#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/623868

วันพฤหัสบดี ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด สร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์เครื่องช่วยหายใจอัตราไหลสูง (High Flow Nasal Cannula-HFNC) เพื่อใช้รักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยจากการติดเชื้อจากโควิด-19 และปัญหาทางเดินหายใจ นับว่าเป็นเครื่องช่วยหายใจอัตราไหลสูงเครื่องแรกที่ผลิตได้โดยคนไทยและได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)สามารถลดการนำเข้าเครื่องมือทางการแพทย์ของประเทศไทย และได้เริ่มส่งมอบและใช้งานในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยไปแล้วกว่า 500 เครื่อง พร้อมเตรียมแผนขยายสู่สถานพยาบาลที่มีความพร้อมต่อไป
ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า “ในปี 2564จนถึงปี 2565 NIA ยังคงเดินหน้าสนับสนุนนวัตกรรมด้านการแพทย์ที่พัฒนาโดยฝีมือคนไทย เพื่อรับมือกับภาวะการระบาดของโรค เช่น โควิด-19 ที่ขณะนี้ยังคงมีการแพร่ระบาดและมีการกลายพันธุ์ของเชื้ออย่างต่อเนื่องโดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และยกระดับความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ให้ทัดเทียมกับนานาชาติซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้คิดค้นงานวิจัย อาจารย์-ผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพไทยนั้น มีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากอดีตเป็นจำนวนมาก และกลุ่มคนที่มีความสามารถเหล่านี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญในการนำแนวทางใหม่ๆ มาช่วยยกระดับการรักษาให้ทัดเทียมและทั่วถึง อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเครื่องมือด้านการแพทย์จากต่างประเทศได้อีกด้วย
โดยหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จคือ “เครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง”ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยบริษัท อินทรอนิคส์จำกัด ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบและผลิตชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้การสนับสนุนและความร่วมมือจาก NIA โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยและคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้ นวัตกรรมดังกล่าวมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับเครื่องมือที่นำเข้าจากต่างประเทศ และได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)ให้สามารถผลิตและใช้งานได้ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินร่วมกับการควบคุมจากบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเป็นรายแรกซึ่งได้มีการส่งมอบและนำไปใช้งานกับผู้ป่วยโควิด-19 และระบบทางเดินหายใจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย แล้วกว่า 500 เครื่อง
“ด้วยสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้เครื่องมือทางการแพทย์โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบการช่วยหายใจมีความจำเป็นอย่างมากกับโรงพยาบาล หลายประเทศตั้งงบประมาณสำหรับจัดหาเครื่องช่วยหายใจจากประเทศที่เป็นผู้ผลิต แต่ด้วยภาวะวิกฤตของโควิด-19 ทำให้อุปกรณ์นี้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของทุกประเทศทั่วโลก NIA จึงอยากเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการสนันสนุนเงินทุนให้คนไทยได้ใช้องค์ความรู้ที่มีมาสร้างสรรค์นวัตกรรม ที่จะเป็นส่วนช่วยเหลือสังคมและเป็นส่วนที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้น”
รศ.นพ.ทายาท ดีสุดจิต กุมารแพทย์ประสาทวิทยา ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้มีความสนใจงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์อันทันสมัย กล่าวว่า“หลังการระบาดของโรคโควิด-19ระลอกที่ 3 พบว่าโรงพยาบาลต่างๆ อาจเข้าสู่วิกฤตใหญ่คือมีเครื่องช่วยชีวิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ นี่คือจุดเริ่มต้นของการคิดค้นและผลิตเครื่องบำบัดโรคระบบทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง Chula High Flow Nasal Cannula (Pranamax) โดยเป็นความร่วมมือจาก 7 องค์กร ได้แก่ สภากาชาดไทย องค์การอาหารและยา (อย.) สถาบันมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.) สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการพัฒนานวัตกรรมทางการรักษาแบบฉุกเฉินครั้งนี้ คำนึงถึงความฉุกเฉินและวิกฤตที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขเป็นประเด็นสำคัญและความเหมาะสมต่อการใช้งานตามสถานการณ์จริงในปัจจุบัน โดยทางทีมผู้ประดิษฐ์ได้มีการศึกษาโครงสร้างของเครื่องบำบัดโรคระบบทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง เริ่มจากการจัดหาชิ้นส่วนที่เหมาะสมเพื่อนำมาทดแทนชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จากนั้นจึงเริ่มสร้างตัวทดสอบพื้นฐานขึ้น เมื่อพัฒนาจนสามารถใช้งานเครื่องได้จริง จึงขออนุญาตใช้สิทธิ์ตามกฎหมายเครื่องมือแพทย์มาตรา 27 วรรค 1 ซึ่งเป็นการสร้างเครื่องมือขึ้นมาใช้และกระจายชิ้นส่วนการใช้งานได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเครื่อง Chula HFNC ได้ผ่านการตรวจรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง”
รศ.พญ.นฤชา จิรกาลวสาน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปอด หน่วยโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤต กล่าวว่า“จากสถิติพบว่ามีผู้ป่วยโควิด-19มีอาการปอดอักเสบรุนแรงมากกว่าร้อยละ 15 ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด ซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องบำบัดโรคระบบทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง ที่มีอัตราการไหลสูงกว่าอยู่ที่ 40-60 ลิตรต่อนาทีโดยพบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราการใส่ท่อช่วยหายใจลงได้ทำให้อาการเหนื่อยลดลง ซึ่งหลังจากที่ได้ผลิตเครื่องต้นแบบ Chula HFNCได้นำเครื่องต้นแบบมาทดสอบในอาสาสมัครปกติทั้งหมด 5 คน และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการปอดอักเสบที่รักษาตัวในห้อง ICU ทั้งหมด 10 คน ซึ่งผลการรักษาพบว่าได้ผลดีมาก ไม่แตกต่างกับเครื่องมาตรฐานที่นำเข้าจากต่างประเทศ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าเครื่องให้อากาศที่มีอัตราการไหลสูงได้ถึง 150,000 บาท ต่อ 1 เครื่อง ซึ่งความสำเร็จในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนชาวไทยและองค์กรต่างๆ ที่ร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ รวมทั้ง NIA ที่ได้ให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม ทำให้เราสามารถแจกจ่ายเครื่อง Chula HFNC ไปยังโรงพยาบาลที่ขาดแคลนทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ รวมทั้งสิ้น 500 เครื่อง ซึ่งนับเป็นการส่งต่อการให้ที่ยิ่งใหญ่ของวงการสาธารณสุขไทย ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดเช่นในปัจจุบัน
นายชัยสิทธิ์ ธรรมพีร กรรมการ บริษัท อินทรอนิคส์ จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมชุดอุปกรณ์ควบคุมการทำงานเครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง กล่าวว่า “เครื่องช่วยหายใจอัตราการไหลสูง มีจุดเริ่มต้นจากการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ให้บริษัทเข้าไปศึกษาเครื่องที่ทางโรงพยาบาลใช้พร้อมทั้งเสนอแนะระบบการทำงานที่ควรมี ซึ่งระบบเหล่านั้นมักจะอยู่ในกลุ่มของเครื่องที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาค่อนข้างสูง บริษัทจึงได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นต้นแบบในการผลิตและมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ 1 ใน 4 จากเครื่องที่ต้องนำเข้า ส่วนคุณสมบัติของนวัตกรรม ถือว่าเทียบเท่ากับเครื่องที่มีราคาสูงในตลาดได้อย่างแน่นอน แต่จะมีจุดนวัตกรรมที่โดดเด่น คือ การควบคุมอุณหภูมิความชื้นอยู่ในระดับที่ดี เพราะคนไข้ที่ป่วยจากระบบทางเดินหายใจจะทำให้ออกซิเจนนั้นเข้าปอดไม่เพียงพอ จึงต้องใช้เครื่องช่วยทำให้อัตราไหลสูงวิ่งเข้าปอดเร็ว ซึ่งการเข้าไปนั้นจำเป็นต้องมีความชื้นที่เหมาะสมถ้าควบคุมความชื้นไม่ดี อาจทำให้คนไข้ติดเชื้อมีความชื้นในปอดได้ถือเป็นจุดย้ำแรกที่ต้องระวังและทำให้ดี ซึ่งนวัตกรรมนี้สามารถทำได้ และในอนาคตบริษัทก็มีแผนที่จะพัฒนาการใช้งานให้ดีขึ้นโดยการที่คุณหมอสามารถสั่งการระบบการทำงานของเครื่องผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ เลือกได้ว่าควรใช้โปรแกรมไหนให้มีความเหมาะสมกับคนไข้ในเวลานั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินไปยังเตียงคนไข้ทุกช่วงเวลา ซึ่งจะช่วยลดการเป็นการพบปะหรือแพร่เชื้อ และคาดว่าจะสามารถพัฒนานวัตกรรมในจุดนี้ได้ และเชื่อว่าในอนาคตหากมีการส่งเสริมโมเดลการทำงานแบบบูรณาการ ประเทศไทยจะมีนวัตกรรมทางการแพทย์ดีๆ ใช้เทียบเท่ากับในระดับต่างประเทศ และพร้อมรับมือกับหลายสภาวะอย่างแน่นอน”
