที่จะทำให้เข้าใจความหมายของ”การมีชีวิตอยู่หนังญี่ปุ่นดีๆ จากค่าย MStudio ดีงามยอดเยี่ยม เรียกน้ำตา ทำให้ ดูแล้ว รู้สึก จุกอก ขยี้ เข้าไปถึงข้างใน จากนวนิยายชื่อดัง ‘Hodonaku, Owakare desu’ ซึ่งเป็นผลงานเดบิวต์ระดับมาสเตอร์พีช ของ อ.นางาสึกิอามาเนะ(สำนักพิมพ์โชวาคุคังบุงโกะ)และสามารถคว้ารางวัลใหญ่Shogakukan BunkoNovelAward  ผลงานการกำกับของ  มิกิ ทาคาฮิโระ ได้ โอกาดะ โยชิคาซึ มาเป็นที่ปรึกษาเรื่องบท จากบทหนังของ ‘ฮอนดะ ทากาอากิ’ที่นำเนื้อหาจากนิยายทั้ง 3 เล่มมาผสมผสานกันให้ออกมาลงตัวที่สุด

เรื่องราวของ “ชิมิซึ มิโซระ” หญิงสาวผู้ล้มเหลวในการหางานครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่มีที่จะอยู่แต่เธอมีความสามารถที่ไม่สามารถบอกใครได้นั่นคือ “เธอสามารถสัมผัสกับวิญญาณได้” จนโชคชะตานำพาให้มาพบกับจุดเปลี่ยนเมื่อ “อุรุชิบาระ เรย์จิ” นักวางแผนงานศพมืออาชีพ สังเกตเห็นความลับของเธอ จึงชักชวนให้เธอเข้ามาฝึกงานที่บริษัทจัดงานศพ “บันโดไคคัง” และใช้ความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์ จนกลายเป็น “คู่หูนักวางแผนงานศพ” ร่วมมือกันเพื่อสร้างสรรค์”พิธีศพที่ดีที่สุด”แม้ว่าจะเป็น หนังเกี่ยวกับ ”การจากลา“ “คนตาย กับ คนเป็น” แต่ ตัวหนัง กลับ ไม่นำเสนอ ความเศร้าหมองไม่ต้องขยี้อะไรมากมากมายหนังเลือก ที่จะ ดึง คนดู ให้รู้สึก เศร้า/เสียน้ำตา/น้ำตาซึม ไปกับ ตัวละคร ผ่านสีหน้าท่าทาง การแสดงออก และอารมณ์ สิ่งที่อยู่ภายในใจ โดยไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย

ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต…ปาฏิหาริย์จะบังเกิด..“.. งานวางแผนงานศพ ก็ เหมือน งานแต่งงาน เป็นงานที่ทำให้มีความสุข ไม่ใช่เศร้า ต่างกันแค่ งานศพ ไม่ได้มีการวางแผนล่วงหน้า..”
งานศพคืองานที่ทำเพื่อผู้ล่วงลับและครอบครัว..แด่การจากลา… จนกว่าจะพบกันใหม่(Until We MeetAgain)คือหนังโรแมนติกดราม่า/ครอบครัวที่ดูอบอุ่นเล่าเรื่องง่ายๆ สบายๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน ตรงไปตรงมา ชัดเจน ในสิ่งที่ต้องการนำเสนอหนังพาไป สู่ การจากลา คนตาย กับ คนเป็น ผ่าน บริษัทการจัดการวางแผนงานศพของ ญี่ปุ่น ในทุกๆ ขั้นตอน การรับศพ เคลื่อนศพแต่งตัวแต่งหน้าศพงานสวดพิธีไว้อาลัยมาจนถึงงานณาปณกิจ

”ถึงเวลาต้องจากลากันแล้วค่ะครับ“

แม้ว่าจะเป็น หนังเกี่ยวกับ ”การจากลา“ “คนตาย กับ คนเป็น” แต่ ตัวหนัง กลับ ไม่นำเสนอ ความเศร้าหมองไม่ต้องขยี้อะไรมากมากมายหนังเลือก ที่จะ ดึง คนดู ให้รู้สึก เศร้า/เสียน้ำตา/น้ำตาซึม ไปกับ ตัวละคร ผ่านสีหน้าท่าทาง การแสดงออก และอารมณ์ สิ่งที่อยู่ภายในใจ โดยไม่ต้องขยี้อะไรมากมาย แต่ ก็ทำให้คนดูเกิด ความรู้สึกเศร้า ..จนค่อยๆ หลั่งน้ำตา มาแบบ ไม่รู้ตัว

หนังเล่าเรื่องสนุก ค่อยๆ ตามดู เด็กสาว เข้ามา ฝึกงาน กับ รุ่นพี่จอมเนี้ยบ (มาตามสูตร หนังแนวนี้)ที่ค่อยๆมีพัฒนาการผ่านเคสงานต่างๆที่เข้ามาหนังพูดถึง เรื่องของ “ผู้ล่วงลับ/คนตาย” กับ “ครอบครัวที่ยังอยู่” การ Move on การปล่อยวาง แต่ละเคส ที่ถูกใส่เข้ามา ชัดเจน ในเรื่อง เกิด/แก่/ตาย/เจ็บในวัยต่างๆในครรภ์/เด็กน้อย/ผู้ใหญ่/คนชรา หนังพาสนุกซาบซึ้งไปกับการดูสาวน้อยใช้สัมผัสพิเศษแก้ปมในใจผู้ล่วงลับสาวท้องแก่ที่อยากให้สามีใช้ชีวิตแบบมีความสุขเด็กน้อย ที่ทั้งชีวิต อยู่แต่ใน โรงพยาบาล อ่อนวัย เกินกว่า จะเข้าใจเรื่องการจากลาหญิงหม้ายที่ลูกๆเกลียดพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปเพราะหนี้สินคุณย่าหญิงชราที่ค้างคาใจกับการจากไปของหลานตัวน้อยไปพร้อมๆ กับ รุ่นพี่หนุ่ม ใช้ ประสบการณ์ ปลดปล่อย คนในครอบครัวผู้ล่วงลับชายผู้สูญเสียภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์คู่สามีภรรยาที่สูญเสียลูกสาวตัวน้อยชายผู้ไม่อาจอยู่เคียงข้างในวาระสุดท้ายของคนรักที่แยกกันอยู่รวมทั้ง ในระหว่างทาง นอกจาก ความสัมพันธ์ ที่ค่อยๆ ดีขึ้น ของ พี่เลี้ยงรุ่นพี่ กับน้องฝึกงาน แล้วยังมีการคลายปมที่ค้างอยู่ในใจของทั้งคู่อีกด้วย

