#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/685237

คุยกัน 7 วันหน : สี จิ้นผิง กับภารกิจยกเครื่องกองทัพและภูมิภาค
วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ที่จีนแผ่นดินใหญ่อยู่ภายใต้การปกครองและบริหารของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงจีนได้สร้างกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก พัฒนากองทัพที่เกรียงไกรอยู่แล้วให้น่าเกรงขามขึ้นไปอีก รวมถึงสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธหวังทำลายศัตรูที่เป็นภัยคุกคาม
ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหวังจะเร่งฝีเท้าตาม การดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศในอีก 5 ปีหลังจากนี้ของประธานาธิบดีสี น่าจะทำให้เราได้เห็นการแข่งขันสะสมอาวุธในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น เห็นได้จากเกาหลีใต้ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือของตนเอง และออสเตรเลียที่สั่งซื้อเรือดำน้ำนิวเคลียร์มาใช้งาน
การซื้อและสั่งสมอาวุธยุทโธปกรณ์กำลังพุ่งขึ้นทั่วเอเชียหลังจากนี้
จากข้อมูลของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ในอังกฤษ พบว่าเฉพาะในปีที่แล้วประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก ใช้งบประมาณซื้ออาวุธทะลุหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 35 ล้านล้านบาท)ไปแล้ว จีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์เพิ่มงบประมาณซื้อกว่าเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่เกาหลีใต้อินเดียและปากีสถานก็ไล่หลังมาไม่ห่าง แม้แต่ญี่ปุ่นเอง ก็เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมขึ้นอย่างมาก จนเกือบที่จะยกเลิกนโยบาย “ไม่โจมตีก่อน” ของตนเองอยู่รอมร่อ โดยอ้างเหตุผลเรื่องภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นรอบด้าน
ดร.มัลคอล์ม เดวิส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ในสถาบันนโยบายด้านยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียบอกว่า ประเทศหลักๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกต่างกำลังเร่งพัฒนาขุมกำลังด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองอย่างเร็วที่สุดอยู่ในขณะนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบสนองต่อการพัฒนาด้านกองทัพของจีน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ PLA ไม่มีการพัฒนาด้านอาวุธยุทโธปกรณ์มากนัก อีกทั้งกำลังพลก็ขาดประสิทธิภาพ จนถูกค่อนแคะจากผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ว่า ไม่ต่างอะไรกับพิพิธภัณฑ์ทางทหารขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะทั้งกองทัพมีแต่อาวุธจากยุคอดีตสหภาพโซเวียตที่ล้าสมัย เต็มไปด้วยการทุจริตคดโกง และประวัติการรบในภูมิภาคที่ไม่เด่นดังเป็นที่กล่าวถึงมากนัก
กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนต้องสูญเสียทหารของตนไปในสงครามเกาหลีมากถึงเกือบ 200,000 ชีวิต ส่วนการยกทัพบุกเวียดนามในปี 1979 ก็สูญเสียกำลังทหารอีกหลายหมื่นนาย
.jpg)
เมื่อ สี จิ้นผิง ก้าวขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในปี 2013 เริ่มมีการยกเครื่องครั้งใหญ่ภายในกองทัพให้เห็นแล้ว เริ่มมาตั้งแต่ปี 1990 ที่ เจียง เจ๋อหมินต้องตกตะลึงกับแสนยานุภาพของกองทัพสหรัฐฯ ระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย และในช่วงวิกฤตช่องแคบไต้หวัน ครั้งที่ 3 ระหว่างปี 1995-1996 แต่การพัฒนากองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยังไม่เกิดขึ้นแบบเป็นรูปธรรม จน สี จิ้นผิง ขึ้นมามีอำนาจ กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจึงเริ่มการปรับปรุงและยกระดับอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการเปิดตัวเรือเหลียวหนิง เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของกองทัพ ที่แม้จะเป็นลำเก่าของยูเครนที่นำมาปรับโฉมใหม่ และฝูงบินขับไล่J-15 ซึ่งพัฒนาจากต้นแบบที่เป็นเครื่องบินแบบซูคอยของรัสเซีย
