
คุยกัน 7 วันหน : ปิดตำนานครอบครัวตัวอย่าง เจาะลึกดราม่า ‘บรู๊คลิน’ แฉเบื้องหลัง Brand Beckham
วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.
สร้างความฮือฮาไม่น้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมา กับข่าวที่ บรู๊คลิน เพลท์ซ เบ็คแฮม (Brooklyn Peltz Beckham) ลูกชายคนโตของ เดวิด และ วิคตอเรีย เบ็คแฮม ประกาศตัดสัมพันธ์กับครอบครัวอย่างเป็นทางการ ผ่านแถลงการณ์ความยาว 6 หน้าบน Instagram Story บรู๊คลิน ยืนยันชัดเจนต่อผู้ติดตามกว่า 16 ล้านรายว่า ว่าเขาไม่ต้องการคืนดีกับครอบครัว จากปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานานหลายปี
บรู๊คลินกล่าวว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาถูกพ่อแม่ควบคุมภาพลักษณ์และสร้างเรื่องราวลวงในสื่อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ Brand Beckham จนทำให้เขาต้องเผชิญกับภาวะวิตกกังวลมาโดยตลอด และตอนนี้เขารู้สึกมีอิสระเป็นครั้งแรกหลังจากเดินออกมา ลูกชายคนโตผู้นี้วิพากษ์วิจารณ์ครอบครัวของตนว่าให้ความสำคัญกับ “การโปรโมตตัวเองต่อหน้าสาธารณะและสัญญาโฆษณาเหนือสิ่งอื่นใด” “แบรนด์เบ็คแฮมต้องมาก่อน” เขาเขียน พร้อมเสริมว่า “ความรักของครอบครัวถูกตัดสินจากว่าคุณโพสต์ลงโซเชียลมีเดียมากแค่ไหน”
อีกเรื่องที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก คือการที่ วิคตอเรีย ผู้เป็นแม่ ยกเลิกการตัดชุดแต่งงานให้ นิโคล่า เพลท์ซ เจ้าสาวของเขาในนาทีสุดท้าย และยังแย่งซีนช่วงการเต้นรำครั้งแรกของบ่าวสาว โดยเข้าไปเต้นกับเขาแทนในลักษณะที่เขารู้สึกว่าไม่เหมาะสมและน่าอับอาย
สำหรับนิโคล่า เป็นนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บุตรสาวของเนลสัน เพลท์ซ นักธุรกิจมหาเศรษฐี ซึ่งต่อมา เธอให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ (The Times) ว่า แม่สามีของเธอทราบว่า ทีมงานในห้องเสื้อไม่สามารถตัดชุดให้เสร็จได้ทันเวลา พร้อมปฏิเสธกระแสคาดเดาว่ามีความบาดหมางระหว่างกัน
.jpg)
บรู๊คลินระบุว่า ครอบครัวของเขาไม่เคยให้เกียรตินิโคล่า ภรรยาของเขาเลย และมีการจงใจเชิญแฟนเก่าของเขาไปร่วมงานครอบครัวเพื่อสร้างความอึดอัดใจ เขาอ้างด้วยว่า ก่อนแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ พ่อแม่พยายามกดดันและติดสินบนให้เขาเซ็นสัญญาละทิ้งสิทธิ์ในชื่อสกุลของตัวเอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และอนาคตของลูกๆ ของเขา