หนังเต็มไปด้วย ภาพต่างๆ ที่สดใส สีสันสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นกลางคืนหรือกลางวัน ภาพต่างๆ เหมือน ภาพจากโปสการ์ด สวยๆ ของสถานที่ต่างๆ เหมือนเป็นตัวแทน การเดินทาง ของตัวละครตลอดเรื่องไม่มีภาพที่สลดหดหู่ไม่มีภาพมืดครึ้มอึมครึมเศร้าหมองหรือ การที่ นางเอก มองเห็นผี แต่ หนังไม่มีเทคนิคพิเศษ ไม่มีผีน่ากลัว ไม่มี อิทธิปาฏิหารย์ แต่ ก็ทำให้ดูแล้วรู้สึกได้ถึงวิญญาณดนตรีประกอบออกมาไพเราะ ฟังสบายๆ ไม่ฟังแล้ว รุ้สึกเศร้า ผลงาน คาเมดะเชจิแม้แต่บรรดานักแสดงยังออกมาหน้าตาดีดูดีกันทุกคน

ฮามาเบะ มินามิ สวย..สวย..เป็น ชิมิซึ มิโซระ สาวเห็นผี ที่ดูสดใส น่ารักมากๆ ทำให้ หนังดูสนุกไม่เครียดแต่พอมาถึงฉากดราม่าก็เรียกน้ำตาให้คนดูร้องไห้ตาม

 เมงุโระ เรน หล่อดูดี นิ่งๆ เรื่อยๆ แต่ดูมีอะไร  เป็น  อุรุชิบาระ ที่มีเสน่ห์ สายตา ที่แอบ/ชำเลือง มองน้องฝึกงาน ดีงามมากๆนักแสดงสมทบคนอื่นๆ มาน้อย แต่ดูดี เล่นดี เล่นเป็นธรรมชาติ ทุกๆ คน อาทิ โมริตะ มิชาโตะ/ฟุรุงาวะโคโตเนะ, คิตามุระ ทาคุมิ, ชิดะ มิไร, วาตานาเบะเคสุเกะโนนามิ มาโฮะ, นิชิกาคิ โซ, คุโบะ ซิโอริ / ฮาราดะ ไทโซ มิตสีอิชิ เคน,ซูซูกิ โคสุเกะ, นางาชากุ ฮิโรมิ,นัตสึกิมาริ ที่ชอบมากรักมากทำเอาน้ำตาซึมกับสองเด็กน้อยที่มารับบท เด็กน้อยในโรงพยาบาลกับพี่สาวของมิโซระทำเอาน้ำตาซึมได้หนังปิดท้ายอย่างงดงาม ด้วย AMAZING GRACE ของ เทชิมะ อาโออิ เพลงไพเราะ ส่งท้ายช่วง เอนเครดิต และ คำพูดดีๆ ส่งท้าย
“แด่การจากลา(ชั่วคราว)…จนกว่าจะพบกันใหม่เมื่อถึงเวลา”น้ำตาไหล..น้ำตาซึม..ยิ้มทั้งน้ำตา แบบนี้เอาไปเลย10/10คะแนน

ปล.เรื่องอินมากไปกับการมองเห็นผีแล้วช่วยแก้ปมในใจเพราะในชีวิตจริงเคยมีประสบการณ์ตรงจากการเปิดไพ่ทำนายดวงที่เคยสัมผัส กับ คนตาย แบบใน หนังเปี๊ยบ ในหลายครั้ง ..จนช่วย ลูกดวง คลายปม

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

โอ๊ยเล่าเรื่อง เทอม4 (HauntedUniversities4)

วันเสาร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“จักรวาลผีมหา’ลัย” หนังผีจากค่ายสหมงคลฟิล์ม เดินทางมาถึง เทอม4 ต่อจาก มหา’ลัยสยองขวัญ(2552)เทอม2สยองขวัญ(2565)เทอม3(2567)หนังผี4เรื่องสั้น4ผู้กำกับนำเสนอ ความน่ากลัว จาก เรื่องเล่าเรื่องผีๆ จากรั้วมหาวิทยาลัย 4ภาค แต่ละเรื่อง ไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องของใครของมันแต่ละเรื่อง มีแนวทางที่ต่างกัน  แต่ยังคง ชัดเจน ใน ลายเซ็น ความเป็น หนังผี ของค่ายใบโพธิ์สหมงคลฟิล์มทั้งบรรยากาศโทนเรื่องการนำเสนอ(กลายเป็นจักรวาลหนังผี นักศึกษา-สหมงคลฟิล์มพี่นาค/ครูพนอ-ไฟว์สตาร์ธี่หยด-MStudio)“เปิดเทอมใหม่..ใครจะอยู่?ใครจะตาย?”

สะพานขาว (30นาที)..เส้นทางความเฮี้ยน วิญญาณทับซ้อน คลุ้งคาวเลือดหลอน คู่รัก สุดสะพรึงบนสะพานที่ห้ามบอกเลิก..อย่าเลิกผิดที่..มายด์ กับ บอส คู่รักปี1-4 รักๆ เลิกๆ จนตัดสินใจ ยุติความสัมพันธ์ เลิกกันบน สะพานขาว สะพานที่มีตำนาน โศกนาฏกรรมคู่รัก จนทำให้ ทั่งคู่เจอดี เผชิญหน้า ผีร้ายเรื่องรัก แบบผีๆ ตั้ม-พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว ทำออกมา ดูน่ากลัว สร้างความหลอน จาก สะพานขาว ผีคู่รักหัวแบะดูสยอง แม้จะน่ากลัว แต่ไม่หลุดจากเรื่องของ ความรัก น่าเสียดาย ที่ พอ ผีมาเป็นเบือ บนสะพาน ดูไม่ค่อยน่ากลัว แถม ยังออกแนว บู๊ๆ มอไซด์ ท้าชนผี วี-วิโอเลต วอเทียร์ กับ เก้า-จิรายุ ละอองมณี ส่งพลัง ความเป็นคู่รักจริงๆ นอกจอ ทำให้ อิน..ไปกับ คู่รัก ในจอ ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การแสดง จน รู้สึก ลุ้น เอาใจช่วยให้ ในเรื่อง กลับมาคืนดีกันเกรซ-บุศรินทร์ วงศ์ลีลนนท์ นิ่งๆ เรียบๆ แต่ พอเป็น ผี น่ากลัวทีเดียว

