เต็ดตรา แพ้ค เผยผู้บริโภคมุ่งใส่ใจเทรนด์ ‘สิ่งแวดล้อม-ปัญหาขยะ-สุขภาพ’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/614917

เต็ดตรา แพ้ค เผยผู้บริโภคมุ่งใส่ใจเทรนด์ ‘สิ่งแวดล้อม-ปัญหาขยะ-สุขภาพ’

วันพุธ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 19.49 น.

“เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ 2564” ผลสำรวจแรงจูงใจและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลก ก้าวสู่ “วิถีใหม่” มุ่งใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปัญหาขยะ และสุขภาพ

10 พฤศจิกายน 2564 เต็ดตรา แพ้ค ผู้นำเสนอโซลูชั่นบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิตอาหารชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหันมาคิดทบทวนถึงแนวทางการใช้ชีวิตและการเปลี่ยนวิถีชีวิตในแต่ละวันของพวกเขา โดยในรายงานเต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ ฉบับที่ 14 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด  พบว่า การระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ตอกย้ำให้ผู้คนมองเห็นคุณค่าของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านหรือกับผู้คนรอบๆ ตัว การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มร่วมกันซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์เหล่านี้

นายสุภนัฐ รัตนทิพ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การระบาดใหญ่ชี้ให้เราได้ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและยังได้แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนต่าง ๆ ในระบบอาหารออกมาให้เราเห็นอย่างชัดเจน ความกังวลมากมายที่เรามีต่อสิ่งแวดล้อมชัดเจนมากขึ้น มลพิษและขยะพลาสติกในมหาสมุทรนั้นถือเป็นความกังวลหลักที่เกิดขึ้น (83%) ตามด้วยภาวะโลกร้อน (78%) ซึ่งนับเป็นสามในสี่ของผู้บริโภคที่ทำแบบสำรวจใน 9 ประเทศ โดยนำหน้าความกังวลในเรื่องปัญหาขยะอาหาร (77%) และการเข้าถึงอาหาร (71%) ยิ่งไปกว่านั้น เกือบครึ่ง (49%) ของประชากรทั่วโลกยังตระหนักว่า ทุกการตัดสินใจของพวกเขาในชีวิตล้วนส่งผลส่งกระทบผลต่อสิ่งแวดล้อม

“การขาดอิสรภาพและไร้ทางเลือกในช่วงกว่า 20 เดือนที่ผ่านมาได้ผลักดันให้ผู้บริโภคทำทุกหนทางที่จะได้กลับมาควบคุมและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นอยู่  พวกเขามองหาสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบบเชิงรุก เช่น การเลือกรับประทานอาหาร เพื่อยกระดับสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว โดยหันมารีไซเคิลมากขึ้นและลดการสร้างขยะ ยกตัวอย่างเช่น 62% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพของสิ่งที่พวกเขาเลือกรับประทาน ในขณะที่ 54% ทิ้งอาหารน้อยลงกว่าในช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กว่า 72% ของผู้บริโภคเชื่อว่า “บุคคลเช่นฉัน” จะต้องลงมือทำทันที มิฉะนั้นจะล้มเหลวในรุ่นต่อไปในอนาคต” นายสุภนัฐ กล่าว

ทั้งนี้ กว่าหนึ่งในสามของผู้ทำแบบสำรวจ (35%) จะเลือกแบรนด์จากข้อมูลรับรองด้านความยั่งยืนมากกว่าในช่วงก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ในขณะที่หนึ่งในสอง (50%) กล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่บรรจุภัณฑ์อาหารจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 61% คาดหวังให้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มก้าวมาเป็นผู้นำในการหาแนวทางโซลูชันอันยั่งยืน ด้วยการใช้เวลาอยู่บ้านมากกว่าที่เคย เราจะเห็น “ร่องรอย” ของขยะที่เราสร้างขึ้นมาได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ในการแก้ปัญหานี้ ผู้บริโภคเลือกเปลี่ยนการใช้ชีวิตในแต่ละวันของตัวเอง เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์รอบตัวที่เกิดขึ้น มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้บริโภค (55%) มีความรอบคอบในการเลือกซื้ออาหารมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งและสร้างขยะอาหาร

