คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

คุยกัน 7 วันหน : มองอนาคตอิหร่าน ล่มสลายแน่ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ?!?

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นับตั้งแต่ปฏิวัติอิสลามในปี 1979 อิหร่านเผชิญการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งในช่วงปีแรกๆ เป็นการชุมนุมต่อต้านการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในสังคมที่เข้มงวดมากขึ้น ทั้งเรื่องเครื่องแต่งกายและการดำเนินชีวิต โดยบททดสอบใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1999 หลังการปิดหนังสือพิมพ์หัวปฏิรูปจุดชนวนให้นักศึกษารวมตัวประท้วงในกรุงเตหะราน ก่อนจะกระจายไปตามมหาวิทยาลัยในหลายเมืองและจบลงด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่

ขณะที่ในปี 2009 ชาวอิหร่านหลายล้านคนลงถนนเพื่อแสดงพลังคัดค้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผู้นำสายแข็งได้รับชัยชนะ ซึ่งค้านสายตาของประชาชนและจบด้วยด้วยการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่เช่นกัน ส่วนปี 2022 การเสียชีวิตของ “มาห์ซา อามินี” ขณะถูกควบคุมตัวจากการแต่งกายผิดระเบียบ ทำให้อิหรานเผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

ล่าสุด ปลายปี 2025 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหม่ เริ่มปะทุจากความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงลงเป็นสถิติใหม่ ตามด้วยปัญหาเงินเฟ้อและสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขาดแคลนและราคาพุ่ง จนกลายเป็นการแสดงออกเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประท้วงรัฐบาลในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามอย่างเด็ดขาด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นหลายพันคน บางสื่อบอกว่ายอดพุ่งไปถึงหลักหมื่นคน แล้วแต่ว่าติดตามจากสื่อฝั่งไหน และมีผู้ถูกจับกุมอีกจำนวนมาก ไม่เพียงแต่ปราบปรามเท่านั้น รัฐบาลอิหร่านยังตัดอินเทอร์เน็ตและการสื่อสารทั่วประเทศ หวังป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ประท้วงออกไปสู่โลกภายนอก

ความไม่สงบที่ปะทุขึ้นจากสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ กลายเป็นความท้าทายภายในประเทศครั้งใหญ่ที่สุดต่อผู้นำศาสนาอิหร่านในรอบอย่างน้อย 3 ปี และเกิดขึ้นในช่วงที่แรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มขึ้น หลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีเมื่อปีที่แล้ว โดยสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชาวอิหร่านประท้วงต่อไป เข้ายึดครองหน่วยงานต่างๆ และย้ำว่าความช่วยเหลือกำลังไปถึง โดยที่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าความช่วยเหลือนั้นคืออะไร เขากล่าวด้วยว่า ได้ยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน จนกว่าการสังหารผู้ประท้วงอย่างไร้เหตุผลจะยุติลง แสดงถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคณะผู้นำอิหร่าน รวมถึงการข่มขู่ว่าอาจใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้ประท้วง ทรัมป์ยังได้ประกาศเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 25 กับสินค้าจากทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ด้วย

ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงหรือยัง ?

เมื่อประเมินจากสถานการณ์ในอิหร่านปัจจุบัน นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า ขณะนี้ ยังชี้ขาดไม่ได้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในอิหร่านได้บ้างหรือไม่ ซึ่งต้องมองปัจจัยสำคัญอีกหลายข้อ แม้ชาวอิหร่านมีความไม่พอใจเพิ่มมากขึ้นต่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทรงอิทธิพล และมีผลประโยชน์ทางธุรกิจมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคน้ำมันและก๊าซ การก่อสร้าง ไปจนถึงโทรคมนาคม

แต่การขาดแกนนำที่ชัดเจนในการประท้วงและขับเคลื่อนฝ่ายต่อต้านในประเทศ ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ทำให้พลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมีจำกัด การประท้วงในอิหร่านมักเกิดขึ้นแบบไร้หัวขบวน แม้จะควบคุมยาก แต่ก็ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระบบ เพราะไม่มีใครสามารถก้าวขึ้นมาเจรจาหรือแทนที่โครงสร้างเดิมได้ทันที ขณะที่การก้าวออกมาของ เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย ในทุกๆ ครั้ง รวมถึงในครั้งนี้ ก็ดูจะไม่มีน้ำหนักมากพอ

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม  และกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหาร (Basij) ยังคงซื่อสัตย์ต่อระบอบ เพราะผลประโยชน์และสถานะของพวกเขาผูกติดอยู่กับความอยู่รอดของรัฐบาล ที่ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ‘เดินเกม’ เป็นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีในการควบคุมการประท้วง เช่น การตัดอินเทอร์เน็ต และการใช้ AI ตรวจสอบใบหน้า และการใช้การทูตในภูมิภาคเพื่อลดแรงกดดัน