เรือนนางสนม (33นาที)…เรือนร้างอาถรรพ์และความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความลับ อย่าคบผิดคน ถ้าไม่อยากเจอความสยองที่นำไปสู่ความตาย…เกรซ นักศึกษาสาวแฟชั่น มี บิวช่างภาพสาวรุ่นพี่เป็นไอดอล จนเธอล่วงรู้ความลับของบิว  ทั้งคู่ มาถ่ายแบบ ที่ เรือนนางสนม ทำให้เผชิญหน้า กับ ผีร้าย ในบ้านร้าง มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ นำเสนอ หนังผีออกมาในแบบ หนังผียุคใหม่ หนังแบบเจนซี สลัดภาพ หนังผีแบบเดิมๆ ออกแนวหนังอินดี้ หนังอาร์ต ไม่เอาใจตลาดนัก ‘เรือนนางสนม’ ดูหลอน น่ากลัว จาก ภาพ/แสง/สี ความมืด ของบ้านร้าง ที่ชวนขนหัวลุก อารมณ์ประมาณ ไปล่า ท้าผี บุกบ้านผีสิง โจริญ คัมภีรพันธุ์ (4EVE) จับคู่ ปะทะกับ เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์ ได้ดี มีพลังตลอดเรื่อง ออกมาแรง เหมือนไม่ได้แสดง ดูธรรมชาติ มากๆ ดูเป็นรุ่นน้องรุ่นพี่ที่ใช่ความหลอน..ชวนขนหัวลุค มาแบบเต็มร้อย

คืนดีเดย์ (31นาที)..เขาบอกว่า ถ้าใครไม่เข้าบูมรับน้อง รุ่นพี่ที่ตายไปแล้ว จะตามมาบูมสยองให้ถึงที่ อย่าบูมผิดวัน ถ้าไม่อยากเจอเรื่องหลอน… ก่อ-ชาคร ไชยปรีชา ทำ  ‘คืนดีเดย์’ ออกมาเป็น หนังผีที่ดูน่ารักสดใส ผีเป็นผีจริงๆ ที่มาพร้อมกับอารมณ์ขันของ ตัวละครที่เป็นคน รถบัส/ผีรุ่นผี เรือนนอน โรงพละ ดูหลอนใช้ได้ ดีทีเดียว แทด-ฐาปนา จงกลรัตนาภรณ์ (วง ATLAS) เป็นเป๋า สดใสเล่นแบบน่ารัก แบบมีลูกคู่ เจน-กุลจิราณัฐ วรรักษา ในบท นุ้ย บัดดี้ สาว กับ ตังโก้-ฐิตินันต์ รัตนฐิตินันต์ เป็น ชัตเตอร์ หนุ่มวิศวะผมยาวแหล่งใต้ ที่ขโมยซีน เรียกเสียงหัวเราะ ได้ในทุกๆ ฉากมี เจนนี่ ปาหนัน มาเพิ่มความสนุก ในบท นักศึกษารุ่นพี่ นำรับน้องคืนดีเดย์..สนุก ขำน่ารัก เน้ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ที่มากำลังดี ผ่านตำนาน เรื่องผีๆ กับ การบูมรุ่นน้อง..

 ห้องชมพู (30นาที).. ห้องสีชมพู ที่มีเสียงลือกันว่ามีคนตายในห้องนั้น อย่าเช่าผิดห้อง ถ้าไม่อยากเจอเรื่องหลอน.. คะนิ้ง  นักศึกษาปีหนึ่ง ตัดสินใจ ย้ายมาอยู่หอพัก ห้องในตำนานฆาตกรรม จนเธอต้องเผชิญ กับ เรื่องลี้ลับ ที่ดึง ให้ เพื่อนใหม่ ในชั้นเรียน เข้ามาเกี่ยวข้อง พั้น-พันธิตา บุญชวน น่ารักมากๆ ตรึงให้ ใจจดใจจ่อไปกับตัวหนัง จนอดเอาใจช่วยลุ้น ให้ รอดพ้นจากผี  เพอซ-นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน เป็น ผีสาวในห้อง เน้น น่ากลัวผักกาด-ปลายกันยา ฐิติสุรวัฒน์, เปรม-กฤตภาส สันติลินนท์, โค้ด-อัฐพล สำเภากลาง เป็นสามเพื่อนใหม่ ที่ เข้ามาเสริมทีม ยังเล่นแบบ ไม่โดนนัก เลยไม่ช่วยหนังสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นไปเพิ่มความเด่นให้กับน้องพั้นรักแมวสิ่งที่ ติดตาตรึงใจ คือ ผีที่มาพร้อมเหล็กฟุต และ ถ้าไม่เจอผี แบบจะๆ เต็มๆ คงไม่เชื่อ จนกว่า จะเจอกับตัวเองโทนหนังห้องชมพูเหมือนดูละครคุณธรรม ‘เทอม4’คืออีกหนึ่งงานหนังผีที่ชอบที่โดนเรียงตามลำดับความชอบจากมากไปน้อย สะพานขาว-คืนดีเดย์-ห้องชมพู-เรือนนางสนมได้ใจไปเต็มๆ 7/10 หัวกระโหลก

โอ๊ยเล่าเรื่อง : เลือดรักนักฆ่า (MyDearestAssassin) 7/10

เลือดรักนักฆ่า(MyDearestAssassin) 7/10

เลือดรักนักฆ่า(MyDearestAssassin) 7/10

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังไทยเรื่องล่าสุดของ Netfix ที่มาคราวนี้ นำเสนอ หนังแอ็คชั่นเต็มรูปแบบ ในแนว MartialArtsแนวสตั้นแมนตาต่อตาฟันต่อฟัน มี‘ใบเฟิร์น’จับคู่‘ต่อ’เป็นจุดขายพฤกษ์ ฮันเตอร์นักล่าของล้ำค่า ถูกจ้างวาน ให้ตามหา   คนที่มีกรุ๊ปเลือดพิเศษหายาก  ‘เลือดรักนักฆ่า’ มาในแนวโทนหนัง บู๊แอ็คชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อม ที่ชวนให้นึกถึง บรรยากาศหนังบู๊ ในสไตล์ของหนัง ‘พันนา ฤทธิไกร’ที่สู้กันในทุกรูปแบบ ทั้งตัวต่อตัว อาวุธใกล้ตัวมีดผาหน้าไม้ปืนและอาวุธหนักรวมทั้งจาก แนวเรื่อง บุคลิค ตัวละคร ยังชวนให้ นึกถึง หนังฮ่องกงแนวโหดๆที่คุ้นเคยกันดีในยุค80-90

