#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/local/614880

วันพฤหัสบดี ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.
นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(Climate Change) รัฐบาลจึงกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2007 จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2015 – 2050 เป็นแผน 35 ปีซึ่งปีนี้รัฐบาลกำหนดโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Bio –Circular – Green Economy Model(BCG Economy Model) เป็นวาระแห่งชาติ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภาคเกษตร 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3.การมีส่วนร่วมของภาคเกษตรในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการศึกษา และ 4.การเสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
รวมทั้งมีโครงการความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Thai Rice NAMA) ดำเนินการภายใต้กองทุน NAMA Facility ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักร สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เดนมาร์ก และสหภาพยุโรป มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases: GHGs)
อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการ “บริหารจัดการ คาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” หรือโครงการลดปริมาณการปล่อยหรือดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปซื้อขายได้ เป็นการเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมตามที่ได้ลงนามในพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol) ส่งเสริมโครงการที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จัดทำมาตรฐานการขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิต รวมทั้งส่งเสริมการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง
นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ยังมอบหมายทุกหน่วยงานในสังกัด ดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายในการประชุมสมัชชาประเทศภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP26 ซึ่งโครงการ “บริหารจัดการคาร์บอนเครดิตในพื้นที่สวนยางพารา” จะนำสวนยางพาราของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 20,000 ไร่ ใน จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ต้นแบบนำความรู้ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางผู้ประกอบกิจการยาง และผู้ที่สนใจ มีการดำเนินการ 2 ขั้นตอน ในปี 2565 ขึ้นทะเบียนร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และในปี 2566-2567ดำเนินการขอรับรองคาร์บอนเครดิตเพื่อขายในตลาด ซึ่งจากการวิจัยเรื่องคาร์บอนเครดิต พบว่ายางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่มีการกักเก็บคาร์บอนได้ดี สามารถเก็บได้ตั้งแต่อายุต้นยาง 1-18 ปี เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต คู่กับการลดใช้ปุ๋ยเคมีเชื้อเพลิงในการผลิต หรือการขนส่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม