มะเร็งตับดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/585300

มะเร็งตับดับชีวิตคนไทย 73 รายต่อวัน วอนทุกภาคส่วนปลดล็อกมาตรฐานการรักษาผู้ป่วย

วันอังคาร ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวิกฤติสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกรวมถึงชาวไทยตื่นกลัวและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ทว่าอีกหนึ่งวิกฤติสุขภาพที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิตคนไทยและเศรษฐกิจของประเทศมานานอย่างต่อเนื่อง คือ โรคมะเร็งตับ ซึ่งถือเป็นปัญหาสุขภาพระดับชาติที่คร่าชีวิตชายไทยเป็นอันดับ 1 และหญิงไทยเป็นอันดับ 2 อีกทั้งประเทศไทยยังติดอันดับ 5 ของโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งตับสูงสุด โดยมีอัตราของการพบผู้ป่วยมะเร็งตับอยู่ที่ 21 รายต่อประชากร 100,000 คน

จากความร้ายแรงของวิกฤติสุขภาพทั้งสองโรค เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะพบว่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา (1 มิถุนายน 2563-1 มิถุนายน 2564) ตัวเลขผู้ติดเชื้อใหม่จากไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 156,370 ราย และมีตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ 1,012 ราย ในขณะที่ปี 2563 เพียงปีเดียว พบว่า ตัวเลขผู้ป่วยมะเร็งตับรายใหม่อยู่ที่ 27,394 ราย แต่ทว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับกลับอยู่ที่ 26,704 คน หรือคิดเป็น73 คนต่อวัน โดยเฉลี่ย ซึ่งนับได้ว่าสูงกว่าโควิด-19ถึง 26 เท่าตัว

ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งตับ ได้แก่ ผู้ที่ดื่มสุรา (30%) ผู้ที่มีภาวะไขมันเกาะตับจากการบริโภคอาหารไขมันสูงและผู้ที่เป็นโรคอ้วน (30%) ผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับสารแอลฟาท็อกซินที่ปนเปื้อนเชื้อรา (30%) ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (10%) เป็นต้น สถิติพบว่าผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 40 ปีขึ้นไป ซึ่งช่วงวัยนี้ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า โรคมะเร็งตับคร่าชีวิตผู้คนมากกว่าและสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศไทยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าไวรัสโควิด-19 แม้แต่น้อย

ในด้านการตรวจคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษา แม้มะเร็งตับส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนอย่างน่าตกใจ แต่กลับยังมีข้อจำกัดหลายด้านเมื่อเทียบกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกเพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อ มีการส่งตัวผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เข้ารับการรักษาอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตสูง ส่วนประชาชนทั่วไปก็รับการจัดสรรวัคซีนเพื่อให้เกิดภูมิต้านทานและลดความรุนแรงของโรคหากติดเชื้อ ในทางกลับกัน มะเร็งตับเป็นภัยซ่อนเร้น ไม่แสดงอาการในระยะแรกของโรค ทำให้ผู้ป่วยรู้ตัวช้า กว่าจะมาพบแพทย์ก็ลุกลามกลายเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้ายในที่สุด นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดออกมาสำรวจและคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับอย่างจริงจัง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับไม่มีโอกาสได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ยังไม่มีการระบุยาที่ใช้ในรักษามะเร็งตับชนิดที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ไว้ในสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงทำให้ผู้ป่วยมะเร็งตับมี
แนวโน้มที่จะเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3-6 เดือนเท่านั้น

ศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์เฉพาะทางด้านระบบทางเดินอาหารและตับโรงพยาบาลศรีนครินทร์ กล่าวถึงข้อจำกัดสำคัญในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งตับว่า “โรคมะเร็งตับบางเคสอาจรักษาได้ด้วยวิธีการผ่าตัด ซึ่งแปลว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะสามารถผ่าตัดได้ ทำให้แพทย์ต้องรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากยารักษามะเร็งแบบพุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัดแบบผสมผสานที่มีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งในเนื้อตับยังไม่ได้ถูกระบุไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ผู้ป่วยสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค) ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศก็จะไม่สามารถเข้าถึงยาเหล่านี้ได้ ดังนั้น ความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการพิจารณาการเบิกจ่ายยาจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกมาตรฐานการรักษาในปัจจุบัน และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งตับสามารถป้องกันได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

Leave a comment