สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’ เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635991

สกู๊ปพิเศษ : ‘คุณค่า-ความหมาย-ที่พึ่ง’  เปิดผลวิจัยสังคมไทยมองสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“The Watchdog that didn’t Bark (เมื่อสุนัขเฝ้าบ้านไม่เห่า) หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณดีน สตาร์คแมน (Dean Starkman) โดยหยิบ Crisis (วิกฤต) เรื่องเศรษฐกิจในปี 2008 (2551) ขึ้นมาปรากฏว่านักข่าวสายเศรษฐกิจไม่ค่อยจะรายงานข่าวเชิงลึกข่าว Investigative (สืบสวนสอบสวน) เลย รายงานข่าวแต่แบบ Inform (แจ้งข่าว) เท่านั้น และที่สำคัญ ข่าวที่นำเสนอก็นำเสนอแต่ Profile (ประวัติ) ของนักลงทุน

เขาใช้คำนี้ สตาร์คแมนบอกว่ากำหนดกรอบวิเคราะห์วารสารศาสตร์โดยแบ่งอาชีพออกเป็น 2 แนวทางที่แข่งกัน คือการรายงานการเช้าถึง กับการรายงานความรับผิดชอบ แล้วพบว่านักข่าวรายงานแต่ข่าวประเภท Profile ต่างๆ หรือข่าวกระแส มุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภค ผู้บริหาร Profile และการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน แต่ไม่ทำข่าว Investigative เกิดขึ้น เขาสรุปว่าอุดมการณ์ของข่าวดิจิทัลและอิทธิพลขององค์กร เป็นตัวคุกคามอุดมการณ์ของคนข่าวในยุคนี้”

บททิ้งท้ายในการบรรยายเพื่อนำเสนองานวิจัยเรื่อง “คุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล” ซึ่งผู้บรรยายคือ ผศ.ดร.วิไลวรรณจงวิไลเกษม อาจารย์กลุ่มวิชาวิทยุและโทรทัศน์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยกหนังสือเล่มหนึ่งที่ถอดบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญในสหรัฐอเมริกา ที่ผู้เขียนสรุปว่า “สื่อมวลชน” เป็นอีกปัจจัยที่ปล่อยให้วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะไม่ยอมทำงานเพื่อส่งสัญญาณเตือนสังคมอเมริกันในขณะนั้น

ขณะที่ในประเทศไทย การนำเสนองานวิจัยเรื่องคุณค่า ความหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (สังคม) ต่อสื่อในยุคดิจิทัล ในงานเผยแพร่ผลงานวิจัย 4 ชิ้นในโครงการ “การปรับตัวขององค์กรข่าว เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจและบทบาทหน้าที่ต่อสังคม” อันเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กับ สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. 2565 ที่ผ่านมา “สื่อมวลชนยังมีความหมาย คุณค่า และเป็นที่พึ่งให้กับสังคม (ไทย) มาก-น้อยเพียงใด?” เป็นคำถามสำคัญ และเสียงสะท้อนที่ได้ก็น่าคิด

ผศ.ดร.วิไลวรรณ เล่าถึงการทำงานวิจัยครั้งนี้ว่าเริ่มเก็บข้อมูลช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย. 2564 ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,294 คน กระจายทุกภาคของประเทศ ประกอบด้วย ภาคเหนือ 302 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 302 คน ภาคกลาง 180 คน กรุงเทพฯ 207 คน และภาคใต้ 303 คน อีกทั้งยังมีการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลต่างๆ รวม 11 คน แบ่งเป็นภาครัฐ 2 คนภาคเอกชน 3 คน ภาคประชาสังคม 3 คน และภาคประชาชน 3 คน คนเหล่านี้เป็นทั้งผู้บริโภคสื่อ และเป็นทั้ง “แหล่งข่าว” ที่สื่อมวลชนนิยมไปสัมภาษณ์ด้วย พบว่า

1.สังคมไทยให้ความหมายสื่อในฐานะกระจกสะท้อนสังคม แต่ไม่เชื่อมั่นในการทำงานตรวจสอบผู้มีอำนาจ คำถามเรื่องการให้ความหมายสื่อ 6 อันดับที่กลุ่มตัวอย่างเลือกตอบ อันดับ 1 สื่อเป็นกระจกทำหน้าที่ส่องสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม อันดับ 2 สื่อเป็นตัวแทนสังคม-เป็นกลไกในการขับเคลื่อน อันดับ 3สื่อเป็นสถาบันทางสังคม อันดับ 4 สื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจที่ธำรงความไม่ชอบธรรมในสังคม อันดับ 5 สื่อเป็นตะเกียงทำหน้าที่ส่องสว่าง ชี้แนะแนวทางแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และอันดับ 6 สื่อเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

2.ในยุคสมัยที่สื่อมีเสรีภาพเพิ่มมากขึ้น..อุดมการณ์คนทำงานสื่อกลับลดน้อยลง สื่อมวลชนในอดีตมีอุดมการณ์ในการทำงานสูง แม้ปัจจัยด้านการปกครองของรัฐจะไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานของสื่อเลยก็ตาม ตรงข้ามกับในปัจจุบัน แม้จะมีเทคโนโลยีมากมายช่วยให้สื่อมวลชนสามารถค้นหาข้อมูลและรายงานข่าวได้ง่ายขึ้น อีกทั้งช่องทางในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนก็มีมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าทั้งสื่อและผู้รับสารมีเสรีภาพมากกว่าในอดีต แต่สังคมกลับมองว่าคนทำงานสื่อในปัจจุบันมีอุดมการณ์น้อยลงกว่าคนทำงานสื่อในอดีต

