คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

คุยกัน 7 วันหน : อิหร่านป่วนรับปีใหม่ ประท้วงต้านรัฐบาลปม ‘ค่าเงิน’ ดิ่งเหว

วันอาทิตย์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.00 น.

รัฐบาลอิหร่านเผชิญแรงต้านรอบใหม่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2025 ที่เพิ่งผ่านมา ต่อเนื่องเข้าสู่ศักราชใหม่ 2026 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนชาวอิหร่านพร้อมใจออกมารวมตัวประท้วง ทั้งในกรุงเตหะรานเมืองหลวงและอีกหลายจังหวัดใหญ่ทั่วประเทศ เช่น อิสฟาฮาน (Isfahan), ชีราซ (Shiraz), มาชฮัด (Mashhad) และเคอร์มานชาห์ (Kermanshah) โดยมีกลุ่มนักศึกษาจากกว่า 10 มหาวิทยาลัยเข้าร่วม จนถึงขณะนี้ล่วงเลยมาแล้วเกือบ 1 สัปดาห์ มีรายงานผู้เสียชีวิตทั้งจากฝั่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงใส่เพื่อสลายผู้ชุมนุมในหลายจังหวัด รวมถึงมีรายงานกลุ่มผู้ประท้วงพยายามจะบุกเข้าไปยังที่ทำการรัฐบาลท้องถิ่นในจังหวัดฟาร์สด้วย

การประท้วงเริ่มต้นจากกลุ่มพ่อค้าในตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar) กรุงเตหะราน ที่ปิดร้านประท้วงเพราะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และออกมาเดินขบวน พร้อมคำขวัญเชิงสัญลักษณ์อย่าง “No Gaza, no Lebanon, my life for Iran” เพื่อสื่อว่ารัฐบาลควรเลิกนำงบประมาณไปสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในต่างประเทศและหันมาดูแลคนในชาติ ก่อนจะขยายตัวไปยังกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยและประชาชนทั่วไปในกว่า 12 จังหวัด

การประท้วงระลอกนี้ถือว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ มาห์ซา อามินี ในปี 2022 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากปากท้อง หลักๆ คือ ค่าเงินเรียลอิหร่านร่วงลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทะลุไปถึง 1.42 – 1.45 ล้านเรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบกับปี 2015 ที่เคยอยู่ที่ 32,000 เรียลต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือร่วงลงกว่า 95% ตามด้วยอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงกว่า 42-50% โดยเฉพาะราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เนื้อสัตว์และข้าว ที่พุ่งขึ้นถึง 72% ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถซื้อของกินของใช้ที่จำเป็นได้

รัฐบาลอิหร่านเร่งรับมือ

เริ่มจากมาตรการความมั่นคง กองกำลังความมั่นคงและบาสิจ (Basij) ได้เพิ่มกำลังในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น จัตุรัสสำคัญในเตหะราน และมีการคุมเข้มการใช้งานอินเทอร์เน็ตในบางพื้นที่เพื่อสกัดกั้นการนัดรวมตัว ส่วนอัยการสูงสุดเตือนว่ารัฐบาลจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด ต่อความพยายามใดๆ ที่จะสร้างความไร้เสถียรภาพในประเทศ

ขณะที่รัฐบาลประกาศให้วันพุธที่ผ่านมา (31 ธ.ค.) เป็นวันหยุดธนาคารและหน่วยงานรัฐ โดยอ้างเหตุผลเรื่อง “สภาพอากาศหนาวเย็นเพื่อประหยัดพลังงาน” แต่ถูกมองว่าเป็นความพยายามขัดขวางไม่ให้ผู้คนรวมตัวกันประท้วง ด้านประธานาธิบดี มาซูด เปเซสเคียน ได้สั่งปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง และแต่งตั้ง อับดอลนัสเซอร์ เฮมมาตี กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางอีกครั้ง เพื่อกู้สถานการณ์ค่าเงิน หลังจากเคยดำรงตำแหน่งนี้ปี 2018-2021 โดยมีภารกิจหลักคือการ “รื้อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบหลายชั้น” (Multi-tier exchange rate) ที่เป็นช่องว่างให้เกิดการคอร์รัปชัน ขณะเดียวกัน มีการจัดตั้งศูนย์เจรจากับตัวแทนพ่อค้าในตลาดเพื่อขอความร่วมมือในการพยุงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