นั่นทำให้ยังมีโอกาสน้อยที่จะได้เห็นรอยร้าวในหมู่ชนชั้นนำ เพราะทั้งรัฐสภาอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน ยังคงจับมือกันเหนียวแน่นและแสดงจุดยืนไปในทิศทางเดียวกัน

ล่มแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’

อย่างไรก็ดี บทวิเคราะห์ของ เจเรมี โบเว่น บรรณาธิการฝ่ายต่างประเทศของ BBC ที่เผยแพร่ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและลึกซึ้งเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่าน โดยใช้ประโยคคลาสสิกที่ว่า “ระบอบเผด็จการมักจะล่มสลายแบบค่อยเป็นค่อยไป แล้วจึงพังทลายลงอย่างฉับพลัน” ซึ่งท่อนนี้หยิบยืมมาจากบทประพันธ์ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ที่พูดถึงวิกฤต ‘ถังแตก’ หมดเนื้อหมดตัว ว่า gradually then suddenly.

โบเว่นบอกว่า แม้สถานการณ์ในอิหร่าน ณ ปัจจุบัน จะ ‘ยังไปไม่ถึงจุดนั้น’ แม้จะดูเหมือนมีความสั่นคลอนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการประท้วงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในอิหร่าน แสดงให้เห็นวิกฤตความชอบธรรมของคณะผู้นำ และสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ตัดขาดจากอุดมการณ์ของรัฐอิสลามอย่างสิ้นเชิง ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศเผชิญมาต่อเนื่องอันเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งปัญหาเงินเฟ้อ สินค้าราคาแพง และอัตราว่างงานพุ่ง ส่งผลต่ออำนาจและความสามารถของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการประชาชนลดลง

ที่ต้องจับตาคือเรื่องของ ‘วิกฤตผู้นำ’

อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสูงสุดคนที่ 2 นับตั้งแต่อิหร่านปฏิวัติอิสลามและโค่นล้มการปกครองของพระเจ้าชาห์แห่งราชวงศ์ปาห์ลาวี เมื่อปี 1979 โดยเข้ารับตำแหน่งหลังการเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลลาห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดคนแรกในปี 1989 ปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจสูงสุดในการสั่งการนโยบายสำคัญของประเทศทั้งหมด

ขณะนี้ คาเมเนอีอายุ 86 ปี แม้สุขภาพจะยังคงแข็งแรง แต่เริ่มมีการพูดถึงผู้นำคนต่อไปที่จะมารับไม้ต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิสราเอลลอบสังหารแกนนำคนสำคัญของอิหร่านและยกระดับการโจมตีนับตั้งแต่เปิดฉากทำสงครามในกาซาเมื่อปี 2023 ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้นำสูงสุด ย่อมทำให้อิหร่านเปลี่ยนแปลงไปไม่มากก็น้อย และในตอนนี้ ก็มีสัญญาณของความไม่ลงรอย เริ่มมีการเห็นต่างกันในกลุ่มผู้ปกครองว่าจะใช้วิธีปราบปราม หรือผ่อนปรน เพื่อรักษาอำนาจเอาไว้

หากเกิดความขัดแย้งภายในแย่งชิงอำนาจกันเอง นั่นอาจเป็นชนวนเหตุ ยิ่งหากทหารระดับล่างเริ่มปฏิเสธที่จะยิงประชาชน นั่นคือสัญญาณสุดท้ายของการล่มสลาย เหมือนที่โบเว่นเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีตอย่าง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน หรือ อาหรับสปริง ที่ทุกอย่างดูเหมือนจะมั่นคงดีจนกระทั่ง ‘วินาทีที่มันไม่ใช่’

“ระบอบเผด็จการจะดูเหมือนแข็งแกร่งไร้เทียมทาน จนกระทั่งถึงวันที่มันดูเหมือนไม่เคยมีความมั่นคงเลย” คือมุมมองของโบเว่น ที่เห็นว่า อิหร่านในตอนนี้เหมือน ‘เขื่อนที่มีรอยร้าวซึมอยู่ทั่ว’ แม้แรงดันน้ำจะมหาศาลและรอยร้าวจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวโครงสร้างหลักยังคงยันเอาไว้ได้อยู่ และเรายังไม่เห็นสัญญาณของ ‘การพังทลายของเขื่อน’ ในเร็ววันนี้

แต่อนาคตข้างหน้า…ไม่แน่

โดย ดาโน โทนาลี

Leave a comment