บรู๊คลินยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นเชื้อไฟให้กับข่าวลือเรื่องความร้าวฉานของครอบครัว ซึ่งก็คืองานวันเกิดครบรอบ 50 ปี ของ เดวิด เบ็คแฮม เมื่อเดือน พ.ค. ปีที่แล้ว บรู๊คลินบอกว่า ตัวเองและภรรยาได้เดินทางไปยังกรุงลอนดอนเพื่อร่วมงานวันเกิดของเดวิด แต่ถูกปฏิเสธเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ตอนที่พวกเขากำลังรออยู่ที่ห้องในโรงแรม พยายามที่จะวางแผนให้ได้ใช้เวลาที่มีค่ากับเขา พ่อปฏิเสธความพยายามทั้งหมดของเขา เว้นแต่ถ้านั่นจะเป็นงานปาร์ตี้วันเกิดของเขาที่มีแขกนับร้อยและกล้องทุกที่
เขาเล่าต่อว่าในที่สุด พ่อก็ตอบตกลงที่จะเจอเขา โดยมีเงื่อนไขว่าภรรยาของเขาต้องไม่อยู่ด้วย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บรูคลินบอกว่าเป็นการตบหน้า พร้อมเสริมว่า ต่อมาครอบครัวของเขาก็ปฏิเสธที่จะพบกับบรูคลินในทริปถัดไปที่นครลอสแอนเจลิส
แถลงการณ์นี้ของบรู๊คลิน ยังเกิดขึ้นหลังจากที่บรู๊คลินและนิโคล่าจัดงานแต่งงานใหม่ ในปี 2025 เพื่อสร้างความทรงจำใหม่ที่ไม่มีความเจ็บปวดจากงานครั้งแรก และว่าในตอนนี้ เขาและภรรยาต้องการเพียงชีวิตที่มีความสุขเป็นส่วนตัว ห่างจากการรบกวนของบรรดาสื่อ
มีรายงานว่าปัจจุบันนี้ บรู๊คลินได้ขอให้พ่อแม่ติดต่อเขาผ่านทีมกฎหมายเท่านั้น และได้บล็อกช่องทางโซเชียลมีเดียของคนในครอบครัวเกือบทั้งหมด ขณะที่ครูซ น้องชายของเขาได้ออกมาโต้ตอบว่า พ่อแม่ไม่ได้เลิกติดตามบรู๊คลิน แต่เป็นฝ่ายบรู๊คลินเองที่บล็อกทุกคน และน้องๆ ก็รู้สึกผิดหวังในตัวพี่ชาย ก่อนหน้านี้ เขาเคยบอกกับสื่อว่า พ่อแม่ของเขาไม่มีทาง “เลิกติดตามลูกของตัวเอง”
.jpg)
ผลกระทบ Brand Beckham
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา จุดแข็งที่สุดของแบรนด์เบ็คแฮมคือ ความกลมเกลียวและการเป็นต้นแบบครอบครัวสมัยใหม่ (Modern British Family) ที่ประสบความสำเร็จและรักกันมาก แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ คือวิกฤตแบรนด์ครั้งใหญ่ที่สุดของครอบครัวเบ็คแฮม เนื่องจากภาพลักษณ์ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ (The Perfect Family) ที่สร้างมาหลายสิบปีถูกทำลายลงด้วยคำพูดของลูกชายตัวเอง ข้อมูลจาก CARMA ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านชื่อเสียง ระบุว่า หลังจากการโพสต์ของบรู๊คลิน ความรู้สึกเชิงลบต่อแบรนด์เบ็คแฮมพุ่งสูงถึง 46.9% จากเดิมที่มีเพียง 21.4%
คำว่า “สร้างภาพ” (Performative) ที่บรู๊คลินใช้เรียกโพสต์ในโซเชียลมีเดียของพ่อแม่ ทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มสงสัยว่าความสัมพันธ์ที่เห็นมาตลอด 20 กว่าปีนั้นเป็นความจริงหรือแค่แผนการตลาด โดยเฉพาะการที่บรู๊คลินแฉว่า พ่อแม่พยายาม “ติดสินบน” ให้เขาเซ็นสัญญาโอนสิทธิ์ในชื่อตัวเองให้เป็นของบริษัทครอบครัว ซึ่งหากเป็นจริง จะทำให้ภาพลักษณ์ของเดวิดและวิกตอเรีย จากพ่อแม่ที่รักลูก กลายเป็นนักธุรกิจที่มองลูกเป็นทรัพย์สิน
.jpg)