ขณะเดียวกัน งบประมาณด้านกลาโหมของจีนก็ปรับเพิ่มขึ้นมา 27 ปีติดต่อกัน จนทุกวันนี้ จีนมีเรือบรรทุกเครื่องบินที่ทันสมัย 2 ลำ ขีปนาวุธระยะกลางและระยะไกลที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้หลายร้อยลูก เครื่องบินรบและเครื่องบินขับไล่หลายพันลำ และกองทัพเรือที่ยิ่งใหญ่แซงหน้ากองทัพเรือสหรัฐฯ ไปแล้ว
หลังจากจีนปฏิบัติการซ้อมรบครั้งใหญ่และปิดกั้นเกาะไต้หวันช่วงสั้นๆ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พลเรือเอกคาร์ล โธมัส ผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังยอมรับกับสื่อว่า การรับมือกองทัพจีนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจีนมีกองทัพเรือที่ใหญ่มาก หากจีนอยากที่จะโจมตีไต้หวัน หรือแค่นำเรือมาปิดล้อมเพื่อข่มขู่ไต้หวัน ก็สามารถทำได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ ขุมกำลังด้านนิวเคลียร์ของจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อมูลของหน่วยงานในสหรัฐฯจีนน่าจะสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้แล้วกว่า 350 ลูก มากกว่าสมัยสงครามเย็นถึง 2 เท่า และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสองเท่าไปอยู่ที่ 700 ลูก ภายในปี 2027 รวมถึงกำลังก่อสร้างไซโลเก็บหัวรบนิวเคลียร์แห่งใหม่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ขณะที่ปัจจุบัน ก็เชื่อว่าจีนมีศักยภาพสามารถยิงนิวเคลียร์ได้จากทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศและใต้น้ำ
กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกรายงานเมื่อปีที่แล้วว่า จีนเป็นคู่แข่งเพียงชาติเดียวของสหรัฐฯ ในขณะนี้ ที่สามารถประสานขุมกำลังด้านเศรษฐกิจ การทูต กองทัพ และเทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้ขึ้นไปยืนหนึ่งบนเวทีโลก อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องทัดเทียมกับระบอบการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จ และผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ
.jpg)
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความมุ่งมั่นที่จะยกเครื่องกองทัพของจีนนี้เอง ที่ทำให้เพื่อนบ้านในภูมิภาคอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไปและต่างต้องเร่งยกระดับกองทัพและศักยภาพด้านกลาโหมและความมั่นคงของตนเองขึ้นมาเช่นกัน ทั้งเพื่อป้องปรามภัยคุกคามจากกองทัพเรืออันเกรียงไกร และทัพภาคพื้นดินของจีน
ดูจากเกาหลีใต้ ที่เร่งพัฒนากองทัพเรือให้สามารถปฏิบัติการทางทหารได้จากชายฝั่งของตนเอง ซึ่งผู้สันทัดกรณีเชื่อว่า ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อรับมือภัยคุกคามจากเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีเหนือแต่อย่างใด ส่วนออสเตรเลียก็หวังได้เรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เพิ่ม 8 ลำ จากความช่วยเหลือของอังกฤษและสหรัฐฯ ภายใต้ข้อตกลงออคัส รวมถึงยังพิจารณาเรื่องซื้อขีปนาวุธเหนือเสียงระยะไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ และเครื่องบินทิ้งระเบิดล่องหน B-21 ที่สุดแทนไฮเทค เพราะสามารถโจมตีได้จากที่ใดก็ได้ในโลกโดยไม่ถูกตรวจจับด้วย
ดร.เดวิสบอกว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ก็เพื่อรับมือจีน เพราะทุกประเทศต่างรับรู้และยอมรับแล้วว่า จีนมีศักยภาพที่จะครอบงำภูมิภาคได้อย่างที่ใจคิด และว่าช่วงเวลาที่กองทัพเรือสหรัฐฯ เคยครองอิทธิพลในทะเลแถบตะวันตกของแปซิฟิกใกล้จะจบลงแล้ว และชาติพันธมิตรในเอเชีย-แปซิฟิก ต่างก็สั่งสมขุมกำลังเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากจีนกันแล้วด้วย
เดวิสย้ำว่า หากไม่มี สี จิ้นผิง ก็คงไม่เกิดข้อตกลงออคัสขึ้น ถือว่าเขามีส่วนช่วยในประเด็นนี้อย่างมาก
โดย ดาโน โทนาลี
.jpg)