#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/585102

กลุ่มเครือข่ายโคล้านนายื่น‘อนุทิน’ เร่งอย.อนุมัตินำเข้าวัคซีนลัมปีสกิน ช่วยสกัดโรคระบาดในโค-กระบือ
วันจันทร์ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
จากกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปตรวจสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่ จ.เชียงราย ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ อ.เมือง จ.เชียงราย กลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา นำโดย นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายฯ พร้อมสมาชิกใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ช่วยเหลือเร่งรัดการใช้วัคซีนเพื่อการป้องกันโรคลัมปีสกิน ในโคกระบือ ซึ่งกำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ โดยทางเครือข่ายระบุว่าปัจจุบันกำลังประสบปัญหาจากการระบาดของโรคลัมปีสกิน อย่างหนัก และเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดโคเนื้อจึงขอให้รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการจัดหาวัคซีนทั้งการจัดหาโดยรัฐและการจัดหาเองโดยภาคเอกชนโดยด่วน
นายนเรศ กล่าวว่า ปัจจุบันเครือข่ายใน 8 จังหวัดภาคเหนือ มีสมาชิกอยู่รวมกันประมาณ 600 กลุ่ม มีโคเนื้อในเครือข่ายรวมกันประมาณ 3,000 ตัว โดยมีทั้งพันธุ์ผสมยุโรปและบีฟมาสเตอร์ แต่ปรากฏว่าตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นต้นมา โรคได้เริ่มระบาดอย่างหนักทำให้มีโคติดเชื้อกว่า 20-30% โดยมีแมลงเป็นพาหนะซึ่งแม้จะเป็นโรคที่รักษาได้และสามารถป้องกันด้วยการสุมไฟ กางมุ้ง ฯลฯ แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่ และยังกลับมีผลทำให้โคตัวเมียที่ติดเชื้อมีโอกาสติดลูกยาก จึงทำให้โรคนี้ได้ส่งผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยาว ดังนั้นล่าสุดกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ จึงมอบให้บริษัทเวท อะกริเทค จำกัด ได้นำเข้าวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน แต่ทราบว่ายังติดขัดเรื่องการพิจารณาอนุญาตขององค์การอาหารและยา (อย.) จึงได้เดินทางยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เร่งรัดกระบวนการโดยถือเป็นภาวะฉุกเฉินด้วย
นายนเรศ กล่าวอีกว่า โคเนื้อแต่ละตัวมีต้นทุนตัวละประมาณ 40,000 บาท จากนั้นเมื่อขุนจนโตและสามารถจำหน่ายได้ก็จะได้ราคาประมาณ 60,000 บาท แต่เมื่อต้องเผชิญกับโรคลัมปี สกิน ทำให้เสียต้นทุนในการรักษาตัวละตั้งแต่ 2,000-3,000 บาท จนไปถึงนับหมื่นบาททำให้ต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก โดยเฉพาะการระบาดที่ยังไม่มีทีท่าจะยุติ เช่น ฟาร์มโคนมใน อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ซึ่งมีอยู่ 52 แห่ง ก็พบว่ามีการระบาดไปกว่า 47 แห่งแล้ว ซึ่งจากการยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและยืนยันว่าจะช่วยเร่งรัดกระบวนการให้แล้วเสร็จ