ในขณะที่อีกครึ่งหนึ่ง (46%) ชี้ว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ พวกเขาพยายามคัดแยกขยะ ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ แก้ว หรือพลาสติก เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างเหมาะสมต่อไป หนึ่งในสอง (50%) บอกว่า พวกเขาจะหันมารีไซเคิลให้มากขึ้นในปีหน้า เพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

การทำกิจกรรมร่วมกันนอกบ้าน เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ และผู้บริโภคหันมาเลือกซื้อของจากผู้ประกอบการท้องถิ่น และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากในประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นระหว่างสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกเหนือจากครอบครัวและเพื่อนฝูงแล้ว ทุกคนยังพยายามที่จะสร้างสังคมใหม่ร่วมกัน โดยเกือบหนึ่งในสาม (32%) ร่วมผลักดันให้ชุมชนของพวกเขาหันมาลดขยะกันอย่างเต็มที่

“ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดใหญ่ ผู้บริโภคต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และต้องสูญเสียหลายๆ สิ่ง สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ผู้บริโภคกำลังหันมาเริ่มจากตัวพวกเขาเองเพื่อสร้างอนาคตที่มีความยั่งยืนมากขึ้น และคาดหวังว่าบริษัทต่าง ๆ จะเลือกทำแบบเดียวกัน รวมถึงช่วยให้พวกเขาสามารถทำภารกิจเพื่อโลกใบนี้ได้สำเร็จลุล่วง” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

นายสุภนัฐ กล่าวว่า เต็ดตรา แพ้ค อินเด็กซ์ ได้พูดถึงเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอยู่เสมอ แต่รายงานในปีนี้เชื่อมโยงกับสิ่งที่เราเองสังเกตได้จากผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างชัดเจน การกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาในแบบเดิมๆ ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงการทำอาหารที่บ้าน การรับประทานอาหารกับครอบครัว และการลดขยะ ได้เปลี่ยนความวิตกกังวลไปสู่การดูแลป้องกันอย่างจริงจัง พฤติกรรมของพวกเรากำลังเปลี่ยนไปสู่วิถีใหม่จากการเกิดขึ้นของการระบาดใหญ่ และเราทุกคนต่างเต็มใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการจัดการกับปัญหาต่างๆ ในด้านสิ่งแวดล้อม ขยะ และสุขภาพด้วยตัวของเราเองมากกว่าที่เป็นมา

หมอผิง-พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย(USA) และนักเขียนชื่อดัง กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันแข็งแรง ต้องการอาหารที่เป็นอาหารจากธรรมชาติ ไม่ปรุงแต่ง ไม่หวาน ไม่มัน รวมทั้งต้องการมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดีไปด้วยกัน สถานการณ์โควิด-19 เหมือนการที่มีอะไรมาทำให้เราตื่น ทำให้ตระหนักว่า เราต้องดูแลสุขภาพของตัวเอง สุขภาพของคนในครอบครัวให้มีความปลอดภัย และการตื่นขึ้นในครั้งนี้ ไม่อยากให้เป็นเพียงแค่ตื่นขึ้นมาแล้วก็หลับไปอีกครั้ง

ก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ อินฟลูเอนเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อมชื่อดังจากเพจ Kong green green กล่าวว่า การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่สถานการณ์โควิด-19 เท่านั้นที่ส่งผลกระทบ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์อื่นๆ ด้วย อาทิ ภาวะโลกร้อน ไฟป่า น้ำท่วม ทำให้ผู้บริโภคได้พยายามค้นคว้าหาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เช่น เรื่องของการกินคลีน เรื่องการแยกขยะ คิดหาวิธีรีไซเคิล เป็นต้น รวมทั้งผู้บริโภคจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมของตนเองด้วย

Leave a comment