ในช่วงปีที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านพยายามหาทางรับมือปัญหานี้มาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสนอแผนงบประมาณที่ ปรับขึ้นภาษีถึง 62% เพื่อลดการขาดดุลงบประมาณเนื่องจากรายได้จากน้ำมันลดลงเหลือเพียง 16% ของเป้าหมายในปี 2025 แต่นโยบายนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความโกรธแค้นให้ประชาชนเพราะซ้ำเติมเงินเฟ้อที่พุ่งเกิน 50% ส่วนรัฐสภาได้อนุมัติแผนการเปลี่ยนหน่วยเงินจาก “เรียล” เป็น “โตมัน” (Toman) โดยการตัดศูนย์ออก 4 ตัว (10,000 เรียลเดิม = 1 โตมันใหม่) เพื่อลดความซับซ้อนของธุรกรรมและผลกระทบทางจิตวิทยาจากเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ดี มีรายงานว่าเกิดรอยร้าวระหว่างสำนักงานของ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และฝ่ายประธานาธิบดี โดยฝ่ายอนุรักษนิยมวิจารณ์ว่ารัฐบาลของเปเซสเคียน “อ่อนแอเกินไป” ในการรับมือกับผู้ประท้วง ขณะที่ฝ่ายประธานาธิบดีพยายามเน้นย้ำสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบตามรัฐธรรมนูญ

วิกฤตซ้อนวิกฤต

นับว่าน่าเห็นใจรัฐบาลอิหร่านไม่น้อย เพราะวิกฤตเศรษฐกิจของอิหร่านในปีที่ผ่านมานี้ ถือว่ามีความซับซ้อนอย่างมากเนื่องจากเป็นการบรรจบกันของปัจจัยภายนอก อันได้แก่นโยบายของมหาอำนาจต่างชาติ และปัจจัยภายใน ซึ่งก็คือความขัดแย้งในภูมิภาค

นโยบาย “Maximum Pressure 2.0” ของทรัมป์

ภายหลังการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2025 โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รื้อฟื้นนโยบายกดดันขั้นสูงสุดต่ออิหร่านอีกครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินเรียล สหรัฐฯ ได้ผลักดันให้มีการใช้กลไก “Snapback” เพื่อรื้อฟื้นมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติทั้งหมดต่ออิหร่าน ซึ่งรวมถึงการอายัดทรัพย์สินในต่างประเทศและการห้ามซื้อขายอาวุธ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกระดับการตรวจสอบเครือข่ายธนาคารเงาที่อิหร่านใช้หลบเลี่ยงการคว่ำบาตรเพื่อทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ทำให้กระแสเงินตราต่างประเทศ อันหมายถึงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าสู่อิหร่านถูกตัดขาดเกือบสมบูรณ์

อีกมาตรการสำคัญ คือสหรัฐฯ เพิ่มความเข้มงวดกับบริษัทต่างๆ ที่ยังคงซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยเฉพาะในจีน ทำให้รายได้หลักของอิหร่านลดลงอย่างน่าตกใจ โดยในปี 2025 อิหร่านจัดเก็บรายได้จากน้ำมันได้เพียง 16% ของเป้าหมายเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างพักผ่อนปลายปี ที่รีสอร์ตส่วนตัว มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยระบุว่า “เศรษฐกิจอิหร่านพังพินาศแล้ว” และเน้นย้ำเรื่องเงินเฟ้อที่รุนแรง ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของตลาดและทำให้นักลงทุนเทขายเงินเรียล

ส่วนปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งในภูมิภาค หนีไม่พ้นสงคราม 12 วันกับอิสราเอลในช่วงกลางปี 2025 ทำให้งบประมาณด้านกลาโหมของอิหร่านพุ่งสูงขึ้นถึง 145% เพื่อเตรียมการป้องกันประเทศ ส่งผลให้งบประมาณที่จะนำมาพยุงเศรษฐกิจถูกดึงไปใช้ในกิจการทหารแทน ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกเพราะหวาดกลัวภัยสงคราม และพยายามเปลี่ยนเงินเก็บจากสกุลเรียลไปเป็น ทองคำ เงินดอลลาร์ หรือคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อความปลอดภัย ส่งผลให้ค่าเงินเรียลดิ่งเหวลงอย่างรวดเร็วจากแรงเทขายอย่างตื่นตระหนก (Panic Selling)

นอกจากปัญหาเงินเฟ้อ อิหร่านยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนพลังงานและน้ำอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาจากปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงรุนแรง เป็นตัวเร่งให้ความไม่พอใจของประชาชนปะทุขึ้นในวงกว้าง

ล่าสุดทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง” (No regime change) ในตอนนี้ แต่เน้นย้ำว่าเขาจะรอดูว่าอิหร่านจะจัดการกับเศรษฐกิจที่ล่มสลายอย่างไร ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นท่าทีที่กดดันให้ปฏิวัติจากภายใน

สถานการณ์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะเป็นตัวตัดสินว่า นโยบายการเปลี่ยนตัวผู้ว่าฯ ธนาคารกลางของประธานาธิบดีเปเซสเคียนจะช่วย “ห้ามเลือด” เศรษฐกิจได้ทันเวลาหรือไม่ และถือเป็นบททดสอบที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลอิหร่าน ว่าจะสามารถพยุงค่าเงินและลดอุณหภูมิความโกรธแค้นของประชาชนได้ทันเวลาก่อนที่การจลาจลจะบานปลายหรือไม่

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment