Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/634079

Life & Health : Circular mRNA นวัตกรรมเปลี่ยนโลกฝีมือคนไทย

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ในยุคนี้ไม่น่าจะไม่มีใครเคยได้ยินคำว่า mRNA (messenger Ribonucleic Acid) นับเป็นนวัตกรรมการแพทย์ ที่บริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกนำมาพัฒนาเพื่อใช้เป็นวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 และในอนาคตจะมีประโยชน์อย่างมากเพราะ mRNA จะถูกนำมาพัฒนาเป็นทั้งวัคซีนเชิงป้องกันและเพื่อการรักษาโรคต่างๆได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคทางพันธุกรรม โรคตับ โรคมาลาเรีย ฯลฯ

ข้อมูลจาก ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง เลขาธิการกองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ เปิดเผยว่า mRNA มีข้อจำกัดคือ “การรักษาอุณหภูมิระหว่างขนส่งและจัดเก็บ” ที่จะต้องควบคุมอย่างมีมาตรฐานให้อยู่ในระดับต่ำประมาณ -20 ถึง -80 องศาเซลเซียสตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้มีประสิทธิภาพลดลง

ปัจจุบันนักวิจัยไทยได้เล็งเห็นข้อจำกัดในประเด็นนี้จึงจัดตั้งโครงการพัฒนาวัคซีน mRNA ชนิดใหม่ ที่สามารถจัดเก็บและขนส่งในอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอก มีประสิทธิภาพในร่างกายมนุษย์ที่ดีกว่า เก็บรักษาได้นานกว่า ที่สำคัญคือ “ราคาถูกกว่า” เพราะพัฒนาขึ้นเองโดยนักวิจัยไทย โดย นวัตกรรม mRNA ที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คือ Circular mRNA (mRNA รูปแบบ “วงปิด”) ซึ่งแตกต่างจาก mRNA ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นรูปแบบเส้นตรง (Linear mRNA) ทั้งนี้จากงานวิจัยของต่างประเทศพบว่า Circular mRNA มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าทั้งในแง่ของการจัดเก็บและการขนส่ง รวมถึงประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีกว่า

วัคซีน mRNA มีลักษณะเหมือนกับเส้นด้ายเล็กๆ หลายพันล้านโมเลกุล ซึ่ง mRNAรูปแบบเส้นตรงนั้น มีข้อเสียคือ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกย่อยง่ายเพราะร่างกายของเรามีเอนไซม์ ซึ่งมีกลไกที่สามารถทำลาย mRNA ได้ แต่ล่าสุดมีงานวิจัยที่พบว่า mRNA แบบวงปิดมีความเสถียรและอยู่ได้นานกว่าแบบเส้นตรง โดย mRNA แบบเส้นตรงจะอยู่ในเซลล์มนุษย์ได้ประมาณ 4 วัน แต่หากเป็น Circular mRNA จะอยู่ได้ 2 เท่าหรือนาน 8 วัน นอกจากนี้ต้นทุนในการผลิตของ Circular mRNAยังถูกกว่าถึง 10 เท่า ส่งผลให้ยาหรือวัคซีนรักษาและป้องกันโรคต่างๆ ที่ประชาชนจะได้ใช้ในอนาคตนั้น จะมีราคาที่ถูกลง และจับต้องได้มากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้เข้าถึงยาและวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ลดลง เพราะ Circular mRNA เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาวัคซีนรูปแบบใหม่ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้รักษาและป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยการคิดค้นยาที่เป็น “โปรตีน” ใส่ไปในตัว Circular mRNA แล้วรู้ตำแหน่งของ Gene ที่จะรักษาและฉีดทั้งหมดนี้เข้าไปในจุดที่ต้องการ เพียงแค่นี้ร่างกายก็จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ ได้เอง

ปัจจุบันทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล อยู่ในระหว่างการพัฒนา Circular mRNA สำหรับใช้เป็นวัคซีนป้องกันโควิด-19 นอกจากนี้ ในเฟสต่อไปจะนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนป้องกันและรักษาโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และมะเร็งต่อมลูกหมาก ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบมากในคนไทย รวมไปถึงมะเร็งในเด็กเกือบทุกชนิด และโรคภูมิแพ้ตัวเอง (SLE) โดยในอนาคตอาจต่อยอดไปสู่วัคซีนสำหรับป้องกันไข้มาลาเรีย ไวรัส HPV รวมถึงใช้ Circular mRNA ในการตัดต่อพันธุกรรม (Genome Editing) เพื่อรักษาโรค เช่น โรคธาลัสซีเมีย ลูคีเมีย หรือโรคตับ อีกด้วย

การรักษาโรคเฉพาะบุคคลในอนาคตอาจไม่ไกลเกินเอื้อม ด้วยนวัตกรรมที่เจาะลึกถึงระดับยีน จะทำให้การรักษาและป้องกันสามารถกำหนดให้เหมาะกับเฉพาะบุคคลหรือ Personalized ซึ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยหายขาดจากอาการป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบปกติ

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ปฐมพล วงศ์ตระกูลเกตุอาจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย ตัวอย่างการรักษามะเร็งเต้านม ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแต่ละคนอาจจะมีลำดับของกรดอะมิโนที่ผิดปกติไม่เหมือนกัน ดังนั้นการรักษาเฉพาะบุคคลจะเริ่มจากการค้นหาความผิดปกติของโปรตีนและลำดับของกรดอะมิโนของคนไข้นั้นๆ และนำเอาลำดับของกรดอะมิโนที่ได้มาใส่ในโครงของ Circular mRNA ซึ่งจะออกมาเป็น Prototype ของ Circular mRNA สำหรับรักษามะเร็ง
เต้านม จากนั้นจะนำส่งเข้าคนไข้โดยตรง โดยใช้ Lipid Nanoparticle วิธีเดียวกับที่ Pfizer และ Modernaใช้ และหลังจาก Circular mRNA เข้าไปในเซลล์ภูมิคุ้มกันประเภทหนึ่งของร่างกายแล้วก็จะแสดงให้ร่างกายผู้ป่วยได้รู้ตัวว่า ในร่างกายผู้ป่วยกำลังมีเซลล์ที่ผิดปกติอยู่ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ และสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงแอนติบอดีออกมาเพื่อต่อสู้กับเซลล์มะเร็งในร่างกายตัวเอง ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่า วิธีนี้จะได้ผลดีกว่าการรักษาแบบอื่น เช่น การใช้วิธีฉายแสง หรือคีโม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการรักษา แต่การใช้ Circular mRNA จะมีผลข้างเคียงต่อการรักษาที่น้อยกว่า และรักษาได้ตรงจุดที่ร่างกายของผู้ป่วยผิดปกติได้ดีกว่ามาก และหากทีมวิจัยสามารถพัฒนานวัตกรรม Circular mRNA ได้สำเร็จ การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ในเมืองไทย

ปัจจุบันทั่วโลกมีทีมวิจัยเพียงไม่กี่ทีมที่อยู่ในระหว่างการศึกษาและพัฒนา Circular mRNA และประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆที่นำ Circular mRNA มาพัฒนาใน MedicalLab โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ด้วยความพยายามของทีมวิจัยและทุนสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้ รวมถึง
องค์กรต่างๆ ทำให้ล่าสุดทีมวิจัยของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ ม.มหิดล สามารถสร้างต้นแบบสำหรับ Circular mRNA เพื่อใช้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้สำเร็จในขั้นแรกแล้ว โดยใช้เวลาเพียง 7-8 เดือนเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการผลิตยาในอดีตที่ต้องใช้เวลาประมาณ 10- 20 ปี อีกไม่นานทีมวิจัยจะยื่นจดสิทธิบัตรแพลตฟอร์มของการผลิต Circular mRNA เป็นรายแรกๆ ของโลก

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของนักวิจัยไทย คือนักลงทุนไทยส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับการลงทุนปลายน้ำมากกว่าการลงทุนต้นน้ำ คือจะลงทุนเมื่อเห็นความสำเร็จของงานวิจัยแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะหากไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะเดินต่อก็จะทำให้งานวิจัยไปต่อถึงขั้นปลายน้ำไม่ได้ และสุดท้ายก็ต้องไปเสียเงินลงทุนให้กับงานวิจัยในต่างประเทศ ซึ่งมีราคาแพงเพราะต้องเสียค่าสิทธิบัตร ขณะที่การลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำจะใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก ยกตัวอย่าง เทคโนโลยี Chimeric Antigen Receptor (CAR) T-cell ที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตรเมื่อปี 2563 และได้ให้บริษัท เจเนพูติก ไบโอ นำไปผลิตเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวนั้น ช่วยให้คนไทยได้ใช้ยาในราคาที่ถูกลง จากราคาในต่างประเทศประมาณ 15 ล้านบาท จะเหลือต้นทุนเพียง 5 แสนบาทเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยไทยมีโอกาสเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นมาก

ทั้งนี้ คณะผู้วิจัย ยังมีความต้องการเงินทุนอีกมากในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนโรคมะเร็งในเด็กในพระอุปถัมภ์ฯ” SCB สาขาอ่อนนุช เลขที่ 133-2-08742-3โทร. 02-7183800 ต่อ 123 ใบเสร็จนำไปลดหย่อนภาษีได้

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

Leave a comment