#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/593173

ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองใต้ชั้นอะแรชนอยด์ เนื่องจากหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก
วันเสาร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
ภาวะเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองใต้ชั้นอะแรชนอยด์ที่ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุ(nontraumatic subarachnoid hemorrhage)ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาด้วยอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงแบบทันทีทันใด ความรุนแรงของอาการปวดศีรษะมักรุนแรงมากจนบางรายอาจบรรยายว่าปวดมากที่สุดในชีวิตไม่เคยปวดรุนแรงเท่านี้มาก่อน มักมีอาการปวดบริเวณต้นคอหรือท้ายทอยร่วมด้วยเวลาก้มคอจะทำให้ปวดมากขึ้น มักมีอาเจียนร่วมด้วย บางรายที่มีอาการรุนแรงมากอาจหมดสติ เรียกไม่รู้สึกตัว อาจมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกหรืออ่อนแรงขาสองข้างและบางรายอาจมีอาการหนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งร่วมด้วยได้ ภาวะนี้มีสาเหตุได้หลายประการ โดยสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุที่มีอันตรายถึงชีวิต คือ โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองแตก (rupturedcerebralaneurysm)
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง(cerebral aneurysm) เกิดจากความผิดปกติของผนังหลอดเลือดแดงในสมอง อาการของโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองส่วนใหญ่เกิดจากหลอดเลือดที่โป่งพองนั้นเกิดการแตก ทำให้เกิดอาการดังกล่าวข้างต้น การแตกของหลอดเลือดสมองโป่งพองนั้นเป็นภาวะที่อันตรายมาก บางรายเสียชีวิตทันทีเมื่อมีการแตก บางรายเกิดความพิการอย่างถาวร
โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองที่เกิดการแตกแล้วมักเกิดการแตกซ้ำอีกได้ในเวลาไม่นาน การแตกซ้ำแต่ละครั้งจะส่งผลให้มีอัตราความพิการและเสียชีวิตสูงมาก ดังนั้นภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองแตกจึงเป็นภาวะรีบด่วนที่ต้องให้การรักษาโดยเร็วเพื่อป้องกันการแตกซ้ำ
การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองแตกต้องอาศัยประวัติและการตรวจร่างกาย ร่วมกับการตรวจยืนยันการวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT scan) และการตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดสมอง
การรักษาโรคหลอดเลือดสมองโป่งพองมีทั้งการผ่าตัดและการรักษาทางสายสวนหลอดเลือด ทั้งสองวิธีเป็นการรักษาที่มีความซับซ้อนและอาศัยอุปกรณ์พิเศษ เช่น การผ่าตัดต้องอาศัยกล้องจุลศัลยกรรมที่มีความละเอียดสูง ส่วนการรักษาทางสายสวนหลอดเลือด ต้องอาศัยเครื่องเอกซเรย์หลอดเลือดที่มีความละเอียดสูงและอุปกรณ์เฉพาะด้านสายสวนหลอดเลือดสมอง การเลือกให้การรักษาด้วยวิธีใดนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประสาทศัลยแพทย์โดยพิจารณาจากลักษณะ ตำแหน่งและขนาดของหลอดเลือดสมองที่โป่งพองร่วมกับลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละราย
