
แหวกฟ้าหาฝัน : Edvard Munch in Thiel Gallery
วันอาทิตย์ ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
ใน Thiel Gallery ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินชาวสวีดิชเจ้าถิ่นเป็นจำนวนมาก ที่นี่ยังมีผลงานของ Edvard Munch ศิลปินนอร์เวที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Scandinavia อีกจำนวนมากด้วย Edvard Munch เกิดวันที่ 12 ธันวาคม 1863 ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นแพทย์ ณ หมู่บ้าน Adalsbruk เมือง Loten นอร์เว เขาเป็นลูกคนที่สองโดยมีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 3 คน แม่ของเขามีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่เด็ก เมื่อบิดาของเขาได้รับการว่าจ้างให้เป็นแพทย์ทหารที่ Akershus Fortress ครอบครัวของเขาก็ย้ายไปออสโลเมืองหลวงของนอร์เวในปี 1864 มารดาของเขาเสียชีวิตจากวัณโรค หลังมารดาเสียชีวิต ครอบครัวของเขาทุกคนก็ป่วยบ่อยในฤดูหนาวทำให้เขาและพี่น้องขาดเรียนบ่อย พี่สาวของเขาจึงเสียชีวิตด้วยวัณโรคในปี 1877
ถึงกระนั้นก็ตาม เขาได้มีโอกาสหัดวาดภาพอยู่เสมอทั้งกับเพื่อนและน้า พ่อของเขาดูแลครอบครัวอย่างดี แต่ก็มักเล่าเรื่องผีจากหนังสือของ Edgar Allan Poe ให้เขาฟังเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย และมักพูดกับเขาและพี่น้องซ้ำ ๆ เสมอว่า แม่มองจากบนฟ้าแล้วเสียใจที่พวกเขาทำตัวไม่ดี การที่เขามีบิดาย้ำคิดย้ำทำ มองโลกในแง่ร้ายร่วมกับสุขภาพที่ไม่ดีของตัวเอง อีกทั้งยังฟังเรื่องผีจากนิทานของพ่ออยู่บ่อย ๆ กลายเป็นภาพสยดสยองในใจของเขาตลอดเวลาจนถึงกับทำให้เขารู้สึกว่าเขาใกล้ตายอยู่บ่อย ๆ ไม่เพียงเขาจะมีปัญหา น้องสาวของเขาอีกคนก็ได้รับการวินิจฉัยว่ามีโรคทางจิต ส่วนน้องชายที่ได้แต่งงานเพียงคนเดียวในพี่น้องก็กลับมาเสียชีวิตไปเสียหลังแต่งงานได้เพียงไม่กี่เดือน ซ้ำร้ายรายได้ของพ่อของเขาจากการเป็นหมอทหารก็ต่ำมาก อีกทั้งยังประสบความล้มเหลวจากการทำคลินิกส่วนตัวด้วยยังผลให้ครอบครัวของเขายากจนมาก ครอบครัวของเขาต้องย้ายจากบ้านที่ค่าเช่าต่ำไปที่ต่ำกว่าอยู่บ่อย ๆ
Munch ได้ใช้ทัศนียภาพภายในบ้านตัวเองและสิ่งของต่าง ๆ ของพ่อ เช่น ขวดยาเป็นตัวอย่างในงานจิตรกรรมของเขา เมื่ออายุได้ 13 ปี เขาได้มีโอกาสพบกับกลุ่มศิลปินที่สมาคมศิลปะส่งผลให้เขามีความสนใจในการเขียนภาพทิวทัศน์ และเริ่มลอกเลียนแบบภาพเขียนเหล่านั้นด้วยสีน้ำมัน ฤดูใบไม้ร่วงปี 1908 เขาเริ่มดื่มจัดจนเห็นภาพหลอน เขาจึงสร้างสรรค์ผลงานที่ดูบ้าบอ เขาต้องเข้ารับการบำบัดที่ Clinic of Daniel Jacobson ด้วยการรับยาและช็อตกระแสไฟฟ้าอยู่นาน 8 เดือน หลังจากอาการเริ่มดีขึ้นในปี 1909 เขากลับบ้านและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยการคบเพื่อนที่ดีและไม่ดื่มเหล้า เขากลับมาสร้างสรรค์งานภาพเหมือนและทิวทัศน์ด้วยมุมมองที่เป็นบวกโดยใช้ฝีแปรงที่อ่อนโยนและสีสันสดใสมากขึ้น อีกทั้งยังมองโลกในแง่ร้ายลดลงจนงานมีคุณภาพสูงมากเป็นที่ต้องการของตลาด
ผลงานของเขากลายเป็นที่ต้องการของมิวเซียมต่าง ๆ จนได้รับแต่งตั้งเป็น Knight of the Royal Order of St. Olav และได้จัดนิทรรศการที่นิวยอร์คในปี 1912 เมื่อเขามีรายได้มากขึ้น เขาก็สามารถซื้ออสังหาริมทรัพย์มากขึ้นและช่วยเหลือคนในครอบครัวได้มากขึ้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น เขาต้องอยู่ในภาวะสับสนอีกครั้ง เนื่องจากผู้สนับสนุนเขาส่วนใหญ่เป็นชาวเยอรมัน ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็สามารถรอดพ้นจากภาวะเศรษฐานะย่ำแย่ได้ อีกทั้งยังโชคดีรอดจากไข้หวัดสเปนที่กลืนกินชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านคน เขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตที่ดีอยู่ร่วม 20 ปี และได้รังสรรค์ภาพนู้ดอยู่บ่อย ๆ ซ้ำยังมีความสัมพันธ์กับนางแบบของเขาด้วย ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีติดฉลากงานของเขาว่าเป็นศิลปะแห่งความเสื่อม (Degenerative Art) และนำผลงานของเขาทั้ง 82 ชิ้นออกจากมิวเซียมในเยอรมัน
ปี 1940 เมื่อเยอรมันบุกนอร์เวซึ่งเป็นเวลาที่เขาเริ่มอายุมากถึง 76 ปี เขาอยู่ด้วยความกลัวว่านาซีจะยึดผลงานของเขาอีกซึ่งมีจำนวนมากถึง 70 กว่าชิ้นในบ้านของตัวเอง แต่เหตุการณ์ร้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้น เขาเสียชีวิตที่ออสโลในวันที่ 23 มกราคม 1944 ในขณะมีอายุได้ 79 ปี หลังเขาเสียชีวิตรัฐบาลนาซีได้เสนอจะจัดงานศพอย่างเป็นทางการให้ แต่ครอบครัวปฏิเสธด้วยเกรงว่าจะใช้งานศพเขาสร้างโอกาสโฆษณาชวนเชื่อ ผลงานจิตรกรรมที่ Thiel Gallery ส่วนใหญ่เป็นผลงานในช่วงหลังของชีวิตจึงมีสีสันค่อนข้างสดใส และมองโลกในแง่ดี แต่ยังคงมีอัตลักษณ์ที่แสดงตัวตนของเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Despair ชนิดที่เห็นภาพนี้แล้วคิดถึง The Scream อันลือลั่นของเขาเลยทีเดียว