“บทบาทสื่อต่อสังคม เขาบอกแต่ก่อนสื่อเป็นที่พึ่งพิงจริง แต่ ณ วันนี้ยังก้ำกึ่ง ในส่วนภาคประชาสังคมบอกว่าเวลาที่เขาจะขับเคลื่อน สื่อกระแสหลักที่จะเข้าถึงคนจำนวนมากมีบทบาทกับเขามาก แต่นำเสนอแล้วก็ปล่อยทิ้ง ไม่ได้ขยายต่อ ดังนั้นเป็นทั้งบวกและลบ การพึ่งพิงสื่อ เขาบอกว่าสื่อวันนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงแล้ว เพราะเขาสามารถสร้างสื่อเองได้ด้วย และเขามีสื่อมากมาย มี Influencer (คนมีชื่อเสียง) มากมาย มีบล็อกเกอร์มากมายที่มีข้อมูลที่จริง ข้อมูลที่ใกล้เคียง หรือข้อมูลที่ตอบเขาได้มากกว่าด้วยซ้ำ ส่วนความเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน มองว่า ณ วันนี้สื่อไม่เป็นสุนัขเฝ้าบ้าน” ผศ.ดร.วิไลวรรณ ระบุ

เมื่อแบ่งมุมมองต่อสื่อมวลชนตามภาคส่วนของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า “ภาครัฐ” แม้จะยังเห็นความสำคัญของสื่อมวลชน เพราะผู้บริหารหน่วยงานยังคาดหวังว่าสื่อมวลชนจะนำข่าวสารของหน่วยงานไปเผยแพร่ แต่หน่วยงานภาครัฐก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสื่อมวลชนมากเหมือนในอดีต เพราะเทคโนโลยีทำให้หน่วยงานมีช่องทางประชาสัมพันธ์ข่าวสารถึงประชาชนได้เองด้วย, “ภาคเอกชน” แม้ผู้ประกอบการจะพึ่งพาสื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ที่เป็นรายเล็กนั้นยังพึ่งพาสื่อกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการก็เห็นว่าอย่าไปหวังพึ่งใครแต่ต้องสร้างช่องทางของตนเอง ,

“ภาคประชาสังคม” มองว่าในยามวิกฤตสื่อยังมีบทบาทเป็นที่พึ่งพิงของสังคม แต่ในสถานการณ์ปกตินั้นเป็นที่พึ่งพิงได้ยาก แม้สื่อจะมีบทบาทในการจุดกระแสประเด็นต่างๆ ในสังคมแต่ก็ไม่ได้ขยายผลต่อ ขณะที่ภาคประชาสังคมสามารถใช้เทคโนโลยีเผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ และ “ภาคประชาชน” ด้านหนึ่งมองว่าสื่อยังเป็นที่พึ่งพิงให้กับสังคมได้ แต่อีกด้านหนึ่ง สังคมก็มองสื่อว่าไม่เป็นกลางโดยเฉพาะเรื่องการเมือง

อนึ่ง สำหรับประเด็น “ความเป็นกลาง” นั้นเนื่องจากงานวิจัยเก็บข้อมูลในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จึงมีการตั้งคำถามเจาะลึกในส่วนนี้ด้วย โดยเสียงสะท้อนจากสังคมระบุว่า “สื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างไม่ครบถ้วน มีการปกปิดบางอย่าง และมีการนำเสนอที่เอื้อประโยชน์กับนายทุน” โดยเฉพาะข้อหลังนี้ ผศ.ดร.วิไลวรรณ เปิดเผยว่า เป็นความเห็นที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งมาก กรณีอิทธิพลของทุนต่อธุรกิจสื่อ

“การไปถามส่วนของ In-Dept Interview (สัมภาษณ์เชิงลึก) ที่ไปคุยเชิงลึกกับคนที่เราหยิบขึ้นมา ซึ่งเราถือว่าเป็น Key Informant (ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ) ผู้ให้ข้อมูลก็จะเป็นแหล่งข่าว ทุกคนในที่นี้เคยเป็นแหล่งข่าวให้สัมภาษณ์นักข่าว แล้วก็เป็นผู้บริโภคข่าวด้วย เขามองว่า ณ วันนี้ อยากจะให้สื่อชัดเจนออกมาเนื่องจากเขาบอกว่าในช่วงหลังมันจะเห็นชัดเจนว่าสื่อจะมีรูปแบบการนำเสนอต่างๆ บางสื่อออกมาชัดเจน บางสื่อยังไม่ออกมาชัดเจน อันนั้นเขาบอกเขารู้สึกว่าดังนั้นการที่ออกมาชัดเจนก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้ประชาชนรู้ว่าเขากำลังอ่านสื่อไหนอยู่ ที่มีจุดยืนเรื่องนั้นอย่างไร” ผศ.ดร.วิไลวรรณ กล่าว

SCOOP@NAEWNA.COM

Leave a comment