เส้นเรื่องของ เลือดรักนักฆ่า มาตามสูตรหนังแนวนี้ การตามล่าตามล้างตามฆ่า คนหนีหลบซ่อนตัว ก่อนให้มีเหตุให้เปิดตัวออกมา จนปะทะกันเลือดสาด ระหว่างทาง มีเรื่อง ดราม่า/รัก เข้ามา สร้างความสนุกรักสามเส้า..เราสามคน..เพื่อนกันมา..ตั้งแต่เด็กปรานต์-ลัน-เอ็ม ช่วยเหลือดูแล กันมาตลอด เสียสละให้แก่กันและกัน ยามปกติเรื่องสดใส สบายๆ ยามรบ..เต็มที่ เสียสละ เล่นเอาอึ้ง
น่าเสียดาย ที่ หน้าหนัง โปรยที่ ใบเฟิร์น-ต่อ เลยทำให้ น้ำหนักของปอร์เช่ ตกลง ไปดราม่า ความรักของ โปกับปรานต์ โปกับสองลูกเลี้ยง ลินกับเอ็ม ความสัมพันธ์ของสมาชิก บ้าน House89ในส่วนของ ดราม่าทำได้ดี แทรกในทุกส่วนของตัวเรื่องได้ โป เป็น ตัวนำในการขยี้ เน้นๆ ไปที่ ปรานต์ลูกชาย กับ ลัน ลูกเลี้ยงบทบู๊สู้ตาย..เลือดนอง ไปกับ การตามล่าตามฆ่า พฤกษ์ กับ การตามล่าหาเลือดพิเศษ ตามล่าลัน ที่มี กลุ่มหมาล่า มาเป็นผู้ช่วย หรือ การต่อสู้ แย่งกันทำงาน ของ บ้าน89 กับ หมาล่า

คุ้ย-ทวีวัฒน์ วันทา ทำเลือดรักนักฆ่าออกมาได้ดีดูสนุกชัดเจนในความเป็นหนังบู๊ดราม่า รักโรแมนติกครบรสถ้า ไม่บอกว่า เป็น ผู้กำกับ ที่ ดังมาจากการ ทำหนังผี ทำหนังผีที่ดูสนุกอย่าง ‘ธี่หยด’หรือ‘ทองสุก13’มาก็คงจะไม่นึกว่าเป็นผลงานของเขา เส้นเรื่องของ ‘เลือดรักนักฆ่า’มาตามสูตรหนังแนวนี้การตามล่าตามล้างตามฆ่าคนหนีหลบซ่อนตัวก่อนให้มีเหตุให้เปิดตัวออกมา จนปะทะกันเลือดสาดระหว่างทางมีเรื่องดราม่าความรักรักเข้ามาสร้างความสนุก

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน เขียนบท ‘เลือดรักนักฆ่า’ ออกมาได้ดีเฉลี่ยน้ำหนักในทุกๆส่วนออกมาได้ดีการผูกเรื่องจากการชิงเลือดก็ไม่เลวมีการปูรายละเอียดความสัมพันธ์ตัวละครออกมาดีลุ้นตลอดว่าใครจะอยู่ใครจะไปใครจะรอดใครจะตาย

ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เด่นมากๆ กับบท ‘ลัน’ในบทที่ครบทั้ง ดราม่า/รัก/บู๊ ออร่า!กระจายในทุกๆตอนจนรู้สึกมา‘ใบเฟิร์น’คือ‘ลัน’น่าเสียดาย..นิดๆ ลีลาท่าทางคิวบู๊ ยังดูขัดๆแม้ว่า ลีลาท่าทาง ดูโอเค..ระหว่างดู อดนึกถึง ภาพตอนเล่นบู๊ ในโคตรสู้โคตรโส(2553) ไม่ได้

ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร เป็น ‘ปรานต์’ ที่ดูน่ารัก ดูดี ดูเป็นแฟนคนรักเพื่อน ที่ดูอบอุ่น คอยปกป้องน้องสาว เป็นเพื่อนที่ดีกับ เอ็ม หรือเป็น ลูกที่ ไม่เข้าใจ พ่อ ที่ไม่ยอมให้ออกงาน ในขณะที่ฉากบู๊ใช้ได้ทีเดียวมาแบบเด็กเด็กหนุ่มที่ซ่อนความเก่งในตัว

ปอร์เช่-ศิวกร อดุลสุทธิกุล รับบท‘เอ็ม’หล่อใสการแสดงดีๆทำให้คนดูอดหลงรัก สงสาร และคอยลุ้น!! ว่า สุดท้าย จะสมหวังหรือผิดหวัง ในเรื่องรัก ลีลาคิวบู๊ ออกมาดี ในทุกๆ ตอน

โทนี่ รากแก่น พลิกบทบาท มาร้ายแบบสุดๆ เป็น พฤกษ์ นักฆ่าหน้าหยก เหี้ยม ทั้งท่าทาง/น้ำเสียงบทบู๊ก็เล่นได้ดีออร่า..นักฆ่ามาแบบเต็มๆ

ชาย-ชาตโยดม หิรัณยัษฐิติ เป็น ‘โป’พลังการแสดงไม่ต้องพูดถึง เติมเต็ม/ขยี้ได้ดี ในทุกๆ ฉากบรรดา สมาชิกในทีมบ้าน 89 เล่นได้ดี แทบทุกๆ คน มีทั้ง สองนักแสดงบู๊ชายหญิง และ สองนักแสดงรางวัลศิลปาธรเก่งด้านการแสดงละครเวที/หนัง/ละคร

เดี่ยว-ชูพงษ์ ช่างปรุง ในบท หนุ่มใบ้ นุ้ย-เกศริน เอกธวัชกุล เจ๊หมวยใหญ่ เสมือนแม่บ้านของทีมนำทีมบู๊ในแนวแอ็คชั่นแบบชัดเจน คาเงะ-ธีระวัฒน์ มุลวิไล กับ นิกร แซ่ตั้ง มาเป็น คนในทีมปกติเหมือนเน้นๆความเก่งในแนวบุ๋นๆแต่พอออกศึกได้ทุกรูปแบบโดยเฉพาะอาวุธหนักๆ

พัดชา-ชนุดม สุขสถิตย์ หรือ พัดชา เทพสามตา ขโมยซีน มาทั้งความโหด แบบกวนๆ ในบทนักฆ่าLGBTเสื้อผ้าลีลาท่าทางความเก่ง/ความโหดมาแบบเต็มๆ

นะโม-เบนเนดิค เรอบิเย เป็น บลู คู่หู นักฆ่าหล่อหล่ำ พูดน้อย เหมือนเป็นไบ้ ทั้งเรื่อง พูดแค่บ้าน89แค่คำเดียวตอนเปิดตัวสองนักฆ่าแก๊งหมาล่า สร้างสีสัน ได้ดี ในแบบหยินหยาง คนหนึ่งพูดมากกวนๆอีกคนไม่พูดลุยอย่างเดียว

หมีพูห์-วิน สกุลแสงประภา กับ ยูเค-ณัฐธยาน์ องค์ศรีตระกูล มารับบทเป็น ปรานต์กับลันในวัยเด็กดูน่ารักสมวัย

เลือดรักนักฆ่า คือ อีกหนึ่งหนังสตรีมมิ่ง ที่โปรดักขั่น ออกมาดูดี ทั้งงานด้านภาพ การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม โลเกขั่น คิวบู๊ การเดินเรื่อง บทหนัง ดนตรีประกอบ เพลงประกอบ(เพลง WHYของวงSVRN)และการแสดงของทีมนักแสดง ติด ขัดๆ นิดๆ หน่อย ที่ขัดใจมากๆ คือ เลิฟซีน ที่ดูธรรมดาๆ ไปสักนิดกับหนังสมัยนี้ หรือ ฉากในต่างประเทศ ทั้งเวียตนาม/ดูไบ ดูไม่ลงทุนเลยดูไม่สมจริงจริงๆแล้วไม่ต้องผูกเรื่องไปต่างแดนอยู่ในไทยก็ได้หนังจบปิดท้าย ด้วยติ่ง ในช่วงเอนเครดิตชีวิตต่อไปของคนที่รอดและปิดจ็อบกับบางคน..
 

เลือดรักนักฆ่า คืออีกหนึ่งงานหนังไทย ที่ออกมาดี แต่ยังไงๆ ความรู้สึก อารมณ์หนัง ก็ยังชัดเจน ในความเป็นหนัง สตรีมมิ่ง ไม่ใช่ หนังใหญ่ฉายในโรง หรือไม่ใช่ หนังซีรี่ย์ที่ขยายเรื่องราวตัวหนังจบ..ในตัวของตัวเอง ดูเพลินๆ สบายๆ ในระดับ 7/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง 6/10 มอร์ทัลคอมแบท2(MortalKombatII)

โอ๊ยเล่าเรื่อง 6/10 มอร์ทัลคอมแบท2(MortalKombatII)

โอ๊ยเล่าเรื่อง 6/10 มอร์ทัลคอมแบท2(MortalKombatII)

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รู้จักครั้งแรกจากหนัง มอร์ทัล คอมแบท (Mortal Kombat) (1995) จากหนังแอ็คชั่น เกรดบีที่ดูสนุกดูได้เพลิน และที่จำแม่นๆ และชอบมากๆ เพราะยกกองมาถ่ายทำในบ้านเรา ลานต่อสู้อยู่หน้าเจดีย์อยุธยาแม้ว่า..หนังจะไม่ได้รับคำชม ไม่ได้ดีมากมาย แต่ก็อยู่ในความทรงจำ ภาพการต่อสู้ ตัวละคร นักแสดงยังติดตาจำได้มาจนถึงทุกวันนี้และมีภาคสองตามมาในปี 1897 แต่กลับเฉยๆไม่สนุกเท่าภาคแรกและมีมินิซีรี่ย์การ์ตูนตามออกมาแต่ไม่ได้ดู

จนมีการนำ มอร์ทัล คอมแบท (Mortal Kombat) มาสร้างใหม่ ในปี 2021 แต่ดูจบแล้วจบกัน จำอะไรไม่ได้เลย จำได้แค่ว่า หนังไม่ค่อยสนุก จนผ่านมาหลายปีมีการสร้างต่อ มอร์ทัล คอมแบท 2(Mortal Kombat II)จากผู้กำกับคนเดิม ไซมอน แมคควอยด์ ออกฉายในปีนี้ 2026

การกลับมาพร้อมความโหดดิบเต็มพิกัด ครั้งนี้เหล่าแชมเปี้ยนขวัญใจแฟนๆ และจอห์นนี่ เคจ ตัวจริงเข้าร่วมศึกต้องห้ำหั่นกันเองในการต่อสู้ไร้กติกาสุดอำมหิตเพื่อล้มล้างการปกครองอันชั่วร้ายของเซาข่านซึ่งกำลังคุกคามการดำรงอยู่ของเอิร์ธเรล์มและเหล่าผู้พิทักษ์ เอาเข้าจริงๆ แล้วไปๆ มาๆ มอร์ทัล คอมแบท 2(Mortal Kombat II) เหมือน เป็นเอกเทศ เป็นตอนใหม่ตอนเดี่ยวมีจุดเริ่มต้นและจุดจบเป็นของตัวเองไม่เหมือนเป็นหนังภาคต่อดังนั้นใครที่ไม่เคยดูภาคแรก หรือลมเลือนจำอะไรไม่ได้ไม่ต้องตกใจมาดูสนุกรู้เรื่องแน่นอน

เส้นเรื่องหลักของ ภาคนี้ เน้นไปที่ จอห์นนี่ เคจ ที่ถูกดึงข้ามมิติ เข้าทา และ คิทาน่า ที่มีปมความแค้นภาระหน้าที่ที่ต้องเจอะเจอตัวละครหลักๆ ที่คุ้นเคย จากเวอร์ชั่นแรก ฉบับปี1995 หรือในภาค1ปี2021มากันแบบครบทีม

มอร์ทัล คอมแบท 2(Mortal Kombat II)  มาพร้อมบรรยากาศของหนังแอ็คชั่น ที่สร้างจากวิดีโอเกมส์ ในโทนลูกผสม หนังบู๊ตาต่อตาฟันต่อฟัน ที่มีทั้ง การโชว์คิวบู้สวยงวม ในแบบหนังแฟนตาซีโชว์เทคนิคพิเศษเส้นเรื่องหลักๆ มาตามสูตรสำเร็จ ง่ายๆ สั้นๆ ง่าย การประลองของธรรมะกับ อธรรม   ที่มีความสงบสุขของโลกเป็นเดิมพัน โดยมี ดาราหนังบู๊ชื่อดัง ถูกดึงเข้ามาเป็นตัวแปรในการต่อสู้หาผู้ชนะ

บรรยากาศเดิมๆ กลับมา การต่อสู้จับคู่ประลอง เป็นยกๆ พลัดกันแพ้ชนะ สนุกไปกับการต่อสู้ที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนถึงคู่สุดท้ายเพียงแต่ใน มอร์ทัล คอมแบท 2 ฉีกจาก ภาพของ หนังแอ็คชั่นเกรดบี มาเป็น หนังแอ็คชั่น ฟอร์มดี ทุ่มทุนสร้าง เน้นๆ เลือดสาด การต่อสู้ที่หนักแน่นรุนแรงมากจากกว่าเน้น..แค่การต่อสู้ถึงเนื้อถึงตัวเป็นสมัยก่อนฉากแอ็คชั่น ชวนให้นึกถึงความรุนแรงของหนัง เควนติน ทาเรนติโน่ ผสมๆกับหนังชุด จอมโหดของ จางเชอะ ในหนัง ชอว์บราเดอร์ลีลาการต่อสู้ของเฉินเสี่ยวตงในเทคนิคพิเศษของฉีเคอะ