ขณะเดียวกัน วิกตอเรีย เบ็คแฮม สร้างแบรนด์แฟชั่นโดยมีตัวเองและครอบครัวเป็นพรีเซนเตอร์หลัก แต่การที่บรู๊คลินยืนยันว่าวิกตอเรียถอนตัวจากการตัดชุดให้นิโคล่าในนาทีสุดท้าย (11th hour) ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพและความเห็นอกเห็นใจในฐานะดีไซเนอร์ อีกทั้งการแตกหักกับครอบครัวมหาเศรษฐีอย่าง เพลท์ซ ครอบครัวของนิโคล่า ยังหมายถึงการสูญเสียเครือข่ายคอนเนกชันระดับมหาเศรษฐีในอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของวิกตอเรีย กลายเป็นศึกระหว่าง Team Beckham กับ Team Peltz-Beckham ส่งผลต่อฐานแฟนคลับและการร่วมงานกับแบรนด์ต่างๆ ในอนาคต
นักสื่อสารมวลชนมองว่า หากยังมีการตอบโต้กลับไปกลับมา จะยิ่งทำให้แบรนด์เสียหายหนักขึ้น เพราะจะเปลี่ยนจากความขัดแย้งในครอบครัว กลายเป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือ แต่บางส่วนมองว่า ถ้าเดวิดและวิกตอเรียใช้ความนิ่งและความเป็นผู้ใหญ่ในการแก้ปัญหา เหมือนที่เดวิดพยายามตอบโต้ผ่านสื่อว่า “ลูกๆ ผิดพลาดกันได้” อาจจะช่วยประคองแบรนด์ให้ดูเป็นมนุษย์ที่มีปัญหาจริงมากกว่าการสร้างภาพเป๊ะทุกระเบียดนิ้ว
ล่าสุด เดวิด เบ็คแฮม ใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียตอบโต้ลูกชายคนโตเป็นครั้งแรก ซึ่งปกติแล้วตระกูลเบ็คแฮมมักจะใช้นโยบายความเงียบในการจัดการข่าวลือเสมอ
เดวิดได้โพสต์ภาพย้อนวัยขาวดำ ที่เป็นรูปเขากำลังอุ้มบรู๊คลินตอนเด็ก พร้อมข้อความที่เขียนอย่างระมัดระวังแต่กินใจความลึกซึ้งว่า “ความจริงมีความหมายสำหรับพ่อเสมอ และครอบครัวคือทุกอย่างสำหรับเรา… พ่อเสียใจที่คุณรู้สึกแบบนั้น แต่ประตูบ้านและหัวใจของพ่อกับแม่ยังเปิดรอคุณอยู่เสมอ ความกตัญญูและการให้เกียรติคือรากฐานที่เราสร้างมาด้วยกัน อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตนที่คุณเป็นจริงๆ”
.jpg)
การตอบโต้ครั้งนี้ถูกสื่ออังกฤษเรียกว่าเป็นการ “สั่งสอนแบบผู้ใหญ่” (Fatherly rebuke) อีกทั้งมองว่าข้อความของเดวิดมีการแฝงนัยสำคัญไว้ ทั้งข้อความ “อย่าให้คนอื่นมาเปลี่ยนตัวตน”: ที่เชื่อว่า เดวิดกำลังพุ่งเป้าไปที่ ตระกูลเพลท์ซ หรือนิโคล่า ภรรยาของบรู๊คลิน ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนทัศนคติของลูกชาย และมีเนื้อหาตำหนิอย่างสุภาพเกี่ยวกับการนำเรื่องในบ้านมาแฉต่อสาธารณะ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ขาดความเคารพต่อบุพการี อีกทั้งการโพสต์รูปย้อนวัยที่ดูอบอุ่น เป็นการพยายามดึงภาพลักษณ์ “ครอบครัวที่รักกัน” กลับคืนมาเพื่อสยบข่าวเรื่องการ “จัดฉาก” ที่บรู๊คลินกล่าวอ้าง
เรื่องราวหลังจากนี้จะดำเนินต่อไปยังไงไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ บรู๊คลินยังไม่ได้ลบโพสต์แฉเดิม และยังไม่ได้เข้ามาคอมเมนต์ตอบกลับในโพสต์ของพ่อ แสดงให้เห็นว่า รอยร้าวครั้งนี้อาจจะลึกกว่าที่หลายคนคิด
โดย ดาโน โทนาลี