การดีไซด์ออกมาแบบตัวละครทำออกมาได้แต่ละคนมีความแตกต่าง/มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว/ความสามารถ/อาวุธเสื้อผ้าหน้าผม ที่ ต่างกัน ชัดเจน ในความรู้สึก เหมือน เข้าไปเล่นวิดีโอเกมส์เกมที่เราจะเลือกเป็นตัวไหนก็ได้ชอบการเลือกนักแสดง มาสวมบทบาท ใช้นักแสดงหลายชาติ มาแสดง ตามชื่อตามชาติของ แต่ละคน เลยทำให้อิน สนุกไป กับ ทุกๆ ตัวละคร
(ตอนที่ดู อดนึกไปถึง  มหาศึก4ธาตุจอมราชันย์(The Last Airbender) (2010)ของ เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน ที่หลายๆ ส่วนของตัวหนัง มาในแบบเดียวกัน แต่กลับไม่อินกับตัวละคร ดูขัดๆ เขินๆ ใช้นักแสดงฝรั่งมาสวมบทตัวละครที่จีนทั้งชื่อและการแสดง)

ที่ชอบมากดูดีคือบรรดาอาวุธของแต่ละคน เก๋ไก๋ ดูมีไอเดีย ดูมีคลาส โดยเฉพาะ หมวกติดมีด ของ ตัวร้าย หรือ พัดปลายมีดของนางเอก ที่ชวนให้ นึกถึง หนังชอว์บราเดอร์ จริงๆเรื่องนี้เป็นหนังอึก เรื่อง ที่แทบไม่คุ้นหน้าคุ้นตา นักแสดงเลย ที่ เด่นๆ มาก สะดุดตา มี อาทิอะเดลีนรูดอล์ฟสวยใสลีลาพริ้วไหวดูน่ารักในบทคิทาน่าดีใจที่เห็น ซาดาโนบุ อาซาโน่ ในบทลอร์ดไรเดนที่ยังดูหล่อมีเสน่ห์มาดเท่ห์ๆเหมือนเดิมร่วมด้วย เจสสิก้า แมคเนมี, จอช ลอว์สัน, ลูดี หลิน, เมฮ์แคด บรูคส์, ทาที กาเบรียล, ลูอิส แทน, เดมอน เฮร์ริมาน, ชิน ฮาน, ทาดาโนบุ อาซาโนะ,โจทัสลิมและฮิโรยูกิซานาดะรับบทฮันโซฮาซาชิและสกอร์เปี้ยน

น่าเสียดายนิดถึงคือ คาร์ล เออร์เบิน ในบท จอห์นนี่ ฟักกิ้ง เคจ พระเอกหนังบู๊ ที่ถูกดึง มาร่วมการต่อสู้ ดูเก้งๆ กังๆ ขาดเสน่ห์ไปสักนิด ลีลาคิวบู๊ ก็ดูขัดๆ เขินๆ ผิดกับ ในฉบับปี ที่ดูทะมัดทะแม่งในแบบทที่ไม่ได้มีวิชา นอกจากฉากแอ็คชั่นแล้วหนังยังแทรกมุขตลกขำๆเฮฮา เข้ามาเบรคหลายตอน มีทั้งต่อปากต่อคำ ตลกร้าย ล้อเลียนหนังบู๊ จิกกัดๆหนังบู๊แอ็คชั่น เพิ่มความสนุกให้กับตัวเรื่องงานด้านโปรดักชั่น ออกมาดีงามทั้งงานด้านภาพ เทคนิคพิเศษ การตัดต่อ ฉาก เสื้อผ้าหน้าผม บทหนังที่อาจจะดูเรื่อยๆ ไปสักนิด  ดนตรีและเพลงประกอบ(มีกลิ่นๆ ชวนให้นึกถึงดนตรีประกอบฉบับปี1995ที่ติดหู)ที่เข้ากับเรื่อง

มอร์ทัล คอมแบท 2(Mortal Kombat II) อาจจะไม่ใช่ หนังดี หนังโดนใจ แต่ก็ ..มีความสนุก ในแบบเพลินๆ สำหรับมคอหนังแอ็คชั่นโหดๆ หรือ คนที่ชอบ หนังที่สร้างจากวิดีโอเกมและเป็น อึกหนึ่งงานที่มีชื่อ เจมส์ วาน เป็นทีมผลิตที่โชว์ให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะหนังผี เท่านั้นหนังบู้เลือดสาดก็ทำได้เหมือนกันเวทีประลองครั้งนี้ ครบยกได้ 6/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

โอ๊ยเล่าเรื่อง นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2)

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นางมารสวมปราด้า(The Devil Wears Prada) หนังดังปี 2006 ผลงานการกำกับของ เดวิด แฟรงเคิล ที่สร้างจากนิยายดัง The Devil Wears Prada งาน เขียน ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนบทโดย ไอลีน บรอช แม็กเคนนา จากความดังของ หนัง ทำให้  ลอเรน ไวส์เบอร์ เขียนภาคต่อ Revenge Wears Prada: The Devil Returns ในปี 2013 แต่ย่าเสียดาย ที่ ไม่ได้ถูกนำมาสร้างหนัง เนื่องจาก สองดารานำหลักอย่าง เมริล สตรีพ กับ แอนน์ แฮตธาเวย์ ไม่สนใจ ที่จะกลับมาแสดงจนมา ในปีนี่ 20 ปี ผ่านมา นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) จึงได้มีโอกาศขึ้นจอ มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ทั้งนักแสดง และทีมงานหลักชุดเดิม
 

‘แอนดี้’ กลับเข้าสู่วงการนิตยสารอีกครั้ง หลังเผชิญวิกฤตงาน ถูกดึงตัวมาช่วยนิตยสารRunway ที่กำลังตกต่ำ มาเป็นผู้ช่วย ‘มิแรนด้า’บรรณาธิการจอมโหดอดีตหัวหน้าเก่า ที่กำลังเจอปัญหา เพื่อรับมือ พยุง หนังสือในอยู่รอด ในยุคที่ โลกเทคโนโลยี กำลังเข้ามาแทนที่
 

นางมาร2 เดินเรื่องต่อจาก นางมารแรก 20 ปี ผ่านมา พามาตามติดชีวิต 4 ตัวละครหลัก แอนดี้, มิแรนด้า, เอมิลี่ สาวสวยผู้ตัวตัวเองมาสู่แบรนด์ดิออร์ และไนเจล ผู้จัดการฝ่ายสร้างสรรค์ นิตยสาร ที่ต้อง กลับมาเจอกันอีกครั้ง โดยที่ หนังเดินไปข้างหน้า ไม่เสียเวลา ไม่ย้อนกลับไป ภาคแรก ตัวหนังมาตามสูตรสำเร็จ เดินเรื่อง เล่าเรื่อง บรรยากาศโทนหนัง พาย้อนกลับไปสู่หนัง ดราม่า สนุกสนาน ในยุค 80-90 ที่อาจจะดูเชย ดูธรรมดา สำหรับ หนังในยุคนี้ ที่ มักจะมีอะไรใส่มาในหนัง มากกว่าในยุคสมัยนั้น
 

นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือหนัง ที่ดูแล้ว มีความสุข เหมือน งานเลี้ยงรุ่น ได้เจอเจอะกับ ตัวละคร/นักแสดง ที่ เคยสร้างรอยยิ้ม และความสนุก มาแล้วจากในภาคแรก ที่มา พร้อม กับ วัยที่สูงขึ้น ตามเวลาจริง เหมือน แวะมาทักทาย ว่า ยังอยู่ดีมีสุข
 

แอนน์ แฮตธาเวย์ ยังคงเป็น แอนดี้ ที่สวย ดูเก่ง มีเสน่ห์ มองโลกในแง่ดี ที่แม้จะ ผ่านมากว่า 20 ปี ความน่ารักยังคงมีอยู่ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ โตขึ้น สวยแบบผู้ใหญ่ แต่ยังคงมีความเป็นสาวรุ่นๆ แฝงอยู่ในตัว

เมลริล สตรีพ  เปล่งประกาย  เป็น มิแรนด้า ที่ดูเฉิดฉาย ในความเป็น หัวหน้างานไฮโซ เจ้าแม่แฟชั่น ออร่า ยังคงมาแบบเต็มๆ สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง ใช่เลย!! ดูแล้วเชื่อ ใน พลังที่อยู่ใน ตัวนาง ทั้ง ความเก๋า ความร้าย ความเป็นเจ้านาย และเป็น ไฮโซ ตัวแม่
 

เอมิลี บลันท์ เป็น เอมิลี่ ที่มา พร้อมความสวย เรื่องราวอาจจะ น้อยกว่า สองสาวตัวแม่ แต่ก็เป็นตัวละคร ที่มี สีสัน มีอะไรๆ ชวนค้นหาในตัว ออกแนว การ์ตูนนิดๆ
 

สแตนลีย์ ทุซซี่ เป็น ไนเจล ที่มีเสน่ห์ น่ารัก สีหน้าท่าทางจริตจะก้าน ความเป็น สไตล์ลิส มาแบบเต็มร้อย เป็นตัวละครที่น่ารัก เรียกร้อยยิ้ม ได้ตลอดเวลา และยังช่วยขยี้ ในส่วนของดราม่า
 

นางมาร2 ยังคงเน้นๆ ให้น้ำหนัก ไปที่ 4 ตัวแม่ จากภาคแรก และเหมือน หนังที่คุ้นเคยในยุคก่อน ตัวละครใหม่ๆ ที่ ใส่เข้ามา ในภาคนี้ มาเพื่อเพิ่ม ในเรื่องสมบูรณ์ขึ้น จัดเจน ในความเป็น นักแสดงสมทบ ที่มาน้อยๆ  แต่ดูดี

ทราซี ธอมส์ กลับมารับบท ลิลลี่ สสวอาร์ต เพื่อนซี้ แอนดี้ ในภาคแรก ,เคนเนธ บรานา รับบท สจ๊วต,แพทริค แบรมมอลล์ เป็น ปีเตอร์ เจ้าของ อพาร์ตเมนท์ เพื่อนชายคนใหม่ของ แอนดี้,จัสติน เทรูซ์ ที่เล่นได้กวนๆ ในบท เบนจี่,ลูซี หลิว ไฮโซ เศรษฐีนี ผู้เก็บตัวรักงานศิลป์,เฮเลน เจ. เฉิน เป็น จิน เด็กจบใหม่ผู้ช่วยของแอนดี้ ใสๆ ในแบบเด็กแนวๆ เจนนี้ ,ซิโฒน แอชลีย์ เป็น อามารี เลขาสนิทของ มิแรนด้า ,เคเลบ เฮียรอน เป็น ชาร์ลี เลขาเบอร์2 หน้าห้อง,ทิบอร์ เฟลด์แมน กลับมารับบทเดิมเป็น เอิร์ฟ ราวิตซ์ เจ้าของ รันเวย์,บี. เจ. โนวัค เป็น เจย์ ลูกชาย,เลดี้ กาก้า เล่น เป็นตัวเอง ออกมา ได้แบบ กวนๆทั่งสีหน้าท่าทาง แถมมาพร้อมกับเพลง ที่ไพเราะ เข้ามากับ ตัวหนังและ สำหรับ คอแฟชั่น คงถูกใจ ที่ มี นางแบบแฟชั่น มาร่วมเดินแบบบนแคทงอร์ครันเวย์ กันนับสิบ

จาก นางมาร1 ที่ พาไปสนุกจาก เด็กสาวจบใหม่ ที่ ก้าวเข้ามาสู่ แวดวงนิตยสาร วงการแฟชั่น ที่ยากจะรับมือ เพื่อสานฝันอาชีพของเธอ มาใน นางมาร2 เส้นเรื่อง หลัก เปลี่ยนมา นำเสนอ สภาพที่เปลี่ยนไปของ สภาพวงการ นิตยสารที่ปัจจุบัน ในยุคนี้ ที่ ตกต่ำหนังสือ กระดาษ กลายเป็น ตัวหนังสือดิจิตอลการเทคโอเว่อร์ ของ นายทุน ที่มีแต่เงินแต่ไร้รสนิยมการเลย์อ๊อฟ พนักงาน หันมาใช้ AI แทนซึ่งเอาจริงๆ แล้ว สะท้อน เรื่องของธุรกิจ ในยุคปัจจุบัน ที่ นำเสนอผ่าน เส้นเรื่อง นิตยสาร ที่ออกมาในแนวตลกร้าย

เรื่องราว นิตยสาร สำหรับคนที่คุ้นเคย เคยทำ ทั้ง บก. นักข่าว สไตลิส คนเขียน คอลัมม์ ช่างภาพ เลขา ผู้ประสานงาน ดู ภาคนี้ แล้วรับรอง โดน..โดน..แน่นอน ประสบการณ์ ความทรงจำ ค่อยๆ ลอยขึ้นมา จนทำให้ ดูแล้ว ที่ รอยยิ้ม มีความสุข หรือ น้ำตาปริ่มๆ สะเทือนใจ กับ การเปลี่ยนแปลง ในยุคนี้นางมารสวมปราด้า 2(The Devil Wears Prada 2) คือ หนังที่ทำออกมาได้ชัดเจนในหน้าหนัง ที่ เกี่ยวกับ นิตยสารวงการแฟชั่น ผ่าน งานด้านโปรดักชั่น ที่ สวยงาม มุมกล้อง การตัดต่อ เสื้อผ้าหน้าผม ดนตรี/เพลงประกอบ  โลเคชั่นในเมืองใหญ่ ฯลฯ ดูแล้วใช่เลย ไม่มี ส่วนไหนของ หนัง ที่ไม่รู้สึกถึง ความเป็นไฮโซหนังสนุก เพลินตาเพลินใจ ..ดูเพลินจนไม่อยากให้จบ8/10 คะแนน

โอ๊ยเล่าเรื่อง : ระยะสร้างรัก (BrandNewLandscape)

ระยะสร้างรัก(BrandNewLandscape)

ระยะสร้างรัก(BrandNewLandscape)

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนังขนาดยาวเรื่องแรกจาก  ยุอิกะ ดันซึกะ ผู้กำกับวัย 27 ปีซึ่งสร้างสถิติเป็น “ผู้กำกับชาวญี่ปุ่นที่อายุน้อยที่สุด” ที่มีผลงานฉายในสาย “Directors’ Fortnight” ที่ “เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78” (2025 Cannes Film Festival) และได้เข้าชิงรางวัลในสาขา “Camérad’Or”อันทรงเกียรติด้วย
ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) มาในบรรยากาศของหนังเหงาๆ หนังดราม่าครอบครัว ตัวละครไม่ยอม Move on ออกจาก ปมในใจ การพลัดพราก จากลาในอดีตแต่ ความเหงาของ ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) กลับต่างไปจากหนังเหงาๆ ที่เคยดูๆ กันมา ไปๆ มาๆ ไม่รู้สึกว่าหนังเศร้า หดหู่ หรือ เหงา ตามแค่เป็นหนังที่ ไม่ได้ขยี้! อะไรมากมาย แต่กลับดึงให้ค่อยๆตามดูตัวละครว่าจะจัดการกับปมในใจMoveOnออกมาได้อย่างไรหนังค่อยๆ เล่าเรื่องไปเรื่อยๆไม่รีบร้อนเน้นไปที่ตัว‘เร็น’กับ‘เอมิ’พี่สาวเป็นหลัก แม้หนังจะค่อยเป็นค่อยไปแต่หนังกลับออกมาดูเพลินไม่น่าเบื่อหนังเด่นมากในทุกส่วนผสมกันได้แบบลงตัว ทั้ง การแสดง โปรดักขั่นงามๆ สวยๆ ทั้ง ภาพ แสง สี ดนตรีประกอบ ที่ทำให้ หนัง ออกมา เป็นหนังดราม่าดีๆ ดูเพลินไม่รู้สึกว่าเป็นหนังอาร์ต/นอกกระแสแต่เป็นหนังที่ดูง่ายย่อยง่าย

งานด้านภาพที่ดูแปลกตาสวยดูมีเสน่ห์เหมือนมาดูภาพถ่ายสวยที่มาจัดแสดงในงาน นิทรรศการงานโชว์ภาพศิลป์สวยมีการจัดวางตำแหน่งของคนองค์ประกอบแบล็คกราวน์ในภาพ แสงเงาเหลี่ยมมุมต่างๆออกมาดีดูมีดีไซด์มีทั้งลองเทคและถ่ายธรรมดาภาพต่างๆในหนัง ช่วย ดึงให้เข้าไปสู่ตัวหนังทำให้ดูหนังได้แบบไม่น่าเบื่อดูเพลินดูสนุกได้ตลอดเรื่องเหมือนเป็นตัวละครตัวหนึ่งในหนังภาพสวยเข้ากับเรื่องราวของสถาปนิกในเรื่องจริงๆ


ดนตรีประกอบรื่นหูเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ใช้ดนตรีประกอบฟุ่มเฟือยหลายช่วงเงียบ ไม่มีดนตรีเสียงเพลงมีเพียงเสียงประกอบรอบๆตัวละคร จนแทบลืมไปว่า หนังมีดนตรีประกอบ แต่เสียงดนตรีมาก็มาแบบเนียนและยังเป็น หนังอีกเรื่อง ที่เพลงประกอบ ไพเราะ ทั้งเพลงในยุคนี้ หรือ เพลงในอดีตหรือ การใส่ รายการวิทยุ เรื่องราวผีๆ เข้ามา ผ่านวิทยุในรถ ก็เบรคอารมณ์ของหนัง อาจจะดูขำหลอนเหมือนไม่มีอะไร ก่อนที่จะเป็นอีกหนึ่ง ที่มีส่วนกับปมในใจตัวละครนักแสดงทุกๆ คน เล่นได้ดี เข้ากับบท ดูเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่า แสดง มีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน สีหน้าท่าทาง การแสดง ถ่ายทอดอารมณ์ต่างๆ ออกมาดี รับส่งบทกันไปมาทั้งตัวละครหลักๆหรือสมทบ


เคนอิจิ เอ็นโดะเป็น ฮาจิเมะ  ดูเป็นสถาปนิกที่มีทั้งความอาวุโสเป็นนักธุรกิจแต่นอกเวลางาน ดูเป็น หนุ่มติสค์ ชุดหนังขี่มอเตอร์ไซด์ ทำให้รู้สึกถึง ความเฉยเฉื่อยชา กับ ลูกๆ ดูเห็นแก่งานมากกว่าครอบครัว


โคได คุโรซากิ เป็น เร็น ชัดเจนในการมีปมในใจ เก็บตัว ปิดกั้นตัวเอง ดูอารมณ์รุนแรง ใจร้อน แสดงความรู้สึกออกมา แบบตรงๆ ไม่มีเก็บ ชีวิตเหลือแค่พี่สาว เกลียดพ่อแบบรุนแรง ทำตัวเองเหมือนเป็นคนไร้บ้านก่อนที่จะมีเด็กใหม่ในที่ทำงานมาคอยช่วยเหลือ


ไม คิริว เป็น เอมิ พี่สาวของ เร็น สวยใสน่ารัก ในแบบ เหงาๆ ดูกลัวๆกล้าๆการแต่งงาน อันเกิดมาจากครอบครัวที่แตกแยกเล่นนิ่งๆสบายๆแต่โดนใจ
ฮารุกะ อิกาวะ เป็น ยูมิโกะ แม่ผู้จากไป ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ดูเรียบๆ ไม่พูด แม้ไม่ชอบที่ สามีเลือกงานมากกว่าครอบครัว สุดท้ายที่จะเลือก ปลดปล่อย ตัวเอง เลือกที่จะจากลา
“แม่ชอบนอนตะแคง”“ง่ายแต่ชัดเจนบอกอะไรหลายๆอย่าง


อากิโกะ ติกูจิ สวยมีเสน่ห์แบบเท่ห์ๆในบท มากิ สาวสวยผมสั้น เพื่อนใหม่ในตลาสพิลาทิส ที่กลายเป็นคนที่เอมิยอมเปิดใจระบายความรู้สึก


แม้  ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) จะมีเส้นเรื่อง ดราม่าครอบครัว แต่ก็ยัง แทรกสิ่งที่ หนังต้องการสะท้อน ภาพ สังคม ในปัจจุบันคนไร้บ้าน คนชนล่างในสังคม  ระยะ สร้าง รัก(Brand New Landscape) คือ หนังญี่ปุ่นที่โดนใจ ชอบ/รัก มากๆดูแล้ว อยากไป ญี่ปุ่น9/10